งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่36 ที่พึ่งผ่านไปหมาดๆ ผมได้ไปมาทั้งหมด4ครั้ง ซึ่งการไปงานสัปดาห์หนังสือปีนี้มีอะไรหลายๆอย่างแตกต่างจากปีที่ผ่านๆมา ส่วนนึงคงเป็นเพราะว่า ผมสนใจหนังสือหลายเล่ม และ หลายบูท

 

วันนี้ผมมีเรื่องจะมาเล่าครับ ที่จริงตอนแรกก็ลืมๆไปแล้วล่ะครับ แต่พอดีเมื่อวานคุยMSNกับน้องnanoguy แล้วนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ พอเล่าๆไปก็คิดว่าเอามาลงบลอก อาจจะมีคนถูกใจก็ได้ เลยเอามาลงครับ

 

เรื่องนี้เริ่มต้นที่การไปงานสัปดาห์หนังสือ2ครั้งแรกของผม จำไม่ได้ว่าครั้งที่1หรือ2 ผมไปซื้อหนังสือการ์ตูนเรื่อง"ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น"ของ Siam Inter Comics มา

 

ซึ่งระหว่างที่ผมซื้อผมก็สังเกตเห็นการ์ตูนไทยอีกเล่มนึงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับหนังไทยเช่นเดียวกัน ก็คือ"สายลับจับบ้านเล็ก"ในตอนนั้นผมยังไม่คิดจะซื้อหรอกครับ เพราะไม่ค่อยได้สนใจเท่าไหร่ ตั้งใจว่ามาซื้อแค่เล่มเดียว

 

หลังจากที่กลับมาอ่านก็รู้สึกว่าเป็นการ์ตูนไทยที่ทำออกมาได้ค่อนข้างโอเค เลยคิดว่าจะไปตามเก็บการ์ตูนที่มาจากหนังไทยเรื่องอื่นๆ โดยเล็งที่"สายลับจับบ้านเล็ก"เป็นอันดับแรก เนื่องจากเห็นหน้าปกแล้วลายเส้นก็คล้ายๆกัน(พอจำได้)

 

เมื่อมีโอกาสได้ไปงานสัปดาห์หนังสือครั้งที่3ผมจึงตัดสินใจไปลองหาดู แล้วพบว่าไม่มีวางขาย แต่ผมก็ยังไม่ย่อท้อ ครั้งที่4ผมลองไปตามหาการ์ตูนเล่มนี้อีกครั้ง และที่ผมจะมาเล่าวันนี้เรื่องมันก็เกิดจากครั้งที่4นี่ล่ะครับ

 

ผมเดินเข้าบูทไป หาหนังสือการ์ตูนอยู่สักพัก ก็ได้ "เกมร้อยวิญญาณ"มาเล่มนึงในมือ และกำลังมองหาหนังสือการ์ตูนฉบับเป้าหมายต่อไป

 

เดินวนไป3-4รอบ หาไม่เจอ พี่ที่เฝ้าบูทก็เข้ามาถามผม และนี่คือบทสนทนาระหว่างผมกับพี่ที่เฝ้าบูทครับ

 

คนขาย : หาเรื่องอะไร อยู่ครับน้อง

 

ผม : สายลับจับบ้านเล็กครับ

 

มาถึงตรงนี้บทสนทนาพึ่งเริ่มไปแค่คนละประโยคเดียวเท่านั้นครับ แต่ผมอยากให้ทุกๆคนลองทายถึงคำตอบที่น่าจะทำให้ผม อึ้ง ไปได้มากที่สุดจากปากของพี่คนขายครับ

 

.

.

.

.

.

.

 

คนขาย ทำหน้าเอือมๆผมเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับมาในทันทีว่า

 

" ไม่มีนะน้อง มันของบุรพัฒน์ " << ด้วยสีหน้าประมาณนี้

 

 (คิดในใจ : ....ตอบแบบนี้ ชนะไปเลยดีกว่า ไม่ซื้อก็ได้ฟระ เพราะพี่ท่านไม่มีท่าทีว่าจะหันไปถามคนอื่นที่อยู่ในบูทเลย)

 

ผม : งั้นจ่ายตังค์เลยพี่

 

...จากนั้นบทสนทนาทั้งสิ้น4ประโยคก็จบลง ผมจ่ายเงินแล้วเดินจากบูทของSICมาอย่างเงียบๆครับ

 

จนเมื่อวานนี้ผมไปร้านหนังสือมา ก็ได้เห็นการ์ตูนเรื่อง "สายลับจับบ้านเล็ก"อีกครั้งนึง ผมจึงดูที่หน้าปก และพบว่า มันเป็นของสยามอินเตอร์คอมมิกชัดๆครับ 

 

แต่ผมไม่ซื้อแล้วล่ะ เก็บเงินไว้ไปซื้อเรื่องอื่นก่อน ไว้อยากอ่านแล้วค่อยมาตามหาอีกที

ถ้าพี่คนนั้นบอกผมว่าไม่ได้เอามาขาย หรือ หมด ผมจะเฉยๆมาก แต่นี่บอกให้ผมไปบุรพัฒน์  กร๊าซซซ

 

ผมจึงนำเรื่องนี้มาเล่าให้ทุกๆคนได้อ่านกันครับ ไม่รู้จะเป็นตลกฝืดรึเปล่า แต่ก็พิมพ์จนเสร็จละ

 

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "อย่าเชื่อคนขาย" (ผมไม่ได้เชื่อหรอกนะครับ เพราะก่อนหน้าวันนั้น มันก็ทิ่มตาผมอยู่แล้วว่าของบูทนี้)

 

 

ปล.ใส่emoticon เผื่อจะทำให้สนุกมากขึ้น ไม่รู้ช่วยได้รึเปล่า

 

ปล2.มีเรื่องอยากถามความคิดเห็นคนที่เข้ามาอ่านซักเล็กน้อยครับ(คำถามค่อนข้างยาว)

 

....ถ้าผมคิดเรื่องที่จะเขียนได้แล้ว แต่ระหว่างที่ผมเรียบเรียงความคิดนั่นเอง ผมก็พบว่า มัน"บังเอิญ"ไปเหมือนกับหนังไทยเรื่องนึงที่ผมเคยดูมากๆ ซึ่งผมก็เคยเอ่ยปากชมหนังเรื่องนั้นแล้วว่ามันเป็นหนังที่ดีมากๆแล้วผมก็ชอบแนวความคิดในเรื่องนั้นด้วย(เมื่อไม่นานมานี้)

 

แต่เนื้อหาที่ผมคิดจะเขียนนั้นมันทับซ้อนกับหนังไทยเรื่องนั้นได้ราวกับว่าเป็นเรื่องเดียวกัน(แค่เปลี่ยนบางสิ่งบางอย่างเพียงเล็กน้อย) ผมควรจะเขียนเรื่องนั้นต่อแล้วเอามาลงในบลอกมั้ยครับ แบบนี้จะถือว่าเอาไอเดียคนอื่นมาใช้รึเปล่า??

 

ที่ผมใช้คำว่า"บังเอิญ" เพราะผมไม่ได้นึกถึงหนังไทยเรื่องนี้ หรือ พลอตของหนังไทยเรื่องนี้เลย ตลอดการคิดเนื้อเรื่องที่ผมจะเขียน แต่หลังจากดัดแปลงสิ่งที่จะเอามาเขียนอยู่หลายครั้ง จนหัวข้อมันเปลี่ยนไปจากเดิม(เพราะผมคิดว่ามีประเด็นที่ดีกว่าเดิม) แล้วกลับมาอ่าน ถึงรู้สึกว่า"คุ้นๆ"แล้วพอนึกออกก็รู้สึกว่ามันเหมือนกันเกิน80% (ลองถามคนที่เคยดูเรื่องนี้แล้ว ก็บอกว่า "เหมือนเลย")

 

ที่สำคัญอีกอย่างนึงคือ....ถ้าผมจะเขียนเรื่องนี้จริงๆ แล้วบอกว่ามาจากหนังไทยเรื่องไหน มันจะเป็นการสปอยล์หนังไทยเรื่องนั้นได้เลยทั้งเรื่องน่ะสิครับ(เพราะมันเหมือนหนังไทยเรื่องนั้นมากๆ)

 

 

ผมควรจะทำยังไงดีครับ??

1. ตัดหัวข้อนั้นทิ้งไป (ผมเสียดายก็จริง แต่ทำใจไว้ในระดับนึงแล้ว)

2. เอามาใช้ แต่บอกแค่ว่าเหมือนกับพลอตจากหนังไทยเรื่องนึง (ข้อนี้ก็เสี่ยงอยู่ เพราะอาจจะมีคนบอกว่าผมเอาพลอตจากหนังมาใช้ แล้วไม่ยอมให้เครดิตอีก)

3. เอามาใช้ ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ?? เพราะยังไงก็มีวิธีนำเสนอไม่เหมือนกันอยู่แล้ว (ซึ่งข้อนี้ผมคิดว่าไม่ดีแน่ๆ เพราะอย่างน้อยมันก็เหมือนกับผมลอกอยู่ดี เพราะผมดูหนังเรื่องนั้นก่อนแล้ว)

4. เอามาใช้ บอกหมดเลยว่าเหมือนหนังเรื่องนี้พอสมควร (แต่แบบนี้มันก็เป็นการสปอยล์ขั้นรุนแรงเลยทีเดียวครับ)

 

 

ขอบคุณทุกๆคนที่อ่านจนจบนะครับ ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับทุกๆคอมเมนท์ และคำตอบของคำถามข้างต้น

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เรื่องแรก...เอ่อ ผมเจอคนขายมั่วประจำอ่ะครับ...หลายๆร้าน
"หมดแล้วน้อง" "ไม่มี" "บลาๆ"

ส่วนเรื่องสอง ถ้าจะเอามาลงในบล็อก ทำเถอะครับ
ถึงแม้ไม่ได้ลงในบล็อก ถ้ามั่นใจว่าเราเรียบเรียงใหม่แน่ๆ
ก็ทำเลยครับ ผมก็ไม่เคยเห็นเรื่องที่ไม่เหมือนใครเลยซักนิดเหมือนกัน

คนดูที่เขาไม่อคติเขาดูออกครับ ว่าเจตนาลอกรึเปล่า

#1 By garun on 2008-04-16 23:05

เคยคิดเรื่องที่มีพลอตเหมือนกับหนังไทยเรื่องหนึ่งเหมือนกัน
มีโครงและตัวละครคล้ายๆ กัน ตอนได้ฟังพลอตก็หวั่นใจเลนยรีบเอาลงเวปและหาทางพิมพ์ในหนังสือการ์ตูนทำมือ
แต่พอหนังออกฉายก็เห็นว่ามีวิธีคิดและการเล่าเรื่องไม่เหมือนกันและ คนที่ได้ดูก็ไม่สงสัย
เลยคิดว่าถ้าทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ยังไงๆ ผู้ชมก็แยกออกopen-mounthed smile

#2 By wesong on 2008-04-16 23:38

จบไปได้อาทิตย์กว่าๆแล้วนะคะ สำหรับงานสัปดาห์หนังสือ

ยังคิดถึงไม่หายเลย

ปีนี้ฉันได้อยู่ที่งานทุกวันทั้งวันเลยตั้งแต่9:30-21:30

เป็นคนขายหนังสือค่ะ

แต่ไม่ใช่ของสยามอินเตอร์คอมมิคส์หรอกนะคะcry

อยากจะบอกว่าอย่าไปถือโทษโกรธคนขายเลยค่ะ

แหมๆๆก็อย่างที่บอก เขาอยู่ทั้งวันทุกวัน

พักผ่อนน้อย เมาคน เมาหมึกพิมพ์ มันก็ต้องมีมึนๆบ้างแหละค่ะ

หนังสือมีเป็นร้อยเป็นพันปกในร้าน จำไม่ไหว

คิดในแง่ดีเขาคงอยากให้คุณได้เจอหนังสือที่ต้องการ

อย่างฉันขายหนังสือศิลปวัฒนธรรมของสำนักพิมพ์มติชน ก็โชว์โง่กับลูกค้าไปเยอะเหมือนกันค่ะ

เพราะโดนจับมาขายหมวดนี้ปกติอ่านแต่นิยาย

แนะนำอะไรเขาไม่ค่อยจะได้ส่วนใหญ่ลูกค้าจะเป็นฝ่ายแนะนำหนังสือให้ฟังซะมากกว่า - -

สำหรับคำตอบ

เอ..

ตอบยากจังเลยค่ะ

ฉันก็เคยพบเหตุการณ์อย่างนี้บ่อยๆ เวลาไปอ่านหนังสือของคนอื่น แล้ว อ่าวว มันเหมือนอย่างที่เราคิดอย่างที่เคยพูดกับเพื่อนเลยนี่หว่า

เรื่องของความคิดมันก็มีซ้ำกันได้ค่ะ ก็ต้องทำใจเรื่องการเผยแพร่

ถ้าเป็นฉันฉันก็คงเก็บเรื่องนั้นเอาไว้เป็นความภูมิใจ

แล้วก็ค่อยๆคิดพล็อตเรื่องใหม่

เราไม่ควรอยู่ที่เดิมนานๆ

ก็แล้วแต่จะตัดสินใจค่ะ หาคำตอบให้ได้เร็วๆนะคะ







555555 ไม่รู้จะคอมเมนท์อะไรดี ตอบในเอ็มเอสเอ็นไปหมดแล้ว เชียร์ให้อัพแล้วใช้ทางเลือกที่สองล่ะเน่อ

#4 By nanoguy on 2008-04-17 00:14

วุ้ยยยยย~ แต่มันสนุกจริงๆนะงานสัปดาห์เนี่ย - -

ถ้าต้องได้เดินอีกรอบก็ยอมครับผม
คนขาย ไม่ได้อ่านครับ
เค้าทำหน้าที่ขายอย่างเดียว แต่ชีวิตเค้าแวดล้อมไปด้วยหนังสือ ชาวประมง ที่อยู่กลางทะเล แต่ไม่กินน้ำทะเลครับ
.
เรื่องที่สอง ในมุมมองผม แค่คิดว่า
ทำเถอะครับ
จินตนาการ มีกันทุกคน แค่ใครคิดออกมาก่อน มาหลัง
หากคุณไม่ทำวันนี้
ผ่านไปอีกสิบปี
คุณอาจมานั่งเสียใจ และคาใจ
ทำไปเถอะครับ หากไม่มีใครเดือดร้อน และ คุณมั่นใจในสิ่งที่คุณทำ
แค่ยอมรับผลที่จะตามมาให้ได้เท่านั้นเอง

#6 By on 2008-04-17 03:42

เป็นผม ผมก็คงนำพลอตที่บังเอิญเหมือนกับเรื่องอื่นมาบิดมาพัฒนาให้ไกลกว่าเดิม
แต่ถ้าทำไม่ได้
ผมปล่อยอย่างงั้นแล้วไปทำพลอตอื่นดีกว่า

เพราะบางครั้งเราก็คงทำใจรับยากเวลาที่มีคนอื่นเดินมาบอกว่า "เอ้ย...นี่มันเรื่องนั้นนี่หว่า"
ทั้งๆ ที่มันแค่บังเอิญเหมือนกัน


คุณพี่ว่า ลงที่คุณน้องรู้แล้วว่า พลอตเรามันเหมือนคนอื่นเข้าเืมื่อไหร่ ตัวคุณน้องเองแต่งไม่น่าจบนะ
เพราะยิ่งเขียนคุณน้องต้องรู้สึกไปเองว่า มันเหมือนอีกเรื่องจังวะtongue

#7 By doggiestyle on 2008-04-17 09:51

เรื่องคนขายพอได้ฟังทั้ง 2ฝ่ายก็เข้าใจทั้งคู่คับ
เรื่องพล็อตถ้าเจ๋งกว่าก็ไม่ต้องกลัวคับ
ในความหมายของคำว่า
CREATIVE : ในความหมายของโฆษณา
คือการนำสิ่งที่มีอยู่แล้วมาพัฒนาให้เกิดสิ่งใหม่ คับ

ห่างหานโลกไซเบอร์ไปนานขอสาดย้อนลอยนะคับ
ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ
เปียกซะฮิๆๆๆๆๆๆๆconfused smile
เจอคนขายอย่างนี้เป็นผมก็คงเซ็งในอารมณ์เหมือนกันนะครับsad smile

ส่วนความคิดเห็นเรื่องที่เขียน เห็นด้วยกับพี่ เล็ก ประพันธ์นะครับ เพราะงานเขียนก็มักมีแรงบันดาลใจจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งเสมอ แต่เราก็สามารถพัฒนาให้โดนเด่นขึ้นมาได้นะครับ
big smile
มาเม้นท์ให้ซะช้าไปหน่อยโทษทีนะครับ
สำหรับเรื่องการ์ตูน ผมถือซะว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับงานหนังสืออยู่แล้วล่ะครับ.. หลังจากประสบการณ์ที่ได้มาหลายปีจะลิสชื่อหนังสือที่อยากได้และสนพ. ซื้อเลย
ถ้าไม่เจอ หนังสือที่ไม่เซอไพรส์แบบอยากได้มากๆตอนเดินก็จะเดินผ่านไปเลยครับ

ส่วนเรื่องหลังนั้นเคยมีคนกล่าวว่า "แม้แต่ศิลปินก็ยังลอกเลียนแบบธรรมชาติมาเหมือนกัน" โลกนี้ยังห่างไกลจากคำว่า Original มากนัก... ขนาดโมนาลิซ่า ก็ยังต้องลอกเลียนลักษณะมาจากผู้หญิงธรรมดาเลยมิใช่หรือ

สร้างสรรค์ไว้เป็นสิ่งที่ดีครับ ขันน้ำ

#10 By The ChiD on 2008-04-17 16:27

ไม่ได้ไป แค่เคยซื้อ Last Fantasy แล้วพี่พน้กงานหยิบให้ มีขาวเป็นสิบหน้า อย่างเซ็ง ขี้เกียจไปเปลี่ยนแล้วด้วยเพราะกว่าจะรู้ตัวก็ผ่านไปเดือนนึง ชิtongue
จริงๆแล้วตามหลักของคนขาย ถ้าไม่รู้จริงๆต้องถามเพื่อนคนขายด้วยกันก่อน ส่วนกรณีนี้ ตอบได้หน้าตาเฉยมากและท่าทางจะตอบไปหลายคนแล้วเช่นกัน - -b

ส่วนเรื่องของพลอต ขอตอบเลยคับว่า "อะไรมันก็เป็นไปได้ทั้งนั้น" แหละคับ เราเรียนทางด้านนี้มาโดยตรง ก็มีออกบ่อยไปที่คิดพลอตแล้วซ้ำกับหนังเรื่องอื่นๆ แต่อาจารย์ก็ไม่ได้ว่าอะไร อาจารย์บอกว่า...
มันขึ้นอยู่กับ "วิธีการนำเสนอ"
แต่ถ้าการนำเสนอยังซ้ำกันอีก ขอแนะนำว่า ให้ลองปรับเปลี่ยนอย่างละนิดดูก่อนแต่อย่าทิ้งประเด็นที่เราจะสื่อออกมาก

จะรอติดตามอ่านนะงับพี่ confused smile
ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ
ปิดท้ายสงกรานต์เสียนิด งิงิ

#12 By Silver_Moony on 2008-04-17 21:28

คนขายคุ้มค่าจ้างมากconfused smile
แผนกไล่ลูกค้า (555)
สี่ตีนยังรู้พลาดนักปราชญ์ยังรู้พลั้ง

เรื่องพลอต ก็ลองปรับอีกทีสิคะ แต่รอหลังจากนี้ก็ได้มั้ง เพราะในเมื่อเพิ่งดูหนังมา อารมณ์อินกับหนังมันก็ยังอยู่การสปอยล์อาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ว่าแต่ว่า ไอ้ที่จะเขียนเนี่ยมันอะไรหรือคะ? นิยาย บทความ หรือคอลัมม์? สิ่งอื่นใด?

ปล.อีโมน่ารักconfused smile
ผมเสนออย่างนี้เลย
ขึ้นหัวข้อว่า เรื่องสั้นที่ดันบังเอิญคล้ายหนังดังเรื่อง...เตือนเข้ามาอ่านอาจจะโดนสปอยขึ้นรุนแรงจนเสียชีวิต
(หัวข้อยาวไปอะป่าวquestion)
ส่วนเรื่องงานหนังสือ คนขายแบบนี้ผมขอบาย sad smile

#14 By seaugpor on 2008-04-17 22:31