หมายเหตุ

 

1.เนื้อหาในเอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือทำมือเล่มแรกของผมกับเพื่อนๆ ซึ่งเป็นการบ้านที่ส่งในวิชาParagraph Writing ครับ เนื่องจากเกรดก็ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมจึงคิดว่าน่าจะถึงเวลาที่ผมสามารถเอามาลงในบลอกได้แล้วครับ  

 

2.เนื้อหาในส่วนที่ผมนำมาลง เป็นส่วนที่ผมรับผิดชอบในการเขียนเอง โดยมีเพื่อนๆช่วยตรวจทานและแก้ไขให้ในบางจุดครับ

 

3.เนื่องจากเป็นบทความประเภท"แสดงความคิดเห็น" เพราะฉะนั้น ส่วนหนึ่งของเนื้อหาในบทความจึงเป็นการแสดงความคิดเห็นและเหตุผล เพื่อโน้มน้าวผู้อ่านให้"เชื่อ"ผู้เขียน ซึ่งปกติที่ผมเขียนในบลอก แม้จะเป็นการแสดงความคิดเห็น แต่ผมก็ไม่ค่อยจะใช้วิธีโน้มน้าวแบบนี้ซักเท่าไหร่ (มั้งครับ )

 

4.ถ้าอาจารย์ประจำวิชาบังเอิญผ่านมาอ่านเอนทรี่นี้ คงไม่ตามกลับไปแก้คะแนนผมออกนะครับ แหะๆๆ(เพราะบทความที่ส่งไปไม่ได้ลอกมาจากที่ไหน แต่บทความในบลอกของผมตอนนี้ ผมเอามาจากที่ส่งอาจารย์ไป)  

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------

 

ดนตรี เครื่องปรุงที่ขาดไม่ได้ในภาพยนตร์

 

 

              ภาพยนตร์เป็นสื่อบันเทิงชนิดหนึ่งซึ่งแพร่หลายเป็นอย่างมากนับตั้งแต่เกิดขึ้นมาจนถึงปัจจุบันก็ยังครองความนิยมอยู่ทั่วโลก เพราะนอกจากจะให้ความเพลิดเพลินและสนุกสนานในการรับชมแล้ว ในภาพยนตร์หลายๆเรื่องยังแฝงสาระและข้อคิดมากมายให้คนดูนำกลับไปคิดต่อได้อีก             

 

 สิ่งหนึ่งที่ทำให้ภาพยนตร์ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องและไม่เสื่อมคลาย นั่นเพราะภาพยนตร์สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครต่างๆในเรื่องออกมาจนคนดูรู้สึกติดตา และเข้าถึงตัวละครเหล่านั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้คงจะเกิดขึ้นได้ยากหากไม่มีดนตรีคอยชี้นำอารมณ์และความรู้สึกของคนดู             

 

สำหรับผมแล้วภาพยนตร์จะดีหรือไม่ แม้ว่าส่วนหนึ่งจะขึ้นกับบทภาพยนตร์หรือนักแสดงที่แสดงในเรื่องนั้นๆ แต่ดนตรีที่ใช้ประกอบภาพยนตร์เองก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะเสียงดนตรีที่ขึ้นมานั้นสามารถจะดึงคนดูให้มีอารมณ์ร่วมไปกับภาพยนตร์และยังจะตรึงคนดูให้จดจ่ออยู่กับฉากต่างๆในภาพยนตร์ แต่หากเสียงดนตรีที่ดังขึ้นมานั้นไม่ได้มีความสัมพันธ์กับอารมณ์ของภาพยนตร์ในขณะนั้น ก็อาจจะทำให้คนดูรู้สึกแปลกๆและกลายเป็นจุดบอดที่สำคัญของภาพยนตร์เรื่องนั้นไป             

 

มีอยู่ครั้งหนึ่งซึ่งผมได้ดูเบื้องหลังของภาพยนตร์ต่างประเทศชื่อดังอย่างสตาร์วอร์ ทำให้ผมได้รู้ว่าดนตรีประกอบภาพยนตร์นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไปไม่ได้ เพราะแม้แต่ผู้กำกับอย่างจอร์จ ลูคัส ยังให้วงดนตรีออเครสต้ามาเล่นดนตรีเพื่อประกอบฉากสำคัญๆในเรื่อง เช่น ฉากการดวลดาบของเจไดกับซิธ หรือ ฉากของพิธีเฉลิมฉลองสันติภาพของอาณาจักรก็ยังมีเสียงดนตรีที่เกิดจากการแต่งอย่างพิถีพิถันเพื่อให้เข้ากับอารมณ์ของภาพยนตร์ฉากนั้นๆ             

 

นอกจากภาพยนตร์ต่างประเทศแล้ว แม้แต่ในภาพยนตร์ไทยอย่างเด็กหอหรือ เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยก็มีเสียงดนตรีประกอบภาพยนตร์ซึ่งทำให้คนดูเข้าถึงอารมณ์ของหนังได้มากยิ่งขึ้น เช่น ในเด็กหอฉากที่เด็กๆจับกลุ่มกันเล่าเรื่องผี ถ้าขาดการใส่เสียงดนตรีเพื่อบีบคั้นอารมณ์ของคนดูแล้ว ฉากนั้นก็อาจจะมีความตื่นเต้นและความน่ากลัวลดลง หรือใน เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ก็จะมีอยู่หลายฉากที่ผู้กำกับได้ใช้เสียงดนตรีในการสื่อถึงอารมณ์และความรู้สึกของตัวละครในขณะนั้นออกมา ไม่ว่าจะสนุกสนาน ร่าเริง หรือแม้แต่โศกเศร้า ซึ่งฉากเหล่านี้การใช้ดนตรีในการสื่อสารกับคนดู ยังดีกว่าการใช้คำพูดของตัวละครเสียอีก เพราะดนตรีได้บอกถึงอารมณ์ของตัวละครในขณะนั้นเป็นอย่างดีแล้ว             

 

 ในขณะเดียวกันในภาพยนตร์หลายๆเรื่องก็ใช้เสียงดนตรีประกอบได้ไม่ดีนัก เช่น ใช้เสียงดนตรีนำอารมณ์คนดูไปมากกว่าที่บทและการแสดงของตัวละครนั้นๆจะไปถึง ก็จะทำให้รู้สึกว่าดนตรีโดดออกจากสิ่งที่ตัวหนังกำลังเสนอออกมา จากนั้นคนดูก็จะรู้สึกเหมือนถูกผลักออกจากอารมณ์ของหนังในขณะนั้นไป หรือแม้แต่บางฉากที่ควรจะมีเสียงดนตรีมากระตุ้นคนดู แต่หนังกลับเงียบก็อาจจะทำให้คนดูไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมไปกับหนังในฉากนั้นๆ ถึงแม้ว่าในบางครั้งความเงียบอาจจะทำให้คนดูมีอารมณ์ร่วมมากกว่าก็เป็นได้  

 

ดังนั้นผมจึงคิดว่าดนตรีก็เปรียบเสมือนเครื่องปรุงชนิดหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้ของอาหารจานเด็ดที่มีชื่อว่าภาพยนตร์ เพราะมีส่วนในการทำให้คนดูเอร็ดอร่อยไปกับการลิ้มรสภาพยนตร์ และก็อยากจะทานต่อไปอีกเรื่อยๆ แต่ในบางครั้งหากใส่เครื่องปรุงชนิดนี้มากจนเกินไป คนดูก็อาจจะเลี่ยนกับรสชาติที่ผู้กำกับพยายามยัดเยียดมาให้ จนในที่สุดก็เลิกทานอาหารจานนั้นกลางคัน เพราะทนกับความเลี่ยนที่ถูกยัดเยียดไม่ไหวนั่นเอง

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

แหะๆ ความยาว1หน้ากระดาษA4พอดีเลยล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรก็แสดงความคิดเห็นกันมาได้เต็มที่นะครับ

 

แต่ผมไม่ได้เห็นด้วยกับทุกสิ่งที่ผมเขียนไปทั้ง100%หรอกนะครับ(อ้าว!!)

 

เพราะสไตล์ที่ผมเขียนส่งอาจารย์ไปเป็นแบบที่โน้มน้าวผู้อ่าน ทำให้ในบางจุดที่ผมมองได้หลายๆมุม ผมอาจจะนำมาเสนอแค่มุมเดียวด้านเดียว เพื่อให้บทความดูหนักแน่นมากขึ้นเนื่องจากผู้เขียนแสดงความมั่นใจในด้านนั้นออกมาอย่างเต็มที่

 

สำหรับกรณีของ"ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น" ก็ไม่เชิงว่าใส่ดนตรีเยอะเกินไปจนทำให้คนดูเลี่ยนหรอกนะครับ แต่อาจจะเป็น ใส่"เพลง"เยอะเกินไป จนทำให้คนดูหลายคนเลี่ยนก็เป็นได้

 

ซึ่งกรณีนี้ก็อาจจะนำมาพูดถึงเทียบเคียงกันได้น่ะครับ แต่ตอนที่ผมเขียนบทความข้างบนนั่น ผมยังไม่ค่อยได้เจอแบบที่ใส่ดนตรีเยอะเกินไป และ....เนื้อที่ในหน้ากระดาษก็เต็ม1หน้าA4พอดีแล้วด้วย

 

ปล. เป็นการอัพป้องกันความเค็มของบลอกอย่างแท้จริง เพราะช่วงนี้ติดหนังแผ่น(ซื้อหนังเก่าราคาถูกมาดูหลายเรื่อง) + ขี้เกียจประปราย ทำให้ไม่ค่อยได้มาอัพบลอก แม้แต่วันนี้ก็ขี้เกียจ เลยเอาเอนทรี่สำรองอย่างเอนทรี่นี้ขึ้นมาอัพไว้ครับ(เพราะผมแค่พิมพ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับบทความ เลยใช้เวลาน้อย)

 

ปล2. จะพยายามแก้ไขการดองและการอู้นะครับ  เพราะตอนนี้มีเรื่องอยากอัพเต็มไปหมดเลย

 

ปล3. มหกรรมละลายทรัพย์(งานสัปดาห์หนังสือ)ได้เริ่มขึ้นแล้ว ผมคิดว่างานนี้ผมคงเสียเงินซื้อหนังสืออีกไม่น้อยเลยครับ เพราะมีเล็งๆไว้หลายเล่ม ซึ่งบางเล่มก็เป็นของสมาชิกในexteenครับ

 

เพื่มเติม สิ่งที่ลืมพิมพ์ไป 

1. บทความนี้สอนให้ผมรู้ว่า "เขียนตามใบสั่ง" ยากกว่า "เขียนตามใจ" มากๆเลยครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

มีส่วนมากเลยแหละครับ

หนังบางเรื่องช่วงซีนยาวๆใส่ดนตรีดีๆเข้าไป

ทำให้หนังดูดีขึ้นเยอะเลย

#1 By azlaz on 2008-03-26 23:56

เรื่องจริงนะเนี่ย ดูอย่างเรื่อง Jaws สิ โน๊ตในเพลงมีแค่สองสามโน๊ตเล่นสลับไปมายังทำให้หนังน่ากลัวได้ อย่าว่าแต่หนังเลย โฆษฌายังมีเพลงประกอบ ถ้าโฆษณา MK ไม่มีเพลง คนจะจำได้มั๊ย

#2 By Mystical Diva on 2008-03-27 00:24

555 ใน ปล. นี่ถูกต้องที่ซู้ดดด โดยเฉพาะตรง "เพิ่มเติม"

แต่หนังบางเรื่อง ก็ไม่ต้องการดนตรีประกอบนะ
เพราะมันมีอย่างอื่นที่บีบคั้นได้อยู่แล้ว

บางครั้งใส่ดนตรีเยอะเกินไปมันก็เลี่ยนน่ะ

#3 By nanoguy on 2008-03-27 00:28

ผมว่ามันเป็นส่วนประกอบหลักเลยล่ะ

เหมืิอนข้าวผัดไม่ได้ใส่ใข่เลยล่ะ
ขาดไม่ได้หรือเปล่าไม่แน่ใจนักค่ะ
แต่ถ้านึกจะใส่แล้วต้องให้พอดี ๆ
เคยเจอหนังบางเรื่อง กะลังอินๆ
พอดนตรีเข้าเท่านั้นแหละ

จบเห่...sad smile

#5 By Art VS. Ying on 2008-03-27 13:50



ขออนุญาตวิจารณ์เท่าที่ปัญญาผมพึงมีนะ (_ _)
ส่วนที่ผมชอบในบทความนี้

1. นำเสนอประเด็นที่แปลกดี เออใครจะคิดว่าเรื่องแบบนี้เนี่ยจริงๆน่าเอามาวิเคราะห์มาก เพราะดนตรีมันสื่อใหญ่ พอมาอยู่ในหนังก็ช่วยให้หนังมีอรรถรสโดยไม่รู้ตัว จริงมะ ผมว่าน่าสนใจมาก ไม่ทราบช่วยกันหาประเด็นเองหรืออาจารย์ตั้งโจทย์มา น่าสนใจมากๆครับ

2. กลวิธีการเขียน paragraph ถูกต้องตามหลักทีเดียว มีเกริ่น มีการแบ่งประเด็น สรุป เสนอมุมมองตรงข้าม ยกตัวอย่าง เรียกว่าตั้งใจเขียนได้ดีเลย

3. เกริ่นได้เยี่ยมมากครับ paragraph แรก ดึงดูดคนอ่านให้ชวนอ่านต่อไปอย่างยิ่ง ซึ่งบอกตามตรงว่าไม่ง่ายเลยนะสำหรับการเขียนบทนำให้ได้ดีเนี่ย สมัยผมเรียนผมก็ตกม้าตายกับบทนำนี่แหละ ฮา

อื่นๆที่อยากแนะเพิ่ม ตามประสาผม

1. ภาษาที่ใช้ ไม่เป็นภาษาเขียนเท่าที่ควร ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้เขียนจะมีเจตนาให้บทความมีลักษณะที่ไม่เป็นทางการมากไปหรือไม่ก็ตาม ควรเลือกใช้ระดับภาษาแบบใดแบบหนึ่งไปเลย ส่วนเท่าที่เห็น ยังคงรู้สึกกึ่งๆ มีคำที่ไม่เป็นทางการหลุดออกมาระหว่างระดับภาษาเขียน เช่นคำว่า "รู้สึกแปลกๆ" หรือ "เลี่ยน" ผลก็คืออ่านแล้วรู้สึกติดๆขัดๆพิกลครับ ปรกติแล้ว paragraph writing จะให้ความสำคัญตรงนี้มาก และระดับภาษากึ่งๆจะต้องไม่โผล่ออกมาครับ (เท่าที่ผมเห็นนะ)

2. การนำเสนอประเด็นและยกตัวอย่างยังไม่มีน้ำหนักพอ ประเด็นที่เสนอเห็นได้ว่าเป็นเรื่องดนตรีให้อารมณ์ในฉากของภาพยนตร์ ซึ่งเป็นการชี้ข้อดีและความสำคัญของดนตรีประกอบหนัง แต่ในสอง paragraph (paragraph ที่อ้างหนังไทยกับ paragraph ที่อ้างหนังเทศ) กลับอ้างประเด็นเดียวกันเลย ซึ่งจริงๆแล้ว เมื่อเราแบ่งประเด็นเป็น 2 paragraphs แล้ว แต่ละ paragraph ควรจะเสนอประเด็นที่ต่างกัน (หรือต่อให้เสนอประเด็นเดียวกัน แต่แบ่งเป็น 2 paragraph เพื่อให้อ่านง่ายๆ ทั้งบทความก็ควรมีการเสนอประเด็นมากกว่า 1 เพราเหตุผลข้อเดียวมันอ้างไม่มีน้ำหนักพอ จริงไหมครับ) เรื่องการยกตัวอย่างหนังไทยกับตัวอย่างหนังเทศสามารถรวมใน paragraph เดียวกันได้ เป็น 2 ตัวอย่าง 2 วัฒนธรรม แต่ 1 ประเด็น แบบนี้น่าจะดีกว่า ส่วนประเด็นที่น่าจะเพิ่ม ตอนนี้ยังคิดไม่ออกหรอก sad smile แต่มีความรู้สึกว่า ดนตรีในภาพยนตร์น่ะ มันต้องมีอะไรดีมากกว่าแค่เร้าอารมณ์คนดูสิน่า จริงป่าว ลองคิดให้กว้างและลึกกว่านี้แล้วเอามาอ้างเป็นเหตุผลที่ 2 ดู ผมว่าน่าจะดีขึ้นเยอะเลย

3. เห็นได้ว่า ผู้เขียนพยายามเสนอมุมมองอีกมุมหนึ่งของดนตรีในภาพยนตร์มา คือช่วงที่ใช้ดนตรีไม่ถูกจังหวะ หรือไม่มีดนตรีประกอบแล้วทำให้หนังขาดอรรถรส ตรงนี้ในการเขียน paragraph นั้นถูกต้องแล้วที่มีการเสนออีกแง่มุม แต่ (แต่อีกแล้ว) ตอนที่เสนอมุมตรงข้ามกลับไม่มีการยกตัวอย่างฉากหรือภาพยนตร์ที่บกพร่องในประเด็นนี้มา ทั้งๆที่ในด้านบวกของดนตรียกตัวอย่างมาเต็มที่เลย ผลคือทำให้ paragraph นี้ดูขาดหลักฐานรองรับ หรือก็คือขาดน้ำหนักไปอย่างไม่น่าเชื่อครับ แล้วก็จริงๆการใช้ดนตรีไม่ถูกจังหวะ รู้สึกมันคนละประเด็นกับการมีดนตรีประกอบภาพยนตร์นะ เพราะเราพูดถึงเรื่อง “มีดนตรีประกอบ” ดังนั้นตรงข้ามกับมีก็คือ “ไม่มี” ใช่หรือไม่ ดังนั้นต้องพูดว่า เมื่อไม่มีดนตรีประกอบภาพยนตร์ ก่อให้เกิดผลลบยังไง และภาพยนตร์เรื่องใดที่บกพร่อง น่าจะเห็น contrast กันมากกว่านะครับ

ทั้งหมดที่กล่าวมา ไม่ได้แปลว่าผมอยากแสดงว่ากูฉลาดนะโด้ กูถึงมาตำหนิมึง อะไรแบบนี้ อย่าเข้าใจผิดเชียว (_ _) ผมเป็นคนปากชอบวิจารณ์งานชาวบ้านง่ะครับ ส่วนตัวเองก็ผ่านจุดที่ห่วยสุดๆมาแล้ว ก็เลยเอาข้อที่ตัวเองเคยบกพร่องเนี่ยแหละมาบอกกัน (เอกผมต้องเรียน paragraph writing 3 ปี ซ้อน งานเขียนสมัยแรกๆผมเต็ม 10 ได้ 4 อาจารย์เขียนตรงหัวกระดาษว่า disastrous แหละเว้ย ฮ่าๆ ฮือ)

#6 By Evan Yzac -- The Crow on 2008-03-27 13:53

เกือบลืมไป
Hot! Hot!

งานเขียนนี้ถูกใจแฮะ

#7 By Evan Yzac -- The Crow on 2008-03-27 13:57

ขอบคุณทุกๆคนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นและติชมนะครับ big smile

ตอบพี่อีวาน Rep6 7

ประเด็นที่ผมนำมาเขียน จริงๆแล้วผมโดนกำหนดหัวข้อหนังสือว่าให้ทำเป็นเรื่องเกี่ยวกับ"ดนตรี"ครับ เพราะฉะนั้นผมกับเพื่อนๆในกลุ่มทุกคนต้องเขียนเรื่องเกี่ยวกับดนตรี

พอได้รับโจทย์ว่าเป็นดนตรีก็....ไม่รู้จะเขียนอะไรดีน่ะครับ เลยมานึกขึ้นได้ว่า ถ้าโยงเข้ากับหัวข้อที่เราสนใจน่าจะง่ายกว่า เลยคิดหัวข้อนี้ขึ้นมาน่ะครับ เพราะเป็นอะไรที่ใกล้กับสิ่งที่ผมสนใจมากที่สุดแล้วครับ big smile

อ่าน3ข้อแรกที่ชมนี่ ผมแทบตัวลอยเลยนะครับ 555 ขอบคุณที่ชมนะครับ big smile

ส่วนคำแนะนำ3ข้อถัดมา ขอบคุณมากๆเลยครับ เป็นประโยชน์มากๆเลย เพราะจริงๆผมได้รับโจทย์ว่าต้องเขียนเป็นภาษาทางการน่ะครับ ตอนเขียนก็พยายามระวังตัวแล้ว แต่ก็ลืมตัวหลุดใช้ภาษากึ่งๆ ออกมาซะเยอะเหมือนกันครับ

ส่วนข้อแนะนำอีก2ข้อ ผมเห็นด้วยเลยครับ บทเขียนของผมยังขาด2ข้อหลังอยู่จริงๆ เพราะไม่ได้ยกตัวอย่างที่ควรยกขึ้นมา และไม่มีเหตุผลมาสนับสนุนในประเด็นหลัง

ส่วนในเรื่องที่แยกภาพยนตร์ไทยกับต่างประเทศ เพราะตอนแรกเขียนรวมกันแล้วมันยาวเกินน่ะครับ กลัวจะจับใจความสำคัญไม่ได้น่ะ ซึ่งอันนี้ก็เป็นจุดบกพร่องอย่างนึงในงานชิ้นนี้จริงๆนั่นแหละครับ confused smile

ปล. ขอบคุณอีกครั้งสำหรับทุกๆความคิดเห็น และคำติชมนะครับ big smile

#8 By SkyKiD on 2008-03-27 14:36

ถูกครับ มันช่วนให้เรามีอารมณ์ร่วมไปกับหนังได้จริงๆ นะ
การเลือกเพลงมาใส่จึงสำคัญมาก

อย่างหนังสยองขวัญนี่
บางจังหวะมันเงียบๆ
พอเข้าฉากหนีมันจะใส่ดนตรีตื่นเต้นทุกที

ถ้าใส่เพลงโดราเอมอน คงไม่มีใครกลัวหรอกมั้ง sad smile

#9 By ปิงกรู on 2008-03-27 16:13

ดีนะครับ บทความนี้ให้ความรู้และเปิดมุมมองใหม่ขึ้นมา

เปรียบเทียบได้ดีจัง เสียงเพลงเหมือนเครื่องปรุงเติมรสชาติหนังให้กลมกล่อมจริงๆครับ

big smile big smile big smile
อ่านแล้วนึกถึง "รักแห่งสยาม"
สำหรับฉัน หนังเรื่องนั้นมีเพลงเป็นพระเอกค่ะbig smile
หนังโป๊ะแตก ทำทุกทางเพื่อขายครับ

หนังขายได้ แล้วก็ขายเพลงต่อ

เก่งมากครับ

#12 By book on 2008-03-28 00:19

ชอบคิดเรื่องดนตรีประกอบในหนังเหมือนกัน
และคิดว่าสำคัญมาก เห็นด้วยว่าขาดไม่ได้

ชอบมากมากเมื่อพัฒนาต่อไปเป็น character ด้วย
เช่นเรื่อง JAWS ที่ใช้เพลงแทนปลาฉลาม
คิดว่าเป็นไอเดียที่ดีมาก
เพราะเพลงทำให้เรานึกภาพต่อเอง เลยทำให้เรา
ตื่นเต้นมากกว่าเห็นฉลามจริงๆมาก
อันนี้เป็นเสน่ห์พิเศษของเพลงเลยก็ว่าได้...

(ชอบ#6 By Evan Yzac -- The Crowมาก
ชอบคนวิจารณ์แบบนี้มาก แบบนี้สร้างสรรดีมากเลย ชอบ
)

Hot! Hot!
ให้เจ้าของเรื่องและคนคอมเม้นท์นะ confused smile

#13 By GPEN on 2008-03-28 08:49

บางครั้งดนตรีประกอบเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราเลือกดูหนังเรื่องนั้นๆเลยค่ะ โดยเฉพาะเรื่องที่ได้ Hans Zimmer มาทำเพลงให้

#14 By * Cygnu$ * on 2008-03-28 10:14

ปิดเทอมใหญ่ ใส่เพลงเข้าไปมากเกินจริงๆน่ะแหละ เลยดูแล้วเหมือนโดนยัดเยียดsad smile

#15 By Toh on 2008-03-28 13:32

อะไรจะเกิดขึ้น! หากเด็กหอเปิดท่อนฮุคเพลง "เรื่องบนเตียง" ในฉากที่ผีปรากฏตัวopen-mounthed smile

#16 By KennyHass on 2008-03-28 15:37

เห็๋นด้วยครับ

#17 By tiew@fine on 2008-03-28 17:09

ผมว่าเปิดเพลงผิดทำให้หนังฮาได้ก็คงดีเหมือนกันนะ ^^

อย่างปิดเทอมแสนเร่าร้อนนั่น ผมว่าเพลงออกมาในจังหวะพอดี (หรือว่าผมเป็นคนชอบฟังเพลงอยู่แล้วก็ไม่รู้) อย่างเช่น ปิดประตู ปัง จั๊ด จาดาดั๊ด วู้~ เต้นๆอยู่แล้วกลายไปเป็นเสียงริงโทน อันนี้มันทำให้ดูต่อเนื่องดีแฮะ ไม่ชะงักอารมณ์จากการเปลี่ยนฉาก
ฮะฮะฮะ นั่นสินะครับ เขียนตามใจน่าจะสนุกกว่ากันเยอะเลยเนอะ open-mounthed smile





ผมว่าภาษาดีมากเลยนะครับ ตามตำราโน้มน้าวจิตใจเป๊ะๆเลย


อุปมาตอนจบได้ดูดีอีกต่างหากครับ

#19 By Zairen_Bibliophobia on 2008-03-28 21:22

เห็นด้วยอย่างแรงค่ะ
เคยเจอมากับตัวแล้วกับบางเรื่องที่มีดนตรีประกอบมากไป

แหม่...ฉากไม่มีอะไรเลยดนตรีระทึกอยู่ได้

ตูม!!!Hot!