งานสัปดาห์หนังสือ ตุลาคม2552
posted on 26 Oct 2009 00:07 by mahado in Booksสวัสดีครับมิตรรักแฟนบล็อกทุกท่าน วันนี้ผมกลับมาอัพบล็อกอีกสักครั้ง ก่อนจะเปิดเทอมอย่างเป็นทางการในช่วงบ่ายของวันนี้ ซึ่งเทอมนี้ไม่รู้จะมีมรสุมในชีวิตและการเรียนหรือไม่ เมื่อเปิดเทอมแล้วโอกาสจะไม่ว่างก็ย่อมมากกว่าปิดเทอม แม้ว่าปิดเทอมจะดองบล็อกก็ตาม ฮา ฮา
สำหรับเอนทรี่นี้ผมจะมาพูดถึงหนังสือที่ผมได้มาจากงานหนังสือที่เพิ่งผ่านพ้นไปครับ ซึ่งงานสัปดาห์หนังสือครั้งนี้ หนังสือที่ผมซื้อส่วนมากค่อนข้างจะแตกต่างจากครั้งที่ผ่านๆมาครับ สาเหตุหนึ่งก็เพราะ ผมเริ่มรู้สึกว่าผมควรจะหาหนังสือแนวธุรกิจมาอ่านบ้าง ทำให้แนวของหนังสือที่ซื้อเปลี่ยนไปเยอะมากๆครับ และเนื่องจากก่อนจะเริ่มงานหนังสือครั้งนี้ ผมก็ได้ข่าวไม่ค่อยดีเกี่ยวกับโน้ตบุ๊ครุ่นที่ผมใช้อยู่ ทำให้ผมต้องประหยัดงบครับ(เผื่องบไว้ซื้อ/ซ่อมโน้ตบุ๊ค)
ผมเลยซื้อหนังสือน้อยกว่าที่ผมอยากได้มากๆ งวดนี้ผมพยายามเฉียดเข้าไปดูหนังสือของ A BOOK ให้น้อยที่สุด เพราะเข้าไปทีไรก็มีเหตุให้เสียทรัพย์ทุกทีครับ ฮา ฮา ผมชอบหนังสือของ A BOOK ครับ แต่หนังสือในงานของ A BOOK เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กับเมื่อปีที่แล้ว ที่ผมซื้อมาหลายเล่ม ผมยังทยอยอ่านไม่หมดเลยครับ ตอนนี้เลยชะลอการซื้อไว้ก่อน ไว้ซื้องานหน้า
(เล็ง Say a magic word ไว้น่ะครับ)
นอกจากนี้หนังสือแนวเดียวกับที่ผมค้างสต็อกไว้ที่บ้าน ผมก็พยายามไม่ดู ไม่เหลียวแล ไม่ซื้อครับ เช่น
- นานมี ก่อนหน้างานหนังสือไม่กี่เดือน มีจัดบูธลดราคาที่จามจุรีสแควร์ครับ ได้มาหลายเล่ม และเสียไปหลายบาทอยู่
- เคล็ดไทย ซึ่งพวกเปิดหน้ากากขงเบ้ง ฮ่องเต้จีน บลาๆๆ ที่เกี่ยวกับจีน ผมซื้อไว้ปีก่อน เป็นเงินประมาณ 1300(ถ้าจำไม่ผิด) จนถึงวันนี้ยังอ่านไม่หมดครับ เลยพยายามไม่ซื้อเพิ่ม(เฉี่ยวไปดูปก ไว้ซื้อปีถัดๆไป)
- สุขภาพใจ ค่ายนี้ก็มีเหตุให้เสียทรัพย์เยอะมากๆเช่นกัน และเป็นค่ายที่ผมต้องระวังจะเผลอซื้อหนังสือเล่มเดียวกับพ่อผมครับ
- INSPIRE ยังมีหนังสือไล่ตงจิ้นกับหลินเจี้ยนหลงค้างสต็อกอยู่ครับ(ถ้าจำไม่ผิดซื้อมาพร้อมๆกับงานของนานมี)
และอื่นๆอีกหลายค่ายมากมาย เพราะผมยังอ่านไม่จบเลยครับ ไม่งั้นงบของงานหนังสืองวดนี้จะยิ่งบานปลายไปกันใหญ่ และผมจะได้หนังสือมาค้างสต็อกเป็นจำนวนมากแทน
เอาล่ะครับ มาดูหนังสือที่ผมได้มาคราวนี้กันเลยดีกว่า
9เล่มนี้เป็นของค่ายเดียวกันหมดเลย คือค่าย Brand Age ครับ เป็นบูธที่ผมเสียเงินให้มากเป็นอันดับ1ของงานสัปดาห์หนังสือคราวนี้ครับ (และเป็นบูธที่ทำให้ผมปวดตาหลังจากเดินออกจากบูธ เพราะหนังสือดีๆเยอะมาก แต่ต้องจำกัดงบ กั้กบางส่วนไว้ซื้อคราวถัดๆไป เลยยืนเลือก+อ่านนานมากครับ << หลายๆเล่มกะว่าซื้อไปก็อ่านไม่ทัน ซื้อคราวหน้าอาจจะได้ถูกกว่า+ได้อ่านพอดี)
(เรียงจากซ้ายไปขวา บนลงล่าง)
5เล่มแรก เป็น Case Study 6.0-10.0 ที่จริงมันมีออก11.0แล้วล่ะครับ แต่ผมเพิ่งเห็นทีหลังครับ เลยไม่ซื้อไว้รอคราวหน้าครับ เพราะเท่านี้ก็อ่านแทบจะไม่ทันอยู่แล้ว สำหรับหนังสือชุดนี้จะเกี่ยวกับการดำเนินกลยุทธทางการตลาดครับ ซึ่งหลักๆจะเน้นในไทยนะครับ ผมก็พลิกไม่ได้ละเอียดมาก แต่ละเล่มก็ไม่ได้คล้ายกันมากนัก แต่ตอนที่ผมกำลังเขียนรีวิวอยู่นี้ ผมอ่าน6.0จบแล้วครับ แต่7.0กำลังอ่านอยู่
ขอรีวิวคร่าวๆไว้แล้วกันนะครับ - ในเล่ม6.0 จะเป็นเนื้อหาที่ตีพิมพ์ประมาณปี 2546(เก่ามากๆ - -') มีกรณีศึกษาของเบียร์สิงห์กับเบียร์ช้าง / AIS DTAC และ Orange / ธุรกิจค้าปลีก /4me ซึ่งหนังสือเล่มนี้ทำให้ผมรู้ว่ากรณีศึกษาด้านธุรกิจในบ้านเรา มันส์โคดๆ ครับ ให้ความรู้สึกเหมือนอ่านประวัติศาสตร์ในวงการธุรกิจ ทำให้ผมรู้ว่าทำไมRobinsonถึงเปลี่ยนไปจากสมัยผมเด็กๆ ทำไมอยู่ๆถึงมี Lotus ,Big C ขึ้นมา ทำไมซิมมือถือกับเครื่องถึงได้แยกออกจากกัน ทั้งๆที่สมัยก่อนเครื่องกับเบอร์มันผูกติดกัน และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งสาระเพียบครับสำหรับหนังสือเล่มนี้
ข้อเสียก็คือ....ผมรู้สึกว่าหนังสือกล่าวเนื้อหาบางอย่างซ้ำแล้วซ้ำอีก อาจจะเพราะแต่เดิมเป็นคอลัมน์ที่ตีพิมพ์ในนิตยสารอะไรสักอย่าง แล้วนำมาตัดต่อรวมร่างแล้วออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้ครับ นอกจากนี้ยังมีการพิมพ์ผิด พิมพ์ซ้ำคำ พิมพ์วกวน ทำให้อ่านไม่รู้เรื่อง แปลกไทยเป็นไทยในหลายๆจุด อ่านแล้วรำคาญมากๆครับ แต่เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ ผมก็ไม่รู้จะไปหาอ่านจากไหนเช่นกัน เลยอ่านๆไปจนจบนั่นล่ะครับ ยังไงเนื้อหาก็ยังสนุกอยู่
(เล่ม7.0มาคนละแนวกับ6.0 ตอนนี้ยังอ่านไม่จบครับ ส่วน8-10 ยังไม่เริ่มเลย....ผมยังไม่ซื้อ2.0-5.0มา เพราะผมคิดว่ามันเก่าเกินไปน่ะครับ)
อีก4เล่มที่เหลือเป็นหนังสือในบูธเดียวกัน ได้แก่
- Hi Tech Marketing เนื่องจากผมเรียน IT ก็เลยซื้อๆมาอ่านไว้บ้าง เล่มนี้ผมซื้อในโปร 4เล่ม200 ถึงหนังสือจะเก่าไปสักนิด แต่ก็ถือว่าไม่แพง ถ้าผมอ่านจนจบครับ (โปร 4เล่ม200 มีกับ Case Study ข้างบน เล่มเก่าๆบางเล่มด้วย แต่ถ้าเล่มใหม่ๆจะไม่ได้ลดกระหน่ำขนาดนี้)
- เพาเวอร์ยิว อันนี้ผมจำราคาไม่ได้ แต่แพงกว่าเล่มบนแน่นอนครับ ก็จะเกี่ยวกับชาวยิวที่เก่งๆหรือมีอำนาจในโลกนี้ ประมาณนั้นครับ
- คู่มือจับโกหกนักการตลาด อันนี้ซื้อมาอ่านเพราะรู้สึกว่าทุกวันนี้หลายบริษัทแห่กันทำการตลาด ทำโฆษณา และอื่นๆอีกมากมาย ก็อ่านไว้ประมาณว่ารู้ไว้ใช่ว่า ก็ได้น่ะครับ :)
- ซิคเว่ เกี่ยวกับแนวคิดหรือวิธีการของอดีตผู้บริหารDTAC ผมเลยลองซื้อมาอ่านดูครับ อยู่ในโปร4เล่ม200เช่นกัน(เล่มอื่นน่าสนใจน้อยกว่านี้แล้ว)
เริ่มที่เล่มแรกของSetนี้
- มังกรสอนรวย เล่มนี้ซื้อเพราะมันลด50%ครับ....คำว่า Sale ยังใช้ได้ผลกับผมอยู่ - -''
- จัดการอย่างซามูไร เล่มนี้เหลือแค่10บาทครับ อ่านแนวคิดด้านในคร่าวๆแล้วรู้สึกว่าโอเค เลยซื้อกลับมา ไว้อ่านต่อที่บ้าน ^^
- กุศโลบายแห่งการตลาด เป็นหนังสือที่แปลกอย่างยิ่ง เพราะวันแรกที่ผมไปเซอร์เวย์โดยไม่ซื้อ ผมไม่เห็นหนังสือเล่มนี้ครับ นี่เป็นหนังสือที่ผมเคยเจอโดยบังเอิญที่ Major สุขุมวิท แต่ผมไม่ซื้อ รองานหนังสือ นึกว่าจะต้องกลับไปซื้อที่เมเจอร์ซะแล้ว ...นี่เป็นหนังสือ1ใน2เล่มที่ผมเล็งไว้ในงานสัปดาห์หนังสือคราวนี้ครับ เพราะฉะนั้นผมจึงตัดสินใจไม่นานนัก ซื้อทันที!! :D
- นักสร้างแรงบันดาลใจขั้นเทพ เล่มนี้ผมลังเลนานมาก และตัดสินใจว่าจะไม่ซื้อในงานนี้(รองานหน้า) แต่จนแล้วจนรอดก็ซื้อมา เพราะน้องผมซื้อหนังสือบูธบรรลือสาส์นเยอะมากๆ ถ้าบวกเล่มนี้ไปจะครบ1พันบาท ซึ่งกระเป๋าที่แถมมันดูดีกว่ามากมาย ผมซึ่งตอนแรกสองจิตสองใจ โดนโปรโมชั่นเข้าไป ก็เลยสอยเล่มนี้มาตั้งแต่ครั้งนี้เลยโดยไม่ลังเล(เพราะถ้าไปซื้องานหน้าก็คงไม่ได้ของแถมแล้ว)
- How to survive robot uprising อันนี้จะออกแนว Sci fi หน่อยๆ ประมาณว่าถ้าวันหนึ่งหุ่นยนต์ลุกขึ้นมาต่อสู้กับมนุษย์ เราจะมีวิธีรับมือยังไง เล่มนี้ซื้อมาอ่านเล่นๆครับ ของเครือมติชน ซึ่งผมไม่ได้แวะไปซื้อหนังสือบูธนี้มาหลายปีแล้ว (เล่มนี้ลดตั้ง 50%)
- Knes Journey Book เหมือนจะเป็นบันทึกการท่องเที่ยวเกาหลีของดาราไทยคนหนึ่ง ซึ่งหนังสือแนวนี้เป็นแนวที่ผมไม่เคยคิดจะหยิบมาอ่านหรือซื้อมาอ่านเลยครับ แต่ที่หนังสือเล่มนี้มาอยู่ในกองหนังสือจากงานหนังสือคราวนี้ได้ เพราะป้ากับน้องผมไปซื้อหนังสือบูธนึงครบกี่บาทนี่ล่ะครับ แล้วเค้าแจกหนังสือเล่มนี้ฟรีครับ แต่ทั้งสองคนไม่มีใครอยากอ่านเลย ก็เลยให้ผม เผื่อผมอยากอ่านเรื่องเกาหลี หรือจะไปเที่ยวเกาหลี(ซึ่งผมก็ไม่น่ะนะ
) แต่ผมก็ถือว่ารับมาฟรีๆไม่เสียอะไร อย่างมากก็กองทิ้งไว้เฉยๆที่บ้านน่ะครับ หลังจากที่เมื่อวานลองพลิกๆดู(ยังไม่ได้อ่าน) หนังสือเล่มนี้มีสำนวนคมๆอยู่บ้าง และมีประวัติโดยย่อของเกาหลีนิดหน่อย ไว้ว่างๆก็อาจจะหยิบขึ้นมาอ่าน(มั้ง) แต่คงต้องต่อคิวหนังสืออีกหลายกองล่ะครับ
(ข้อสังเกต : หน่วยไม่ใช่เล่ม..
)
Set สุดท้ายของงานหนังสือคราวนี้ เป็น Setที่ผมอ่านจบแล้วครับ เพราะการ์ตูนล้วนๆ
Path Of Fujiko F. Fujio เล่ม7 ซื้อพร้อมกับ มีดที่13 Extinction เล่ม4 ของNation คู่นี้ผมคิดว่าเหมือนซื้อ Path of FFF แถมมีดที่13เลยล่ะครับ เพราะ2เล่มรวมกัน 200พอดี(FFF 156บาท ส่วนมีด เหลือ 44บาท) ถ้าเป็นราคาปกติ FFFก็ 195บาทเข้าไปแล้ว (ยังตัดใจไม่ซื้อมีดไม่ได้ แต่หลังจากอ่านเล่มนี้จบก็รู้สึกว่า...ไม่แน่ว่าวันนั้นอาจจะมาถึงจริงๆเข้าสักที)
EXEเล่ม13 กับ รถไฟฟ้ามาหานะเธอ อันนี้ของเครือ SIC ซึ่งแอบเคืองเล็กน้อยที่ EXEเอาเล่มยินนิดๆมาให้ แล้วสแกนราคาลงเครื่องซะงั้น แต่หนังสือก็ไม่ได้เสียหายมากมาย ออกแนวเสียความรู้สึกมากกว่า ฮ่าๆ อย่างไรก็ดี EXE ยังเป็นการ์ตูนไทยที่อ่านแล้วสนุกอยู่ ส่วนรถไฟฟ้ามาหานะเธอ ผมว่าสนุกสู้เรื่องก่อนๆที่ทำออกมาคู่กับหนังของ GTH ไม่ค่อยได้ และมีเนื้อหาซ้ำกับในหนังเยอะ สงสัยผมคงจะคาดหวังกับการ์ตูนเรื่องนี้มากไปล่ะมั้ง(เพราะชอบหนัง)
สามก๊ก ฉบับสรุปตัวละคร กับ สามก๊ก ปฐมบทและบริบูรณ์บท ซื้อมาในโควต้า 5เล่มร้อย เนื่องจากคุณน้องอยากได้หนังสือในกอง5เล่มร้อย เพียง2เล่ม อีก3เล่มจึงตกเป็นของผมโดยปริยาย เล่มสรุปตัวละครสำหรับผมไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่เพราะผมไม่ได้อ่านสามก๊กฉบับการ์ตูนเซตใหญ่ของค่ายนี้ แต่เล่มปฐมบทและบริบูรณ์บท สรุปเนื้อหาของสามก๊กได้ค่อนข้างโอเคเลย โดยรวมแล้วถือว่าคุ้ม เพราะปกติเล่มนึงก็40-50บาทแล้ว
เรื่องมีอยู่ว่า - นอกจากผมจะชอบผลงานของเดอะดวงแล้ว ผมเพิ่งรู้ว่าน้องผมก็ชอบผลงานของเดอะดวงเช่นเดียวกัน(เพราะผมเคยแนะนำให้อ่านบางเรื่อง) เล่มนี้ตอนแรกผมคิดว่าจะไม่ซื้อแล้ว เก็บไว้ซื้องานหน้า เพราะซื้อหนังสือไปเยอะแล้ว แต่น้องผมก็ชี้ๆแล้วบอกว่านี่ลายเส้นเดอะดวง(น้องผมถึงขั้นจำลายเส้นนักเขียนการ์ตูนได้แล้ว..สงสัยผมคงเริ่มแก่ 555)
แต่น้องผมลังเลอยู่ว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ ผมเลยบอกว่า ไม่เป็นไร งั้นผมซื้อเองก็ได้ แล้วให้อ่านต่อ << เหตุผลที่น้องผมลังเล เพราะคิดว่า บางตอนซ้ำกับที่มีแล้ว แต่ผมอ่านแล้วคิดว่าไม่ซ้ำ แต่ลายเส้นอาจจะคล้ายกับผลงานที่เคยออกมาแล้วน่ะครับ ซึ่งรวมๆแล้วเป็นหนังสือการ์ตูนที่อ่านสนุกมาก แล้วก็แปลกตากว่าผลงานของเดอะดวงเล่มอื่นๆที่เคยอ่าน เพราะที่ผ่านๆมาจะออกแนวดาร์คนิดๆ(หรือไม่นิด)บวกประเด็นให้คิด แต่งานชิ้นนี้จะมีแบบที่ออกแนวตลกๆอยู่พอสมควร และหลายๆเรื่องให้แง่คิดได้ดีเหมือนเช่นเคย ไม่ผิดหวังที่ซื้อมา
เอาล่ะครับก็จบไปแล้วสำหรับการพูดถึงหนังสือที่ผมซื้อไปในงานหนังสือคราวนี้ ขอแถมด้วยหนังสืออีกเล่มนอกจากกุศโลบายแห่งการตลาด ที่เป็น1ใน2เล่มของหนังสือที่ผมเล็งไว้ครับ อีกเล่มที่ผมเล็งไว้คือ The Last Lecture ฉบับแปลไทยของเครืออมรินทร์ครับ อุตสาห์สืบมาอย่างดี เดินตามหา แต่เมื่อเจอแล้ว เห็นขนาดของเล่มที่เล็กแสนเล็ก กับราคาที่แพงกว่าขนาดแล้ว ผมเลยเก็บไว้ซื้อทีหลังครับ รอราคามันลง หรือรอผมอ่านหนังสือทีกองๆอยู่ไปได้ในระดับนึงก่อนน่ะครับ
ปล.ตอนนี้ทยอยอ่านหนังสือที่เคยดองๆไว้จบไปหลายเล่มแล้ว ถ้ามีเล่มไหนน่าสนใจอาจจะเอามาเขียนรีวิว หรือนำประเด็นมาต่อยอดครับ หรือไม่ก็อาจจะพูดถึงผ่านทาง Twitter ของผมครับ ---- ใครสนใจจะfollow ไปตามกันได้ที่ @skykidbox แต่ปกติไม่ได้ทวีตเท่าไหร่หรอกครับ
ปล2.ช่วงเปิดเทอมไม่รู้จะได้มาอัพบล็อกถี่แค่ไหนนะครับ ซึ่งถ้าไม่ว่าง รายละเอียดเกี่ยวกับหนังที่ผมดูไป ผมอาจจะใช้วิธีการทวีตสั้นๆผ่านทวิตเตอร์แทนน่ะครับ(ถ้ามีโอกาสค่อยมาเขียนรีวิวอีกที)
แล้วพบกันใหม่เอนทรี่หน้า
สวัสดีครับ
