สิ่งที่อยู่บนหัว ไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่อยู่ในหัว
posted on 18 Apr 2008 04:46 by mahado in Analysisหมายเหตุ :
1. เอนทรี่นี้ผมใช้ "ทรงนักเรียน" เป็นหลัก แต่สามารถแทนได้ด้วยผมทุกทรงที่โรงเรียนบังคับ แน่นอนว่าชุดเครื่องแบบนักเรียนของโรงเรียนนั้นๆก็เช่นกันครับ
2. และคำว่า"ทรงนักเรียน"ยังอาจจะแทนด้วยกรอบของสังคมอื่นๆได้ในบางกรณี
3. เนื้อหาในเอนทรี่นี้เป็นเพียงมุมมองมุมหนึ่งของผม ผมไม่ได้บอกว่าผมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเนื้อความต่อไปนี้ ดังนั้นโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน และหากมีความคิดเห็นที่แตกต่างหรือเห็นด้วย สามารถพิมพ์คอมเมนท์ได้เต็มที่ครับ แต่กรุณาหลีกเลี่ยงคำหยาบคาย (ข้อนี้จะกลายเป็นประโยคประจำบลอกไปแล้วมั้งเนี่ย)
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เคยโดนบังคับให้ตัดผมทรงนักเรียนมั้ยครับ??
ถ้าไม่เคย แสดงว่าโรงเรียนที่คุณเคยเรียนมาอาจจะไม่มีกฎระเบียบแบบนี้ ซึ่งนั่นก็ถือเป็นโชคดีที่สามารถไว้ผมทรงอะไรก็ได้ แต่ก็อาจจะทำให้ไม่เคยได้ยินประโยคที่ถูกยกมาใช้ค่อนข้างบ่อยประโยคนึงที่ผมกำลังจะหยิบยกขึ้นมาพูดในเอนทรี่นี้ครับ
"สิ่งที่อยู่บนหัว ไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่อยู่ในหัว"
มุมแดง : ครูและอาจารย์ที่เหล่านักเรียนทั้งหลายเคารพรัก โดยเฉพาะครูฝ่ายปกครอง
คำพูดนี้ถ้าออกจากปากของคุณครู คุณครูท่านนั้นๆมักจะบอกว่า
- ตัดๆไปเถอะ สิ่งที่อยู่บนหัวไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่อยู่ในหัวหรอกนักเรียน จะไปคิดอะไรมาก ตัดไปเพื่อความเป็นระเบียบ ตัดไปเถอะเพราะนี่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของโรงเรียน (ไม่รู้ว่าเป็นเอกลักษณ์ด้านเกรียนรึเปล่า 555) เค้าตัดกันมาตั้งหลายปีแล้วยังไม่เห็นมีปัญหา ตัดไปก็ไม่เสียอะไรซักหน่อย(เสียค่าตัดผม กับ เส้นผม นะครับอาจารย์
)
และอื่นๆอีกมากมายสุดแท้แต่อาจารย์ท่านนั้นๆจะยกมาอ้าง รวมไปถึงการขู่จะตัดคะแนนความประพฤติ การต่อว่าต่างๆนานา ครูบางคนก็ถึงกับมองว่าเด็กที่ไม่ตัดผมทรงนักเรียนเป็นเด็กดื้อ ไม่ยอมเชื่อฟังก็มี ซึ่งอาจจะนำไปสู่อคติต่อเด็กที่ไม่อยู่ใน"กรอบ"ของกฎระเบียบของโรงเรียน
มุมน้ำเงิน : นักเรียนที่น่ารักทั้งหลายของครูและอาจารย์
คำพูดนี้ถ้าออกจากปากของนักเรียน นักเรียนคนนั้นๆมักจะบอกว่า
- ตัดไปก็หล่อ ไม่เท่ สิ่งที่อยู่บนหัวไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่อยู่ในหัวนะครับ ตัดทรงนักเรียนไปก็ไม่ได้ทำให้ผมเรียนเก่งขึ้น ฉลาดขึ้นซักหน่อย(แต่ใช่ว่าไปตัดทรงอื่นแล้วจะฉลาดกว่าเดิม ทำตัวเรียบร้อยกว่าเดิม) ระเบียบเก่าๆของโรงเรียนน่าจะเปลี่ยนไปได้แล้ว อะไรเก่าๆก็ควรจะปรับให้มันทันสมัยขึ้นบ้าง ผมจะไว้ผมทรงอะไรยังไงก็ไม่เกี่ยวกับนิสัยซะหน่อย ว่าจะดื้อหรือไม่ดื้อ
และอื่นๆอีกมากมายเช่นกันสุดแท้แต่นักเรียนคนนั้นๆจะยกมาอ้าง และแน่นอนว่าหลังจากพูดประโยคนี้ไปแล้ว ภาพพจน์ที่อาจารย์มองเด็กคนนี้อาจจะกลายเป็นเด็กดื้อขึ้นมาทันที เพราะกลายเป็นเถียงครู และไม่ประพฤติตัวอยู่ใน"กรอบ"ของกฎระเบียบของโรงเรียน แน่นอนว่าบางคนอาจจะโดนหาว่าเป็นเด็ก"นอกคอก"ด้วยซ้ำไป
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สำหรับการอ้างแบบนี้........ผมไม่ได้อยากจะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ใช้ข้ออ้างประโยคนี้ เพราะถ้าดูให้ดีๆมันก็ยกมาอ้างได้ทั้งสองฝ่ายนั่นล่ะ ขึ้นอยู่กับว่าใครพูดก่อน
ถ้าอาจารย์พูดก่อน ฝั่งนักเรียนก็ตอบโต้ได้ว่า "ถ้างั้นแล้วจะให้ตัดไปทำไม"
ถ้านักเรียนพูดก่อน ฝั่งอาจารย์ก็ตอบโต้ได้เช่นกัน "ถ้างั้นแล้วทำไมไม่ไปตัด"
ถ้าให้ผมพูดในจังหวะนี้ โดยเป็นคนกลาง ผมอาจจะพูดแทรกว่า "ถ้างั้นแล้วจะเถียงกันไปทำไม"
ในเมื่อทั้ง2ฝ่ายต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า "สิ่งที่อยู่บนหัว ไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่อยู่ในหัว" ไม่ใช่หรือ ถ้าให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ในหัวจริงๆ สิ่งที่อยู่บนหัวจะเป็นยังไงก็ไม่สำคัญแล้วสิ (แต่ทั้งสองฝั่งก็ยังคงให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่บนหัวอยู่ดี ไม่งั้นคงไม่เถียงกันอยู่หรอก)
เพราะฉะนั้นก็คงจะเกิดคำถามต่อไปอีกว่า "ถ้างั้นควรจะทำตามระเบียบของโรงเรียน หรือ ตามใจเจ้าของหัวล่ะ" ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่ว่าแต่ละคนจะมองมุมไหนล่ะนะครับ
และต่อจากบรรทัดนี้อาจจะเห็นว่าผมนำเสนอมุมมองที่เอนเอียงบ้างแล้ว เพราะด้านล่างนี้ไม่เกี่ยวกับการใช้ข้ออ้างอย่าง"สิ่งที่อยู่บนหัว ไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่อยู่ในหัว"แล้วนะครับ
ในแง่ของความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน(ของทรงผม) :
ทรงผมทรงเดียวกันก็ดูเป็นเอกลักษณ์ดี(เป็นต้นว่า เกรียนเหมือนกันหมด<< อ้ะๆ ทรงผมนะครับ ไม่ใช่นิสัย
) และในแง่ของผู้มีอำนาจมากกว่าก็ย่อมมองว่าผู้มีอำนาจน้อยกว่า"ยอมเชื่อฟัง"แต่โดยดี
ในแง่ของความเป็นอิสระเสรี :
ขนาดทรงผมยังไม่มีอิสระที่จะเลือกเอง คิดเองเลย แล้วจะปลูกฝังให้เด็กมีความคิดในการเคารพสิทธิของคนอื่น ให้เกียรติผู้อื่น(ในการคิดหรือทำอย่างอิสระ) ก็อาจจะยาก เพราะระบบนี้ยังไม่ให้สิทธิแก่เจ้าของหัวในการเลือกทรงผมเองเลย (คำว่าระบบนี้ หมายถึง ระบบ....ที่บังคับให้ตัดทรงผมนี้นะครับ)
"ขนาดของที่อยู่รอบๆหัวยังอยู่ในกรอบ แล้วจะให้สิ่งที่อยู่ข้างในหัวอยู่นอกกรอบได้ยังไง"
(ทรงผมยังอยู่"ในกรอบ"ของสังคม แต่หลายคนพยายามปลูกฝังให้ คนรุ่นใหม่"คิดนอกกรอบ"ให้มากขึ้น)
แม้ว่าดูเผินๆ มันอาจจะเป็นคนละกรอบกัน แต่การโดนบังคับให้เดินตามรอยที่คนมีอำนาจเหนือกว่า"สั่ง"มา ถ้าไม่ปฏิบัติตามจะถูกทำโทษ แล้วคนส่วนใหญ่ในสังคมนั้นก็ปฏิบัติตาม"คำสั่ง"ของผู้มีอำนาจนั้นแต่โดยดี โดยที่อาจจะไม่ได้คิดก่อนทำตาม แต่ทำตามเพราะโดน"สั่ง"มา
คนกลุ่มน้อยซึ่งคิดต่างออกไปก็อาจจะไม่กล้าต่อสู้ดิ้นรนตามแนวความคิดของตนก็ต้องปฏิบัติตามกันต่อไป หรือ คนกลุ่มน้อยบางส่วนก็อาจจะพยายามดิ้นรนต่อสู้กันไปแม้ว่าอาจจะทำอะไรมากไม่ได้ ต้องทนอยู่ในกรอบต่อไป
แต่ก็อาจจะยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย เพราะหากคนกลุ่มน้อยนั้นไม่ลงมือต่อสู้ดิ้นรนเลย ก็คงจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงภายใต้"กรอบ"นั้น
หมายเหตุ :
ผมเป็นคนๆหนึ่งที่เคยตัดผม"ทรงนักเรียน"มาอย่างน้อยก็11ปีกว่าๆเกือบ12ปี และได้ตัดผม"ทรงอื่นๆ"มา4ปี ผมไม่ได้มีอคติกับ"ทรงนักเรียน"แต่อย่างใด และผมก็เคยอยู่ใน"กรอบ"นี้มาตั้งนาน แต่ผมอยากจะนำเสนอแง่มุมหนึ่งของ"กรอบ"ที่ยังมีอยู่ และ "คำพูดที่ยกมาอ้างกันบ่อยๆ" เท่านั้น
หมายเหตุ 2 :
ผมไม่ได้เห็นด้วยกับข้อความข้างต้นที่ผมพิมพ์มาทั้งหมด ซึ่งหลายคนอาจจะบอกว่าผมแปลก เพราะพิมพ์มาตั้งเยอะจะไม่เห็นด้วยได้ยังไง แต่ผมยังยืนยันว่าผมแค่หยิบยกมุมมองมุมหนึ่งมาพูดเท่านั้น(ซึ่งผมอาจจะเห็นด้วยกับมุมมองนี้แค่ส่วนเดียว ไม่ใช่ทั้งหมดนะครับ)
หมายเหตุ 3 :
ถ้าอ่านมาถึงบรรทัดนี้ แล้วอยากแทนด้วยมุมมองในเรื่องอื่นๆที่หนักกว่านี้ ลองแทนด้วย "การว้าก" เปลี่ยนบริบทเล็กน้อย แล้วกลับไปอ่านอีกรอบก็ได้นะครับ
(ตอนแรกที่เขียนไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่เขียนๆไปแล้วรู้สึกว่าคล้ายๆแฮะ)
เพิ่มเติม :
อย่าลืมว่ามีสำนวนไทยที่ว่า "เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม" เมื่ออยู่ในสังคมใด เราก็ควรจะทำตามกฎระเบียบของสังคมนั้น(บ้างในบางครั้ง) เพื่อความปลอดภัย และป้องกันปัญหาที่อาจจะตามมา
ปล. จากคอมเมนท์ในเอนทรี่ที่แล้ว ตอนนี้ผมตัดสินใจได้แล้วว่า เรื่องที่ผมคิดจะเอามาลงบลอกแล้วบังเอิญคล้ายกับหนังไทยนั้น ผมคงจะเดินหน้าทำต่อไป และคิดว่าเร็วๆนี้อาจจะได้นำมาลงบลอก (แต่...ผมใกล้จะเปิดเรียนแล้ว ถ้าไม่ทันก็อาจจะอีกพักใหญ่ๆ เพราะที่คิดๆไว้มันเป็นอะไรที่ค่อนข้างกินเวลากว่า การพิมพ์Textล้วนๆแบบเอนทรี่นี้ครับ ถ้าไม่มีเวลา คงเป็นเอนทรี่Textล้วนตามเดิม
)
ปล2. ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับทุกคำติชม และทุกความคิดเห็นครับ
เพิ่มเติม2 :
ผมได้พิมพ์สิ่งที่เกี่ยวกับเอนทรี่นี้ไว้ในอีกเอนทรี่นึงครับ [คลิก] ซึ่งจะมีความคิดเห็นจริงๆของผมต่อเรื่อง "ผมทรงนักเรียน"ด้วยครับ
รู้สึกเหมือนขาดประเด็นของเจ้าของบล็อกไปหน่อยแฮะ

-- ใจความสำคัญอยู่ที่นี่นี่เอง.. และคิดว่าน่าจะรู้คำตอบกันดี
แต่อยากยกตัวอย่างที่เคยได้ยินมาสักหน่อย เพราะในช่วงที่ผม "สกินเฮด" กำลังค่อนข้างฮิต นักเรียนก็แห่กันไปตัด (แน่นอน ก็ฮิตนี่)และจุดนี้เองที่แสดง "โรคกลัวของใหม่" อย่างเข้าไส้ของพวกอาจารย์อนุรักษ์นิยม ด้วยการห้ามนักเรียนตัดสกินเฮด เพราะนี่เป็นทรงผมแฟชั่น!!!
ตลกดีนะ เมื่อคำว่าแฟชั่นกับคำว่าถูกระเบียบถูกจับให้แยกออกจากกัน(ในบริบทของประเทศนี้) แต่เราก็เห็นๆกันอยู่ว่าสกินเฮดมันคือการฟิวชั่นสองอย่างนี้เข้าด้วยกันชัดๆ!!!
ของใหม่กับของเก่า ทำไมจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ล่ะเนี่ย เฮ้อออ
#1 By nanoguy on 2008-04-18 05:46