“ดนตรี” เครื่องปรุงที่ขาดไม่ได้ในภาพยนตร์
posted on 26 Mar 2008 23:09 by mahado in Moviesหมายเหตุ
1.เนื้อหาในเอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือทำมือเล่มแรกของผมกับเพื่อนๆ ซึ่งเป็นการบ้านที่ส่งในวิชาParagraph Writing ครับ เนื่องจากเกรดก็ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมจึงคิดว่าน่าจะถึงเวลาที่ผมสามารถเอามาลงในบลอกได้แล้วครับ
2.เนื้อหาในส่วนที่ผมนำมาลง เป็นส่วนที่ผมรับผิดชอบในการเขียนเอง โดยมีเพื่อนๆช่วยตรวจทานและแก้ไขให้ในบางจุดครับ
3.เนื่องจากเป็นบทความประเภท"แสดงความคิดเห็น" เพราะฉะนั้น ส่วนหนึ่งของเนื้อหาในบทความจึงเป็นการแสดงความคิดเห็นและเหตุผล เพื่อโน้มน้าวผู้อ่านให้"เชื่อ"ผู้เขียน ซึ่งปกติที่ผมเขียนในบลอก แม้จะเป็นการแสดงความคิดเห็น แต่ผมก็ไม่ค่อยจะใช้วิธีโน้มน้าวแบบนี้ซักเท่าไหร่ (มั้งครับ
)
4.ถ้าอาจารย์ประจำวิชาบังเอิญผ่านมาอ่านเอนทรี่นี้ คงไม่ตามกลับไปแก้คะแนนผมออกนะครับ แหะๆๆ(เพราะบทความที่ส่งไปไม่ได้ลอกมาจากที่ไหน แต่บทความในบลอกของผมตอนนี้ ผมเอามาจากที่ส่งอาจารย์ไป)
---------------------------------------------------------------------------------------------------
“ดนตรี” เครื่องปรุงที่ขาดไม่ได้ในภาพยนตร์
ภาพยนตร์เป็นสื่อบันเทิงชนิดหนึ่งซึ่งแพร่หลายเป็นอย่างมากนับตั้งแต่เกิดขึ้นมาจนถึงปัจจุบันก็ยังครองความนิยมอยู่ทั่วโลก เพราะนอกจากจะให้ความเพลิดเพลินและสนุกสนานในการรับชมแล้ว ในภาพยนตร์หลายๆเรื่องยังแฝงสาระและข้อคิดมากมายให้คนดูนำกลับไปคิดต่อได้อีก
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ภาพยนตร์ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องและไม่เสื่อมคลาย นั่นเพราะภาพยนตร์สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครต่างๆในเรื่องออกมาจนคนดูรู้สึกติดตา และเข้าถึงตัวละครเหล่านั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้คงจะเกิดขึ้นได้ยากหากไม่มี”ดนตรี”คอยชี้นำอารมณ์และความรู้สึกของคนดู
สำหรับผมแล้วภาพยนตร์จะดีหรือไม่ แม้ว่าส่วนหนึ่งจะขึ้นกับบทภาพยนตร์หรือนักแสดงที่แสดงในเรื่องนั้นๆ แต่ดนตรีที่ใช้ประกอบภาพยนตร์เองก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะเสียงดนตรีที่ขึ้นมานั้นสามารถจะดึงคนดูให้มีอารมณ์ร่วมไปกับภาพยนตร์และยังจะตรึงคนดูให้จดจ่ออยู่กับฉากต่างๆในภาพยนตร์ แต่หากเสียงดนตรีที่ดังขึ้นมานั้นไม่ได้มีความสัมพันธ์กับอารมณ์ของภาพยนตร์ในขณะนั้น ก็อาจจะทำให้คนดูรู้สึกแปลกๆและกลายเป็นจุดบอดที่สำคัญของภาพยนตร์เรื่องนั้นไป
มีอยู่ครั้งหนึ่งซึ่งผมได้ดูเบื้องหลังของภาพยนตร์ต่างประเทศชื่อดังอย่าง”สตาร์วอร์” ทำให้ผมได้รู้ว่าดนตรีประกอบภาพยนตร์นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไปไม่ได้ เพราะแม้แต่ผู้กำกับอย่างจอร์จ ลูคัส ยังให้วงดนตรีออเครสต้ามาเล่นดนตรีเพื่อประกอบฉากสำคัญๆในเรื่อง เช่น ฉากการดวลดาบของเจไดกับซิธ หรือ ฉากของพิธีเฉลิมฉลองสันติภาพของอาณาจักรก็ยังมีเสียงดนตรีที่เกิดจากการแต่งอย่างพิถีพิถันเพื่อให้เข้ากับอารมณ์ของภาพยนตร์ฉากนั้นๆ
นอกจากภาพยนตร์ต่างประเทศแล้ว แม้แต่ในภาพยนตร์ไทยอย่าง “เด็กหอ” หรือ “เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย” ก็มีเสียงดนตรีประกอบภาพยนตร์ซึ่งทำให้คนดูเข้าถึงอารมณ์ของหนังได้มากยิ่งขึ้น เช่น ใน”เด็กหอ” ฉากที่เด็กๆจับกลุ่มกันเล่าเรื่องผี ถ้าขาดการใส่เสียงดนตรีเพื่อบีบคั้นอารมณ์ของคนดูแล้ว ฉากนั้นก็อาจจะมีความตื่นเต้นและความน่ากลัวลดลง หรือใน ”เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย” ก็จะมีอยู่หลายฉากที่ผู้กำกับได้ใช้เสียงดนตรีในการสื่อถึงอารมณ์และความรู้สึกของตัวละครในขณะนั้นออกมา ไม่ว่าจะสนุกสนาน ร่าเริง หรือแม้แต่โศกเศร้า ซึ่งฉากเหล่านี้การใช้ดนตรีในการสื่อสารกับคนดู ยังดีกว่าการใช้คำพูดของตัวละครเสียอีก เพราะดนตรีได้บอกถึงอารมณ์ของตัวละครในขณะนั้นเป็นอย่างดีแล้ว
ในขณะเดียวกันในภาพยนตร์หลายๆเรื่องก็ใช้เสียงดนตรีประกอบได้ไม่ดีนัก เช่น ใช้เสียงดนตรีนำอารมณ์คนดูไปมากกว่าที่บทและการแสดงของตัวละครนั้นๆจะไปถึง ก็จะทำให้รู้สึกว่าดนตรีโดดออกจากสิ่งที่ตัวหนังกำลังเสนอออกมา จากนั้นคนดูก็จะรู้สึกเหมือนถูกผลักออกจากอารมณ์ของหนังในขณะนั้นไป หรือแม้แต่บางฉากที่ควรจะมีเสียงดนตรีมากระตุ้นคนดู แต่หนังกลับเงียบก็อาจจะทำให้คนดูไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมไปกับหนังในฉากนั้นๆ ถึงแม้ว่าในบางครั้งความเงียบอาจจะทำให้คนดูมีอารมณ์ร่วมมากกว่าก็เป็นได้
ดังนั้นผมจึงคิดว่าดนตรีก็เปรียบเสมือนเครื่องปรุงชนิดหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้ของอาหารจานเด็ดที่มีชื่อว่าภาพยนตร์ เพราะมีส่วนในการทำให้คนดูเอร็ดอร่อยไปกับการลิ้มรสภาพยนตร์ และก็อยากจะทานต่อไปอีกเรื่อยๆ แต่ในบางครั้งหากใส่เครื่องปรุงชนิดนี้มากจนเกินไป คนดูก็อาจจะเลี่ยนกับรสชาติที่ผู้กำกับพยายามยัดเยียดมาให้ จนในที่สุดก็เลิกทานอาหารจานนั้นกลางคัน เพราะทนกับความเลี่ยนที่ถูกยัดเยียดไม่ไหวนั่นเอง
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แหะๆ ความยาว1หน้ากระดาษA4พอดีเลยล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรก็แสดงความคิดเห็นกันมาได้เต็มที่นะครับ
แต่ผมไม่ได้เห็นด้วยกับทุกสิ่งที่ผมเขียนไปทั้ง100%หรอกนะครับ(อ้าว!!)
เพราะสไตล์ที่ผมเขียนส่งอาจารย์ไปเป็นแบบที่โน้มน้าวผู้อ่าน ทำให้ในบางจุดที่ผมมองได้หลายๆมุม ผมอาจจะนำมาเสนอแค่มุมเดียวด้านเดียว เพื่อให้บทความดูหนักแน่นมากขึ้นเนื่องจากผู้เขียนแสดงความมั่นใจในด้านนั้นออกมาอย่างเต็มที่
สำหรับกรณีของ"ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น" ก็ไม่เชิงว่าใส่ดนตรีเยอะเกินไปจนทำให้คนดูเลี่ยนหรอกนะครับ แต่อาจจะเป็น ใส่"เพลง"เยอะเกินไป จนทำให้คนดูหลายคนเลี่ยนก็เป็นได้
ซึ่งกรณีนี้ก็อาจจะนำมาพูดถึงเทียบเคียงกันได้น่ะครับ แต่ตอนที่ผมเขียนบทความข้างบนนั่น ผมยังไม่ค่อยได้เจอแบบที่ใส่ดนตรีเยอะเกินไป และ....เนื้อที่ในหน้ากระดาษก็เต็ม1หน้าA4พอดีแล้วด้วย
ปล. เป็นการอัพป้องกันความเค็มของบลอกอย่างแท้จริง เพราะช่วงนี้ติดหนังแผ่น(ซื้อหนังเก่าราคาถูกมาดูหลายเรื่อง) + ขี้เกียจประปราย ทำให้ไม่ค่อยได้มาอัพบลอก แม้แต่วันนี้ก็ขี้เกียจ เลยเอาเอนทรี่สำรองอย่างเอนทรี่นี้ขึ้นมาอัพไว้ครับ(เพราะผมแค่พิมพ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับบทความ เลยใช้เวลาน้อย)
ปล2. จะพยายามแก้ไขการดองและการอู้นะครับ
เพราะตอนนี้มีเรื่องอยากอัพเต็มไปหมดเลย
ปล3. มหกรรมละลายทรัพย์(งานสัปดาห์หนังสือ)ได้เริ่มขึ้นแล้ว ผมคิดว่างานนี้ผมคงเสียเงินซื้อหนังสืออีกไม่น้อยเลยครับ
เพราะมีเล็งๆไว้หลายเล่ม ซึ่งบางเล่มก็เป็นของสมาชิกในexteenครับ
เพื่มเติม สิ่งที่ลืมพิมพ์ไป
1. บทความนี้สอนให้ผมรู้ว่า "เขียนตามใบสั่ง" ยากกว่า "เขียนตามใจ" มากๆเลยครับ
หนังบางเรื่องช่วงซีนยาวๆใส่ดนตรีดีๆเข้าไป
ทำให้หนังดูดีขึ้นเยอะเลย
#1 By azlaz on 2008-03-26 23:56