สวัสดีครับผู้อ่านทุกคนที่แวะเข้ามาเยี่ยมบลอกของผม

วันนี้ผมกลับมาอัพบลอกอีกแล้ว รู้สึกช่วงหลังๆผมจะมีไฟอัพบลอกมากกว่าสมัยแรกๆที่เข้ามาเขียนบลอกแบบเป็นไดอารี่ซะอีก(ตอนนี้entryไดอารี่ผมทำเป็นDraftไปหมดแล้ว) ส่วนนึงที่ไฟแรงคงเป็นเพราะว่าเทอมนี้ผมได้เรียนวิชาParagraph Writing(การเขียนย่อหน้า) ที่มหาลัยล่ะมั้งครับ เลยทำให้ได้ฝึกเขียนบ่อยๆ แล้วก็ได้อ่านบทเขียนหลายๆอย่าง เลยมีแรงบันดาลใจในการเขียนมากกว่าก่อนหน้านี้

 

สำหรับวันนี้หัวข้อที่ผมอยากจะพูดถึงในEntryนี้นั้น ก็เป็นเรื่องของการตัดสิน(พิพากษา)ผู้อื่นครับ

 

ก่อนอื่นผมขอยกตัวอย่างถึงกรณีที่เคยเป็นข่าวเมื่อหลายปีก่อนนะครับ ถ้าใครยังจำกันได้ กับกรณีร้านเจ๊เล้งถูกเด็กขโมยของในร้าน จากนั้นทางร้านก็จะดำเนินคดีกับเด็กคนนั้น(หรือเด็กเหล่านั้น <<ผมก็จำไม่ได้ว่าเด็กถูกจับได้กี่คน)

อ้อ!! เกือบลืมบอกครับ ผมไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเจ๊เล้งนะ แล้วก็ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเด็กคนนั้นด้วย นอกจากนี้ผมก็ไม่ได้รู้จักกับใครในข่าวนี้เลยด้วย

ถ้ายังจำได้ จะมีอยู่กระแสหนึ่งที่เสมือนหนึ่งเป็นคำพิพากษาของสังคมไปเป็นที่เรียบร้อย คือ..."เจ๊เล้งโหด" หรือ "รวยแล้วทำไมแค่นี้ยอมความไม่ได้" หรือ "แค่เด็กทำผิดนิดหน่อยเอง"

 

บอกตามตรงนะครับ ตอนนั้นผมรู้สึกไม่ค่อยดีนักกับกระแสข่าวเหล่านี้เหมือนกัน ถ้าจำไม่ผิดบรรดาสื่อก็ลงข่าวไปในทำนองเห็นใจเด็กและผู้ปกครองของเด็กกันหมด ถ้าจำไม่ผิดเด็กคนนั้นตอนนั้นจะ 9 ขวบ มั้งนะ ก็ถือว่าเด็กอยู่อาจจะน่าเห็นใจก็จริง แต่ท่านๆทั้งหลายเคยนึกถึงหัวอกคนโดนขโมยบ้างหรือไม่ครับ(ผมไม่ได้เหมาว่าทุกคนเข้าข้างเด็กนะ แต่ว่าผมแค่เสนออีกแง่มุมนึง ที่ตรงข้ามกับที่สื่อเสนอในขณะนั้น)

หากวันใดวันหนึ่งมีเด็กอายุราวๆ9-10ขวบ ไม่มีเงิน แล้วบุกเข้ามาขโมยของในบ้านของท่านๆทั้งหลาย ติดต่อกันเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ท่านจะไม่แจ้งความหรือ? ท่านจะไม่ดำเนินคดีหรือ? แล้วก็....ท่านจะไม่รู้สึกว่าเดือดร้อนหรือ??

นอกจากนี้....ถ้าผมจำไม่ผิด สุดท้ายแล้ว เจ๊เล้งยังต้องให้เงินคู่กรณีอีกมั้ง = ='' ผมก็เลือนๆลางๆล่ะนะ ข่าวมันก็เก่าแล้ว อีกประเด็นนึงที่เป็นข่าวในช่วงไม่ห่างกันมากนักก็คือ คุณแม่คนหนึ่งที่มีลูกหลายคน ขโมยของในห้างโลตัส ....ซึ่ง พอถูกจับได้ กระแสเห็นใจของสังคมก็ตามมากันเพียบเช่นเดียวกัน

 

แต่ประเด็นหลักที่ผมจะพูดถึงคือการพิพากษาของมนุษย์ครับ มนุษย์อย่างเราๆท่านๆนี่แหละ มักจะมีนิสัยชอบตัดสินผู้อื่นจากความคิด และทัศนคติของตน โดยที่หลายๆครั้งอาจจะมองข้ามจุดยืนของคนที่ถูกตัดสินไป

 

โดยพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนแล้ว ไม่มีใครเหมือนกันทั้ง100%หรอกครับ ไม่ว่าจะเป็นการถูกเลี้ยงดู สภาพแวดล้อม คนรอบข้าง ฐานะทางการเงิน ฐานะทางสังคม หรือแม้แต่การถูกสั่งสอนให้เชื่อในสิ่งต่างๆ

และคนเราชอบตัดสินผู้อื่นจากกรอบของตัวเองครับ นี่เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์นะ...

ผมขอพูดถึงอีกตัวอย่างหนึ่ง....ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนมากๆ จากในวิชาปรัชญาที่ผมเคยลงทะเบียนเรียนเมื่อตอนอยู่ปี2

 

" ชายผู้หนึ่ง....แบกแม่ของเขาที่ยังมีลมหายใจ เดินเข้าไปกลางทุ่งน้ำแข็งที่สุดแสนจะหนาวเหน็บ....เพื่อที่จะวางร่างของแม่ของเขาไว้ ณ ที่แห่งนั้น จากนั้นจึงเดินทางกลับเผ่าของตน และปล่อยให้ร่างของแม่ผู้ให้กำเนิดนอนรอความตายอยู่ตรงนั้นเอง "

 

เป็นยังไงบ้างครับ ความรู้สึกของคุณ ชายผู้นี้อกตัญญูใช่มั้ย?? เนรคุณสิ้นดี??

 

จากกรณีศึกษานี้ ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่ามันเป็นเรื่องจริงมั้ย แต่ผมก็เชื่อนะว่ามันคงมีอยู่จริง(เพราะโลกเรามีวัฒนธรรมและประเพณีที่หลากหลายครับ) ....การทำแบบนี้เป็นประเพณีของชนเผ่านึง ซึ่งจะต้องนำร่างของพ่อแม่ตนเองไปทิ้งไว้กลางทุ่งน้ำแข็งเพื่อปล่อยให้ตาย และนับว่านั่นเป็นการแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่ของตน

สาเหตุของประเพณีดังกล่าว อาจารย์ของผมเล่าให้ฟังว่า...น่าจะมาจากการที่อาหารของชนเผ่านี้หาค่อนข้างยาก และวิธีการนี้เป็นเหมือนการกำจัดภาระของชนเผ่า ที่อาหารไม่ค่อยจะพอเพียงต่อความต้องการของคนในเผ่าครับ

 

ซึ่ง...วิธีการแบบนี้มันต่างกับการแสดงความกตัญญูของคนไทยแบบสุดขั้วไปเลย เพราะฉะนั้น ผมถึงเดาว่าหลายๆคนที่อ่านไป คงจะคิดว่า ชายคนนี้อกตัญญู แต่ถ้ามองว่าชายผู้นี้ ทำแบบนี้ เพราะเขาถูกสั่งสอนให้เชื่อแบบนั้น ว่าทำแบบนี้คือความกตัญญูอย่างที่สุด ก็แสดงว่าเขาได้ทำหน้าที่ลูกที่ดีได้อย่างถูกต้องทุกประการแล้ว(แม้ว่าจะเป็นคนชั่วในสายตาของคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งอยู่ในกรอบของวัฒนธรรมคนละอย่างกัน)

 

อาจจะมีหลายคนตัดสินไปแล้วว่า เรื่องแบบนี้จะมีจริงเหรอ ทำแบบนี้มันเหมือนฆ่ากันทั้งเป็น คงไม่มีหรอก โหดร้ายเกินไป แต่อย่าลืมว่าพิธีกรรมอย่างการฝังคนทั้งเป็นไว้ใต้ประตูเมืองตามความเชื่อ ก็มีในประเทศไทยสมัยก่อนเช่นกันนะครับ

ดังนั้นแม้แต่ประเทศพวกเราเองเมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต พิธีกรรมหลายอย่างในสมัยก่อนก็ดูโหดร้ายและไม่เป็นธรรม แต่....มันก็เป็นกรอบในสังคมในตอนนั้นครับ เช่นเดียวกัน...สิ่งที่พวกเรากำลังทำอยู่และคิดว่าถูกต้อง คิดว่าดีในตอนนี้ แน่ใจหรือว่าต่อไปในอนาคต ความเชื่อเหล่านี้ยังจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องและดีต่อไป

 

เพราะฉะนั้นการนำตัวของเราเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินผู้อื่นว่า ใครถูก ใครผิด ก็เหมือนกับเป็นเรื่องตลกอย่างนึง เพราะเราทุกคนก็อยู่บนคนละกรอบอยู่แล้ว เพราะถูกเลี้ยงดูมาไม่เหมือนกันครับ และโตในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันครับ การจะตัดสินว่าใครดีใครชั่วด้วยตัวของเรานั้น มันคงเป็นอะไรที่พูดไม่ได้ทั้ง100%หรอกครับ

 

แต่ถ้าให้ผมจำกัดความของคำว่า"ผิด" ผมคงจะบอกว่า เป็นการกระทำที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน โดยไม่มีเหตุผลที่รองรับอันสมควรครับ เช่น "การไล่ฆ่าผู้คนอย่างไร้เหตุผล" หรือ "การทำร้ายผู้อื่น/แย่งชิงของจากผู้อื่น เพื่อปรนเปรอความสุขของตน"(เช่น ปล้น ชิงทรัพย์ เพื่อนำเงินไปเที่ยว)

 

ยังไงก็ตาม ผมก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน ก็มักจะตัดสินผู้อื่นจากมุมมองของตัวเองเช่นกัน แต่ก่อนหน้านั้น ผมขอเสนอว่า อยากจะให้ลองพยายามมองในจุดยืนของคนผู้นั้นก่อน แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ตรงจุดนั้นได้ 100% แต่ถ้าคิดว่าเราเป็นเขา แล้วมีเหตุให้ทำเช่นนั้นได้ ก็คงจะไม่ไปต่อว่าอะไรมากหรอกครับ(นอกจากว่าจุดยืนของตัวเราเองมีเหตุให้ต้องทำแบบนั้น เช่น เป็นตำรวจ ก็ต้องจับคนที่ทำผิดกฎหมาย)

 

คนเราทุกคนมีเหตุผลในการกระทำใดๆแตกต่างกัน ถ้าสมมติว่าคุณและคนในครอบครัวไม่มีเงิน และไม่ได้กินข้าวมา3วัน นอกจากนี้ยังไม่สามารถขอความช่วยเหลือ หรือขอเงิน/อาหารจากใครได้เลย คุณจะไม่นำตัวเองเสี่ยงมาขโมยของในห้างเพื่อประทังความหิวให้คนในครอบครัวของคุณหรือ?

 

**แถม**สำหรับผม..............การเซ็น"เซ่อ"เป็นอีกกรณีหนึ่งที่คนกลุ่มหนึ่งกำลังพิพากษาคนจำนวนมากด้วยกรอบความคิดของตัวเอง ว่าสิ่งใดควรเห็น ไม่ควรเห็น ซึ่งมันเป็นอะไรที่ตลกสิ้นดี(แต่ผมไม่ขำนะ)

 

คุณล่ะ คิดว่ามันตลกมั้ย??

 

ปล. เชื่อมั้ยครับว่าวันนี้ผมอัพEntryนี้โดยไม่ได้คิดว่าจะมาโยงกับเรื่องเซ็น"เซ่อ"เลย แต่พอพิมพ์จนถึงย่อหน้าสุดท้าย ก็ได้ย่อหน้าปิดท้ายเป็นเรื่องของการเซ็น"เซ่อ"ซะงั้น

 

ปล2. ขอบคุณสำหรับทุกความคิดเห็นล่วงหน้านะครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เรื่องเจ๊เล้งนี่ ตอนนั้นผมก็มีความคิดคล้ายๆคุณนะ คือคิดว่ากระแสสังคมมีอะไรแปลกๆ เอาความ "สงสาร" มาปนกับ "ความถูก ความผิด"

เรื่องการใช้อัตวิสัยมาตัดสินการกระทำผู้อื่น ผมก็เห็นด้วยกับคุณครับว่าเป็นเรื่องปรกติ ธรรมดมามากๆ

แต่ในสังคมที่ mature ผู้คนสามารถละ "อัตวิสัย" ของตนเพื่อ respect กฎที่มีลักษณะรวมหมู่ได้

แสดงความเห็นเท่านี้ก่อนนะครับ อาจจะไม่ค่อย clear ต้องขออภัย

#1 By Art VS. Ying on 2008-02-19 00:34

กรณีเซ็นเซ่อๆนี่ ปลงตกไปแล้วครับ
ตอนนี้ขอแค่สิทธิ์ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารว่าพวกท่านๆ ผู้ทรงคุรธรรมสูงทั้งหลาย เซ็นเซ่อๆ เรื่องอะไรบ้าง เพื่อให้ผู้บริโภคได้ตัดสินใจว่าจะเข้าไปดูความหวังดีของพวกท่านๆ เหล่านั้นหรือไม่ tongue

#2 By Chubby Chocobo on 2008-02-19 00:38

ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นครับ

สำหรับผมแล้ว อ่านคอมเมนท์คุณ Art VS. Ying(ไม่รู้ว่าใครเป็นคนมาคอมเมนท์ให้ระหว่างคุณArtกับคุณYing แหะๆ)ก็ค่อนข้างเคลียร์นะครับ เห็นด้วยเหมือนกันครับที่ว่าคนเราสามารถทิ้งความคิดส่วนตัว(อัตวิสัย?)เพื่อยอมรับกฎหมู่ได้ big smile

#3 By SkyKiD on 2008-02-19 00:42

ตะกี้ไม่เห็นคอมเมนท์ของพี่ศิชนครับ สงสัยผมมัวแต่พิมพ์อยู่ big smile

ตอนนี้มี "ชมรมโตแล้วฟ." ในพันทิพย์ครับ แจ้งข่าวสารเรื่องการเซ็น"เซ่อ" อยู่หลายเรื่องเหมือนกัน

ปล.ผมไม่ได้สมัครเข้าชมรมนี้นะครับ(ไม่ได้เป็นสมาชิกเวบน่ะครับ เข้าไปอ่านอย่างเดียวconfused smile)

#4 By SkyKiD on 2008-02-19 00:44


ตัวผมเองและคนรอบข้างมีคติก่อนการตัดสินอยู่ครับ

คือ คิดในใจก่อนว่า

"เขามีเหตุผลอะไรให้ต้องทำอย่างนั้น"

นอกจากกันการตัดสินแบบเอาตัวเป็นบรรทัดฐานได้แล้ว ยังป้องกันการเข้าใจผิดได้อีกครับ

ส่วนเรื่องเซนเซอร์..
คุณเจ้าของบล็อก ลองคิดดูหรือยังครับ ว่าเขามีเหตุผลอะไรในการต้องเซนเซอร์ big smile ?

#5 By PastelSalad on 2008-02-19 01:09

ตอบคุณ PastelSaladนะครับ confused smile

ขอบคุณสำหรับคอมเมนท์ครับ ส่วนตัวผมนั้นเคยคิดแล้วเหมือนกันน่ะครับว่าเซนเซอร์เพื่อใคร แต่ในหลายๆครั้ง เซนเซอร์...ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ตามที่มันควรจะเป็นน่ะครับ เช่น ขึ้นหมอกไว้ แล้วขึ้นตัวหนังสือว่า...การสูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ...มันก็เหมือนเป็นการบอกอยู่ดีนั่นแหละครับ ว่าเป็นการสูบบุหรี่ ผมเลยคิดว่ามันเป็นการทำให้รำคาญมากกว่าน่ะ แล้วก็ใช่ว่าคนดู(ถึงแม้ว่าจะเป็นเด็ก)จะไม่รู้ว่าหลังหมอกหรือโมเสก คืออะไรน่ะครับ

สำหรับผม ผมยังเห็นด้วยกับการจัดเรตนะครับ เพราะผมก็คิดว่าหนังหลายเรื่องรุนแรง และมีฉากที่ไม่เหมาะสมสำหรับผู้มีอายุต่ำกว่า13ปี หรือ 18ปี(แล้วแต่ความรุนแรงในเรื่องนั้น)

แต่การมาทำเบลอแล้วบังคับให้คนดูทุกคนต้องดูตามนั้น ผมคิดว่ามันดูเหมือนการบีบบังคับคนจำนวนมากให้เห็นฉากต่างๆได้แค่ไหน จากมุมมองของคณะกรรมการเท่านั้นน่ะครับ ซึ่งในฐานะที่เป็นผู้ชมภาพยนตร์ ผมคิดว่าจากจุดยืนของผม...คณะกรรมการเซนเซอร์ออกจะล้ำเส้นของผู้ชมที่มีอายุเกินจากเรตที่มีอยู่(13และ18)ไปหน่อยนึงครับ

แต่แน่นอนว่า....ด้วยกรอบความคิดของคณะกรรมการเซ็นเซอร์เหล่านั้น...เขากำลังทำในสิ่งที่เขาคิดว่า"ถูกต้องและสมควรทำ" อยู่ครับ ....ซึ่งตรงนี้ผมก็เข้าใจถึงความหวังดีต่อสังคมและเยาวชนนะครับ เพียงแต่....ผมคิดว่า ผมก็น่าจะมีสิทธิที่จะได้ดูแบบไม่เซนเซอร์เหมือนกันน่ะครับ

#6 By SkyKiD on 2008-02-19 01:36

เหตุผลที่ต้องเซ็นเซอร์ เพราะ "ความกลัว" ครับ
บวกกับคำอ้างที่ว่าทำเพื่อเยาวชน
ในบางอย่างแม้เราจะเข้าใจ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าสิ่งนั้นจะถูกต้องเสมอไป นั่นแล...

หากจะทำความเข้าใจอีก ก็คือนี่เป็นผลจากระบอบความคิดที่ไม่ใช่วัฒนธรรมประชาธิปไตย (แต่แน่นอน คนเหล่านั้นย่อมคิดว่าตนเองเป็นประชาธิปไตยอย่างเต็มเปี่ยม)

เอ๊ะ เราไม่ได้มาคอมเมนท์เรื่อง "เซ็นเซอร์" ใช่มั้ย 55+



ผมว่าส่วนหนึ่ง การที่เราเอาบรรทัดฐานตัวเองเป็นตัวตัดสินนั้นก็มีดีอย่างหนึ่ง ตราบใดที่บรรทัดฐานนั้นยังไม่ได้ "บิดเบี้ยว" มากไปนัก
และเห็นด้วยกับคุณ Art vs. Ying เรื่องของการทิ้งอัตวิสัยของตัวเอง โดยเฉพาะในสังคมที่ขาดความมั่นใจในการแสดงความเห็นของตนเองอย่างสังคมไทยด้วยแล้ว

ลองดูแค่ในพันทิป ก็น่าจะเห็นภาพในระดับหนึ่ง...



ปล. อ่านแล้วนึกถึง "คำพิพากษา" ขึ้นมาแล้วอยากอ่านอีกสักรอบ ดูหนังอีกสักครั้ง

#7 By nanoguy on 2008-02-19 02:17

ในสังคมหลายๆครั้งที่เราคิดได้ แต่พูดออกมาไม่ได้


ก็นะ ประเทศเทยก็งี้

#8 By book on 2008-02-19 03:05

เรื่องคดีของเจ๊เล้ง .. เราจำรายละเอียดไม่ได้.. เลยพยายามลองค้นจาก google ดู ..

บังเอิญไปเจอ นี่ http://ratioscripta.blogspot.com/2005/05/blog-post_02.html

ซึ่ง .. ในเรื่องราวที่เค้าเขียนไว้ ก็มีคำตอบให้กับคำถามของคุณด้วยนะ


ส่วนนี่ก็อีกคดีนึง ที่คล้ายๆกัน http://www.mthai.com/webboard/5/89455.html


แต่ url อันแรกสำคัญกว่า ... ถ้าเห็นว่ามันเยอะ ยังไงก็เลือกอ่านแต่อันแรกก็ได้นะ ...

จะว่าไป .. ก็อยากให้ทุกๆคนที่คลิ๊กเข้ามาเยี่ยมชมเอนทรี่นี้ได้อ่านกันด้วยแฮะ ... คนเขียนเค้าเขียนบรรยายได้ดี ... อ่านแล้วจะเข้าใจ "องค์ประกอบต่างๆ" ที่ศาลนำมาพิจาณาประกอบการตัดสินคดีความ

------------------------------

พอเอา url นั่นมาให้อ่านกันแล้ว .. ก็นึกเรื่องจะอธิบายต่อไม่ออกแล้ว ... ในแง่ที่เกี่ยวกับหลักวิชาการซึ่งสามารถนำมาปรับใช้กับสภาพสังคมได้จริงๆ ... เนื้อหาใน url นั่นก็บอกไว้ได้ครอบคลุมในหลายๆประเด็นแล้ว sad smile ...


เรื่องของเรื่อง .. เนื้อหาในเอนทรี่นี้ของคุณ มันมีส่วนคล้ายๆกับเนื้อหาในเอนทรี่ล่าสุดของเราน่ะสิ ... ถ้ายังไงก็ลองคลิ๊กไปอ่านดูละกันนะ .. จะบอกว่ามีแนวความคิดที่คล้ายกันอยู่นิดหน่อยก็...ว่าได้ล่ะมั้ง... (ส่วนที่ต่างก็มี ไม่ใช่ว่าไม่มี แต่เห็นบางประโยคที่คุณพิมพ์แล้วตกใจ นึกว่าตัวเองเป็นคนมาพิมพ์เอง -_-'' ฮะๆ)

#9 By Phil on 2008-02-19 03:17

เงินไงครับ ที่ทุกวันนี้ เขาเชื่อกันเยอะ ว่ามีเยอะยิ่งดี

แต่ผมเชื่อ ว่ามันไม่ใช่

#10 By iMase on 2008-02-19 03:30

ลืมไปอีกเรื่อง

เห็นว่าท่าทางชอบจะการเขียนเนอะ ..

คราวนี้เห็นเขียนเกี่ยวกับ การพิพากษา ..
ตอนแรกนึกว่าเรียนเกี่ยวกับกฏหมาย .. แต่พออ่านไปอ่านมา รู้สึกว่าคงไม่ใช่หรอกมั้ง? ..

ขอเสนออะไรนิดนึง .. เกี่ยวกับเรื่องของการเขียน ..
ถ้าจะเริ่มเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องอะไรซักอย่าง .. หรือจะเขียนเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเรื่องใดๆก็ตาม ... อย่าลืมศึกษาศาสตร์ที่เกี่ยวกับเรื่องที่จะเขียนไว้เป็นพื้นฐานด้วยนะ ...

กรณีคราวนี้ เกี่ยวกับ การพิพากษา, เกี่ยวกับ องค์ประกอบที่ผู้คนนำมาใช้ตัดสินความผิดของคนอื่น ...

คนที่ไม่ได้เรียนนิติฯ (ซึ่งหมายความรวมถึง "สื่อ" ด้วย .. เพราะพวกนั้นส่วนมากจบจากคณะในทำนองที่คล้ายๆกับนิเทศฯ) กับ คนที่เรียนจบนิติฯมา.. องค์ประกอบหรือ"ข้อมูลในแง่ต่างๆ"ที่แต่ละฝ่ายจะนำมาใช้ประกอบการพิจารณาเพื่อตัดสิน"คนอื่น" มันย่อมต่างกันอยู่แล้ว ... (ถ้าอ่าน url ที่ให้ไปก็จะทราบ ว่าทำไม)


มหาวิทยาลัย มีหลักสูตรการเรียนการสอนที่ช่วยฝึกให้คนสามารถคิดได้อย่างเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน และเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น ... แต่ .. ก็ยังมีอีกหลายๆคน ที่เค้าไม่ได้มีโอกาสเรียนมหาวิทยาลัย ... ถ้าเค้าจะให้ความสำคัญกับเรื่องของอารมณ์และจิตใจมากกว่าเรื่องของหลักเหตุผลที่มีไว้เพื่อส่วนรวม(ซึ่งบางครั้ง คนหลายๆคนไม่ใช่ว่าคิดกันได้เอง แต่เพราะได้มีโอกาสเรียนมหาวิทยาลัย พวกเค้าถึงได้มีโอกาสเรียนรู้ในเรื่องราวต่างๆนี้) .... ถ้าคนใดก็ตามที่จะเผลอตัดสินคนอื่น<ตามหลักเหตุผลที่เกิดจากอารมณ์รู้สึกของตัวเอง> ...ไม่ใช่ตัดสินด้วยหลักเหตุผลที่สามารถนำมาปรับใช้กับสังคมโดยรวมได้จริง .... ก็ ... ขอให้เข้าใจเค้าหน่อยละกันนะ ...


พิมพ์เว้นวรรคแปลกๆ .. แต่หวังว่าคงอ่านเข้าใจนะ

#11 By Phil on 2008-02-19 04:02

จากคำจำกัดความที่คุณให้ไว้ ,,
ผมเองก็คงหลีกหนีไม่พ้น ,, กับคำว่า ,,
"​ การตัดสินคนอื่น จากกรอบความคิด ของตนเอง " ,,
นอกจากนี้ คุณยัง ยกกรณีของสือ ด้วย ,,
และยังยกกรณี ของการ sensor ด้วย ,,
ซึ่งถ้ามองจากคำจำกัดความ ,,
ทั้งสองอย่างนี้ ก็หนีไม่พ้นคำเดียวกับผมด้วยเช่นกัน ,,
และ รวมทั้ง คุณเอง ด้วย ,,
ขณะนี้ ,, ผมยังนึกไม่ออกเลยว่า จะมี กรณีไหน ,,
ที่จะหลุดออกจาก " กรอบความคิดของตนเอง " ได้บ้าง ,,
,,
แม้ว่าเราจะพยายามใช้กรอบความคิดของคนอื่น ,,
มาใช้ช่วยในการวิเคราะห์ อย่างที่สุด ,, แต่อย่างไร ,,
มันก็กลับกลายมาเป็น กรอบความคิดตนเอง อยู่ดี ,,
ไม่รู้ว่าคุณจะเข้าใจประเด็นของผมไหม ,,
เพราะผมเองก็เขียน งงๆ ,, หวังว่า ใครที่อ่าน จะพอเข้าใจ ,,
,,

#12 By indy : letterbox on 2008-02-19 07:28

the business and right can hardly go together.

#13 By doggiestyle on 2008-02-19 08:42

เข้าใจๆ ..

อ่านแล้วทำให้นึกถึง เรื่องที่เคยมีคนพูดให้ฟังตอนเด็ก
เค้าบอกว่า เวลาหาประสบการณ์จากคนอื่น เมื่อใดที่เราเห็นด้วยกับความคิดของเค้า เมื่อนั้นแหละ ที่ความคิดนั้นก็จะกลายมาเป็นความคิดของเราเองด้วย

เริ่มต้นจากการมานั่งพิจารณาถึง ความคิดของคนอื่น > เมื่อเราเห็นด้วยกับความคิดคนอื่น > ความคิดนั้นก็กลายเป็นความคิดของเราด้วย > ..... (เป็นความคิดที่วนซ้ำอยู่ในหัวอยู่อย่างนี้ไม่จบไม่สิ้น)


แต่ ผลลัพธ์ที่ได้มา ไม่ใช่ได้แค่ความรู้อย่างเดียวเพียวๆ
แต่จะได้ความเข้าใจในตัวของอีกฝ่ายมาด้วย
เพราะโลกทัศน์มาซ้อนทับกันบ้างแล้ว ...

เข้าใจกันมากขึ้น ขัดใจกันน้อยลง

คือ เวลาจะคิดอะไรซักอย่าง พยายามคิดให้รอบด้านที่สุดมันก็ดีน่ะนะ แต่ถ้าถึงเวลาที่ปัญหามันเกิดขึ้นมาแล้ว ก็ต้องรีบแก้ใช้มั้ยล่ะ ไม่งั้นปัญหาจะยิ่งบานปลาย ก็ ทำให้ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้ ณ เวลานั้นก็พอแล้ว

ไม่งั้นจะกลายเป็นว่า ใช้เวลาคิดนานเกินไป และเราจะเริ่มแก้ปัญหาช้าลงไปเรื่อยๆ บางทีมันก็อาจจะไม่ทันการ

(O_O)''.oO[ว่าแต่ เรื่องเซนเซอร์นี่ เราไม่ได้อ่านนะ เราอ่านแต่เรื่องเจ๊เล้งน่ะ] cry

#14 By Phil on 2008-02-19 09:00

โอ้....ตื่นมาเช้านี้ ประหลาดใจมากๆเลยครับ คอมเมนท์ยาวเหยียด big smile

ขอบคุณมากๆเลยนะครับ ทุกๆคน....มีหลายประเด็นในคอมเมนท์ที่ผมชอบมากๆเลยล่ะครับ เดี๋ยวผมมีเวลาเมื่อไหร่ ผมขอตอบคอมเมนท์ในเอนทรี่นี้เป็นอีกเอนทรี่นึงละกันนะครับ เพราะจริงๆแล้วมีหลายประเด็นที่โดนใจผมมากๆเลยล่ะ

จากคอมเมนท์ของคุณ letterbox ผมคิดว่าความคิดของคนเราก็เป็นไปตามคอมเมนท์ของคุณletterbox นั่นแหละครับ confused smile เพราะทันทีที่เราเห็นด้วย ก็เหมือนกับเป็นความคิดเห็นของเราไปด้วย และหลังจากนั้นก็จะเป็นไปตามคอมเมนท์ของคุณPhilครับ คือ...เข้าใจกันมากขึ้น ขัดแย้งกันน้อยลง ดังนั้นผมจึงเสนอว่าควรมองในมุมของอีกฝั่งที่เราไม่เห็นด้วยเหมือนกันครับ

ตอนอ่านคอมเมนท์ของคุณPhilก็อึ้งๆเหมือนกันไม่ใช่แค่คุณที่นึกว่าตัวเองมาพิมพ์เอนทรี่นี้เองหรอกครับ....ผมเองพออ่านไปถึงคอมเมนท์สุดท้ายของคุณPhil....ผมคิดว่าแนวคิดเหมือนผมเลยครับbig smile


ปล.ตอนแรกกะว่าจะตอบคอมเมนท์ทั้งหมดเลยเหมือนกันครับ แต่ท่าทางจะยาวเหยียดมากๆ แล้ววันนี้กับวันพรุ่งนี้ผมมีสอบน่ะครับ เลยขอติดไว้ก่อนแล้วกันนะครับ confused smile

ปล2.ตั้งแต่เขียนบลอกมา ผมคิดว่าคอมเมนท์ที่ได้จากเอนทรี่นี้ผมชอบที่สุดนะครับ มีแนวคิดแตกยอดที่น่าสนใจหลายอย่างดี big smile

ปล3.สงสัยเอนทรี่นี้จะมีภาค2 เพราะมีอีกหลายประเด็นที่ยังเก็บไม่หมดครับ open-mounthed smile

ปล4.ขอตัวไปอ่านหนังสือสอบก่อนล่ะครับ big smile

#15 By SkyKiD on 2008-02-19 09:40

"คนเราทุกคนมีเหตุผลในการกระทำใดๆแตกต่างกัน"

เห็นด้วยเลยค่ะ ว่าคนเราชอบตัดสินคนอื่นจากกรอบของตัวเอง มีคนรู้จักคนนึง เค้าเหมารวมไปเลยว่าคนจีนจะต้องโกงข้อสอบ เพียงแค่เพราะเค้าเห็นเพื่อนคนจีนโกงข้อสอบ แล้วก็เลยคิดว่าเพื่อนคนจีนของเจน จะต้องโกงข้อสอบเหมือนกัน ซึ่งมันแย่มากที่จะตัดสินคนจากเชื้อชาติหรือประสบการณ์ของตัวเค้าเอง tongue

#16 By เจนเนสซ่า on 2008-02-19 10:53

ผมก็คิดคล้ายคุณครับ
มีเด็กอีกตั้งหลายคนที่เขายอมทำงาน ตามสี่แยกคุณๆหลายคนอาจจะเห็น
ผมว่าเด็กพวกนั้นยังดีกว่่าพวกขโมย แถมยังรู้จักทำมาหากิน โดยไม่ต้องขโมยเลย

ผมว่ามันคล้ายๆกับ การมาขอบริจาค กับ การขโมยครับ
ถ้าคุณเดือดร้อนแล้ว มาขอบริจาค ถ้าผมให้ได้โดยไม่เดือดร้อนก็ให้้
แต่ถ้าคุณมาขโมย ต่อให้ผมรวย ผมก็คงต้องเอาเรื่อง แต่ผมอาจจะให้โอกาส ถ้ามีอีก คงไม่ปล่อยล่ะครับ

#17 By คนธรรมดา on 2008-02-19 11:00

อ่านแล้วก็พลอยนึกถึงคำว่า "แม่มด" "ปอบ" "คอมมิวนิสต์" กับ "เกรียน" เลยแฮะ....

แรกเริ่มก็ดีๆอยู่....แต่หลังๆเริ่มกลายเป้นเครื่องมือในการกำจัดคนที่คิดต่างไปซะแล้ว....

#18 By Albedo : The Wing of madness on 2008-02-19 11:47

ทำไมจู่ๆคิดกรอบอภิปรัชญาขึ้นมาล่ะเนี่ย?(บล้อกโด้มีสาระขึ้นเรื่อยๆ ส่วนบล้อกผมไร้สาระขึ้นเรื่อยๆ)

ต่อไปนี้คือมุมมองของผมนะ

ผมว่า ถ้าเราจะมานั่งหาคำตอบเชิงอภิปรัชญาว่า อะไรคือความดี อะไรคือความผิด อะไรคือบรรทัดฐาน มันไม่มีวันหาได้สิ้นสุดหรอก มนุษย์เรา 100 คน ก็ 100 แบบ ล้านคนก็ล้านแบบ แต่ละคนก็มีทิฐิโดยธรรมชาติทั้งนั้น และล้วนแต่ยึดมั่นในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูกทั้งสิ้น

แต่บรรทัดฐานที่แท้จริง -ตามที่ผมเรียนมาจากวิชาสังคมวิทยา- มีรากฐานมาจากสังคมครับ และตรงนี้ต้องย้อนกลับไปยาวๆหน่อยว่า สังคมมีที่มาจากอะไร สังคมนั้น form ขึ้นมาโดยมีวัฒนธรรมเป็นองค์ประกอบ และวัฒนธรรมที่เป็นองค์ประกอบก็ถูก form ขึ้นมาจากสภาพแวดล้อมอีกทีหนึ่ง เมื่อเรามองวัฒนธรรมและสังคมอื่นๆ เราจะมองเห็นได้ชัดขึ้นถึงกระบวนการนี้ครับ เช่น สังคมของเผ่าที่เอาพ่อแม่ไปทิ้งให้ตายบนน้ำแข็ง จะเห็นได้ว่าเพราะสภาพแวดล้อมที่หนาวเย็นและขาดแคลนอาหาร ทำให้เกิดบรรทัดฐานความกตัญญูขึ้นมาโดยการเอาพ่อแม่ไปปล่อยให้ตาย เพื่ออีกนัยหนึ่งคือความอยู่รอดของคนในเผ่าอีกมาก นั่นก็คือ เมื่อเราค้นหาสิ่งที่เรียกว่า"ฐานของความคิด" หรือ"ที่มาของความคิด" ได้แล้ว เราจะต้องยึดเอาบรรทัดฐานของสังคมนั้นๆเป็นหลัก ไม่ใช่เอาตัวเราหรือแนวคิดของเราไปตัดสิน อย่างกรณีนี้ คนไทยเองเกิดมาในสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ และมีความเชื่อในศาสนาพุทธที่ว่าด้วยการเลี้ยงดูพ่อแม่อย่างดี ย่อมไม่อาจเอาไปใช้ได้กับสังคมยากแค้นไม่มีอาหารอย่างชนเผ่านั้น กรณีของคนเราก็เช่นกัน บรรทัดฐานของคำว่าความดีนั้น มันก็คือบรรทัดฐานของสังคม นั่นแหละ

ทีนี้อย่างเรื่องเจีเล้ง(ผมจะตีกรอบให้แคบลงนะ) ถ้าคนวิเคราะห์มีตรรกะพอ เขาก็จะไม่เอาอารมณ์มาเป็นที่ตั้ง คือ ไม่ใช่ว่าสงสารเด็กเพราะเขาอายุแค่ 9 ขวบ แต่เพราะการขโมยเป็นเรื่องผิดต่างหาก จึงไม่ควรที่จะยึดเอาอารมณ์สงสารเป็นที่ตั้งแล้วปล่อยให้เด็กที่ทำความผิดลอยนวลไปโดยไม่ทำอะไรเลย แต่ทั้งนี้ มันก็ต้องดูเป็นเรื่องๆไป ไม่ใช่เหมารวมหมด ผมเชื่อว่าความตายตัวไม่มีในโลก รวมถึงบรรทัดฐานเองก็ไม่ตายตัวเหมือนกัน เหมือนกับว่าคุณต้องเอาเรื่องจิตใจ สภาพแวดล้อม มาเฉลี่ยๆกับบรรทัดฐานถูกผิดของสังคม(หรือกฎหมู่นั่นแหละป จึงจะหาข้อสรุปที่"ยุติธรรม"ต่อบุคคลนั้นๆได้ อย่างที่โด้ยกตัวอย่าง ถ้าคนๆหนึ่งขโมยของ เพราะครอบคัรวเขาอดอยากจนจะตาย เราก็พอจะอนุโลมได้ เพราะเอาบรรทัดฐานมาเฉลี่ยแล้วมันสมเหตุสมผลที่จะทำ นั่นแหละคือหลักการวิเคระห์หาจุดที่เที่ยงะรรมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เวลาตัดสินคนอื่น ประเด็นที่ยากที่สุดอยู่ที่ว่า 1.เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสภาพแวดล้อมและแรงจูงใจเขาคืออะไร และ2.เราจะยุติธรรมแค่ไหนเวลาตัดสินคน

เล่ามาซะยาว เหมือนอวดภูมิแปลกๆ แต่จริงๆเป็นเพราะผมก็เป็นพวกทิฐิแรง และชอบเอาอารมณ์มาเป็นที่ตั้ง ผมจึงต้องใช้หลักการวิเคราะห์แบบตรรกะศาสตร์จึงจะตัดสินคนได้แบบที่ตัวเอง(พึง)ยอมรับ

ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมก็ยังยืนยันว่า คนทุกคนทีทิฐิของตัวเอง ไม่มีใครรู้ตัวหรอก(แม้แต่เราเองก็ด้วย) ว่าที่พูดๆมาว่าตรรกะนั้น ที่จริงแล้วก็มาจากอารมณ์และความคิดของตัวเองฝ่ายเดียว ถึงบอกว่าการจะหาคำตอบแบบอภิปรัชญาได้แท้ๆนั้น มันยากบรม - - ก็เลยสรุปเอาแบบกำปั้นทุบดินว่า ขอยึดหลักพุทธศาสนาแทนบรรทัดฐานก็แล้วกัน เพราะเป็นหลักที่ตรงที่สุด มีเหตุมีผลที่สุด และควรค่าแก่การยึด เพราะพิสูจน์แล้วพบว่า"ดี"จริง

อย่างกรณีชนเผ่าเอาพ่อแม่ไปตายนั่น ถ้าเอาบรรทัดฐานสังคมวัด คงหาคำตอบกันวุ่นทีเดียวเพราะความแตกต่างทางวัฒนธรรม แต่ถ้าเอาหลักพุทธศาสน์มา ว่าด้วยเจตนาและความจำเป็น และจิตที่ไม่ได้หวังจะฆ่าพ่อแม่ด้วยจิตโลภะ โทสะ โมหะ ผมว่าความไม่ดี(หรือบาป) ก็คงไม่เกิดแก่ตัวผู้ทำ หรือเกิดก็เกิดน้อยทีเดียว นั่นแหละบรรทัดฐานสากลแหละครับ

ปล. ผมพูดไม่ตรงเรื่องเยอะ ขอโทษด้วยนะโด้ เรื่องพวกนี้พูดแล้วเข้าประเด็นยากจริงๆ
ปล.2 รู้สึกจะไม่เกี่ยวกับเรื่องเซ็นเซอร์เลย เพราะขืนพูดประเด็นเซนเซอร์ คงยาววววว จนผมไม่ได้ทำงานแน่ๆเลย ^^'

#19 By Evan Yzac -- The Crow on 2008-02-19 12:08

ช่างหักมุมจริงๆเอนทรี่นี้
ยิ่งอ่านคอมเม้นท์ข้างล่างยิ่งหักมุมใหญ่(ที่ใจตรงกัน)cry
Hot! Hot! Hot!

ต้องให้เลย entry นี้

อืมคนเราเหตุผลไม่เหมือนกันจริงๆด้วยครับ

#21 By Under Constuctive Man on 2008-02-19 16:54

คือ เรื่องต่างๆมันอยู่ที่ว่า มุมมองแล้วก็ความนึกความเชื่อของแต่ละบุคคลค่ะ
มีหลายอย่างที่เราก็เห็นด้วยกับเอนทรีนี้ บางอย่างก็ไม่เห็นด้วย

จะพูดว่าไงดี คือเราคิดว่า ต่างคนต่างก็เลือกที่จะมองมุมมองทุกๆสิ่งทุกๆอย่างจากที่ตัวเองคิด

ไม่ว่าคนๆนั้นจะดีหรือเลวยังไง....มันขึ้นอยู่กับการที่คนส่วนใหญ่มองแล้วตัดสินก่อนที่จะศึกษาเข้าไปอย่างแท้จริงว่า...จริงๆแล้วคนที่ทำผิดอาจจะทำเพราะมีเหตุผลทีทำให้เขาต้องทำเช่นนั้น.....

คือเราคิดว่าไม่มีใครดีแล้วก็ใครเลวตั้งแต่เกิดหรอกค่ะ อยู่กับสภาพแวดล้อมและสังคมเป็นส่วนหนึ่ง

เราคิดว่าการที่จะตัดสินว่าเรื่องไหนผิดเรื่องไหนถูกเอาเข้าจริงๆแล้วมันคือความเห็นของคนส่วใหญ่มากกว่า
แต่ประเด็นนี้คนละเรื่องกับความผิดชอบชั่วดีนะคะ....
เป็นเอนทรีที่ว่าเราเพิ่งถกกับเพื่อนคนหนึ่งเรื่องความถูกผิดของสังคมในโลกมนุษย์.....

ส่วนเรื่องเซ็นเซอร์นี้ เราว่ามันเป็นความคิดมากของ...คนกลุ่มหนึ่ง ทั้งๆที่คนส่วนใหญ่เห็นว่ามัน....งี่เง่ามากกับเรื่องเซ็นเซอร์...บางอย่างที่ก็ไม่เข้าใจว่าจะเซ็นไปทำไม...
สงสัยคนกลุ่มนั้นจะคิดมากเกิน =w="
แต่เพราะคนกลุ่มหนึ่งตัดสินไปตามกรอบและบรรทัดฐานของตัวเองไปแล้ว
เฮ้อ ได้แต่อนาจเรื่องเซ็นเซอร์ของเมืองไทย

#22 By dark_shochan as: [Kafuka Fuura] on 2008-02-19 18:45

เฮ้อ สังคมไทย

#23 By แมงกลิ้งขี้ on 2008-02-19 19:49

อ่านบล็อกบวกคอมเม้นต์แล้วรู้สึกว่าได้อะไรเยอะ
มีอะไรอยู่ในหัวเต็มไปหมดแต่ก็เรียบเรียงออกมาไม่ถูก

ฉันก็อยากเขียนเก่งบ้างจัง
Hot! Hot!

#24 By flawas on 2008-02-19 21:51

ชอบครับ เขียนได้แง่คิดมากเลยนะครับ

เรื่องของแม่ผู้ถูกลูกชายนำร่างไปทิ้งก็น่าจะเกี่ยวกับเรื่องสัมพัทธนิยมนะครับ เราไม่อาจตัดสินว่าอะไรดีกว่าอะไรได้เพราะ สิ่งแวดล้อมไม่เหมือนกัน

ส่วนเรื่องด้านอื่น คอมเม้นท์อื่นๆให้ความหมายได้ดีทีเดียวครับbig smile
555 เห็นด้วยครับเรื่องนี้เนี่ย
ผิดหรือไม่ผมก็ว่ามันขึ้นกับมุมมองของคนแต่ละกลุ่มนะ
ยิ่งเรื่องการเซ็นเซอร์เนี่ย
ดันมาใช้มุมมองของไดโนเสาร์จำกัดกรอบ
ก็เลยกลายเป็นว่าไม่ต้องดูไม่ต้องเห็นอะไรกันพอดี sad smile

#26 By ปิงกรู on 2008-03-03 08:30