ชี้แจง...จุดยืนและมุมมองของผมในบล็อก
posted on 19 Apr 2008 01:56 by mahado in Analysis, MyLife, Others, To-Think....ก่อนอื่น วันนี้ไม่มีคำเตือนใดๆทั้งสิ้นครับ เพราะวันนี้ผมจะไม่ได้มาพูดถึงเรื่องที่เป็นมุมมองจากด้านใดด้านหนึ่งของผมแล้ว แต่เอนทรี่นี้จะเป็นความคิดเห็นของผมเลยตรงๆ
เพราะดูจากหลายๆคอมเมนท์ในเอนทรี่ที่แล้ว ต้องมีคนเข้าใจความคิดเห็นของผมผิดไปแน่ๆ ผมเลยขอถือโอกาสชี้แจงเลยแล้วกัน (ที่จริงผมคิดว่าผมจะชี้แจงหลังจากนี้อีกหลายเอนทรี่ เพราะมันยาว แต่ผมเคลียร์ก่อนอาจจะดีกว่า)
ดังนั้นผมอยากให้ทุกคนที่เข้ามาในบล็อกของผมเป็นประจำ(หรือเข้ามาบ้างเป็นบางครั้ง)ได้อ่านเอนทรี่นี้จนจบครับ
และ
เอนทรี่นี้ผมไม่ได้ต้องการจะตอบโต้หรือขัดแย้งกับใครทั้งสิ้น เพราะในเอนทรี่ที่แล้ว ผมไม่ได้ขัดเคืองกับคอมเมนท์ไหนๆทั้งสิ้นเลยนะครับ (เพราะคอมเมนท์ช่วยสะท้อนให้ผมเห็นจุดบกพร่องของผม และ ทำให้ผมเห็นประเด็นที่ผมสื่อออกไปชัดเจนมากขึ้น)
จากเอนทรี่ที่แล้ว...เชื่อว่าน่าจะมีหลายคนคงคิดว่าผมมีความคิด"สนับสนุน" ให้ยกเลิก"ระเบียบทรงผม" แหงๆ พอกลับไปอ่านอีกรอบและอ่านคอมเมนท์ แล้วก็รู้สึกว่าผมค่อนข้างเอนเอียงและไม่เป็นกลางจริงๆนั่นแหละครับ(ที่จริงผมก็ค่อนข้างเจตนาในช่วงท้ายๆของเอนทรี่)
แต่ก็มีคนถามความคิดเห็นส่วนตัวจริงๆของผมเหมือนกัน(คุณอาเย่ถามมา ขอบคุณมากๆครับ เพราะจริงๆผมก็ไม่ได้ใส่ไว้ เดี๋ยวมันจะยาวไป)
ถ้าถามว่าผมคิดยังไงกับเรื่องทรงผม??
ผมคงตอบเหมือนกับหลายๆคอมเมนท์นั่นแหละครับ ผมก็เป็นคนนึงที่ไม่เห็นด้วยถ้าจะย้อมผม5สีแล้วตัดทรงหนามทุเรียน5แฉกไปเรียนหนังสือ เพราะมันก็เป็นการไม่ให้เกียรติสถานที่ แล้วสถานศึกษาก็ไม่ใช่สถานที่ที่ควรจะมีอะไรแบบนั้นออกมาให้เห็น(ในความคิดของผมนะ)
และเรื่องนี้ก็ออกจะเป็นเรื่องไร้สาระอยู่บ้างหากนำมาเป็นประเด็นขัดแย้งกันระหว่างครูกับนักเรียน สำหรับการอ้างคำพูดที่ว่า "สิ่งที่อยู่บนหัว ไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่อยู่ในหัว" เพราะทั้งสองฝ่ายก็ยังยึดติดกับสิ่งที่อยู่บนศีรษะทั้งคู่
ในขณะเดียวกันผมก็คิดว่าถ้ามานั่งวัดความยาวของเส้นผมว่าเกิน4ซม.มั้ย มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก เพราะอาจารย์ในปัจจุบันหลายคนก็ไม่ได้สนใจที่เจตนา แต่ถือเอาตามระเบียบที่บางทีก็ตั้งเพิ่มขึ้นเอง เพื่อบีบให้คนที่พยายามจะแหวกออกนอกกรอบอยู่ในกรอบมากขึ้น(ซึ่งทำให้กรอบกติกายิ่งแคบลงไปอีก สำหรับคนที่ทำตัวถูกระเบียบอยู่แล้ว)
ถ้ามีเด็กนักเรียนตัดผมทรงนักเรียนไปโรงเรียน แต่โดนสั่งให้ไปตัดใหม่ เพราะผมยาวเกินไปนิดหน่อย(ซึ่งผมกับเพื่อนๆบางคนเคยโดนนะ ทั้งๆที่ผมก็บอกช่างตัดผมว่า"ทรงนักเรียน") หรือ บางคน...โดนลงโทษ เพราะตัดสั้นเกินไปกลายเป็นประชดหรือแฟชั่น(เป็นต้นว่า รองหวี หรือ สกินเฮด ที่หลายๆคนพูดถึง) ผมก็คิดว่าอาจารย์ก็ควรจะดูที่เจตนาเช่นกันครับ
นอกจากนี้ บางครั้งบางสิ่งบางอย่างก็ควรจะอยู่ใน"กรอบ"ของระเบียบของสังคม ถ้าทุกคนมีอิสระตามใจชอบทุกอย่าง สังคมนั้นก็"เละเทะ"ครับ <<~ อันนี้ก็เป็นความคิดเห็นตรงๆของผมนะ
.
หลังจากที่หลายคนอ่านด้านบนจบ คงจะคิดว่า...แล้วเอนทรี่ที่แล้วมาได้ยังไง ในเมื่อดูเหมือนผมจะไม่ได้เห็นด้วยกับเอนทรี่ที่แล้วมากกว่าอีก??
อย่างที่ผมบอกไปแล้วครับว่ามันเป็นเพียงแค่มุมมองหนึ่ง และผมไม่ได้เห็นด้วยกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมพิมพ์ลงไป
แล้วทำไมผมถึงพิมพ์แบบนั้น ทั้งๆที่ไม่ได้เห็นด้วย??
ผมแค่อยากจะสะท้อนมุมมองอีกด้านหนึ่งขึ้นมาว่าประโยคที่พูดกันอยู่บ่อยๆ บางทีมันก็ไม่มีเหตุผล
ระเบียบหรือกติกาบางอย่างก็ไม่มีการชี้แจงให้มันถูกต้อง และหลายครั้งบางสิ่งบางอย่างของเจตนาอันดีในระเบียบของสังคมก็ถูกบิดเบือนไป
และที่สำคัญ.........ผมอยากจะบอกไว้ในเอนทรี่นี้เลยว่า...............
ผมเป็นคนที่ไม่มีจุดยืนที่แน่นอนครับ ผมหมายถึงจุดยืนแบบดำกับขาวนะครับ(มีแค่2ฝ่าย หรือ มีจำนวนฝ่ายที่แน่นอน) ที่จริงผมเตรียมเอนทรี่ที่จะพูดถึงเรื่องนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว(ในแบบที่ไม่ได้มีแต่ตัวหนังสือ) แต่ไหนๆก็ไหนๆ ผมขอยกมาพูดบางส่วนก่อนแล้วกันครับ
หลายครั้งที่ผมเห็นคนชอบถามว่า.....
"เห็นด้วย" หรือ "ไม่เห็นด้วย"
"ดี" หรือ "ไม่ดี"
"อยู่ฝ่ายไหน" หรือ "เข้าข้างใคร"
คำถามเหล่านี้....เป็นคำถามที่หลายครั้งผมค่อนข้างจะลำบากใจในการตอบครับ เพราะผมไม่ค่อยชอบเลือกฝ่ายแบบตายตัว ผมคิดว่าทุกอย่างมันก็มีข้อดีข้อเสียในตัวมันเอง
อย่างการตัดผม"ทรงนักเรียน"ก็มีข้อดีตั้งเยอะครับ ผมเป็นคนนึงที่ไม่เคยอิดออดหรืออึดอัด กับระเบียบการตัดผมทรงนี้เลย และถ้าถามต่อไปว่าควรจะยกเลิกกฎระเบียบเกี่ยวกับทรงผมโดยสิ้นเชิงเลยมั้ย ผมก็เห็นว่าไม่ควรเหมือนกัน(แต่อาจจะให้หย่อนได้บางส่วน ไม่ตึงเหมือนในปัจจุบัน เช่น ทรงอื่นที่เหมาะสมก็อาจจะอนุญาตให้ตัดได้)
จากเอนทรี่ที่แล้วผมก็แค่ยกข้อเสียขึ้นมาขยายในมุมกว้างๆเท่านั้น เพราะ ครูหลายคนชอบตี"กรอบ"ไปบีบบังคับนักเรียน และทำให้เกิดอคติขึ้นจากเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันกับความประพฤติโดยรวมซักเท่าไหร่
ตัวอย่างที่ผมเขียนไว้ในเอนทรี่ที่แล้วคือ เด็กบางคนที่ตัดผมผิดระเบียบโดนอาจารย์อคติและตีตราว่าเป็นเด็กดื้อหรือเกเรครับ(ซึ่งแน่นอนว่าอยู่โรงเรียน ต่อให้ตัดผิดทรงยังไงคงไม่ถึงขั้นย้อมผม5สี หรือตัดทรงทุเรียน5แฉกแน่ๆ)
และ...สาเหตุที่ผมบอกว่าผมไม่มีจุดยืนที่แน่นอน เพราะ "เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน" ครับ ตอนนี้ผมอาจจะเห็นด้วยกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่วันพรุ่งนี้อาจจะไม่ใช่ก็ได้
......คงจะมีคนบอกว่าผมโลเล เอาแน่ไม่ได้
มันก็อาจจะใช่ครับ แต่...ผมก็ไม่ใช่คนที่เปลี่ยนจุดยืนง่ายๆโดยไม่มีสาเหตุเช่นกัน
สิ่งที่จะทำให้ผมเปลี่ยนจุดยืนได้คือ เหตุผล ข้อมูลสนับสนุน และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องครับ ให้สาธยายตอนนี้ก็คงตอบได้ไม่หมดเหมือนกัน ว่ามีอะไรบ้าง แต่คิดว่าบางคนก็อาจจะเป็นแบบผมนะครับในเรื่องนี้
ในการอัพบล็อกของผมแต่ละครั้ง จะมีความคิดเห็นต่างๆเข้ามาให้ผมอ่าน ซึ่ง ในเวลาที่ผมพิมพ์ กับ เวลาที่ผมได้มาอ่านความคิดเห็นของคนอื่น จุดยืนของผมก็อาจจะเปลี่ยนไปบ้างครับ
เพราะสิ่งที่ผมรู้ ข้อสังเกตที่ผมเห็น มันอาจจะเพิ่มขึ้นจากคอมเมนท์ที่หลายๆคนพิมพ์ไว้ เพราะคนอื่นก็มีมุมมองอื่นๆต่อเรื่องเดียวกันไม่เหมือนกันครับ ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ก็ทำให้เรามองเห็น"เรื่องที่หยิบยกมาพูด"ได้ชัดเจนมากขึ้นจากหลายๆมุมมองครับ
ผมคิดว่าส่วนมากผมไม่ได้ยืนอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจนครับ แต่ผมพยายามจะยืนอยู่ตรงกลางๆ อาจจะเอียงไปเข้าข้างใดข้างหนึ่งมากหน่อย ซึ่งข้อมูลที่เพิ่มมาในภายหลังนั้น ก็จะทำให้ผมเอียงไปทางอีกฝั่งมากขึ้น หรือ เอียงเข้าหาฝ่ายเดิมมากขึ้น หรือ อาจจะแค่ทำให้ผมรู้เพิ่มเติมขึ้น เท่านั้นเองครับ
ที่สำคัญอีกอย่างคือ ผมไม่ชอบฟันธงว่าจะอยู่ข้างไหน เพราะถ้าฟันธงลงไปนั่นเท่ากับว่าเรายอมรับว่าเราจะยืนข้างนั้น(อย่างน้อยก็ต้องนานพอสมควร...ตามที่จะกล่าวในย่อหน้าถัดไป) ซึ่งบางครั้ง มันจะทำให้เราพลาดในการมองมุมมองบางมุมมองที่เราเคยมองข้ามไป และมุมมองนั้นอาจจะเป็นข้อเสียของฝ่ายเรา หรือ ข้อดีของฝ่ายตรงข้ามก็เป็นได้
นอกจากนี้หลายครั้งที่คำพูดออกจากปากไป หรือ ความคิดเห็นที่พิมพ์ไปได้ออกสู่สายตาผู้อื่นแล้ว เราอาจจะต้องถูกตีตราว่า "ต้องอยู่ฝ่ายนั้นตลอดไป" โดยบุคคลภายนอกครับ
หลายคนเมื่อได้เห็นได้ยินว่าใครอยู่ฝ่ายไหน ก็จะเชื่อว่าคนๆนั้นจะเห็นด้วยกับฝ่ายนั้นไปเลย โดยที่หลังจากนั้นความคิดของเจ้าตัวอาจจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่คนที่เคยฟัง เคยเห็น ไม่ได้รับรู้แล้วล่ะครับ ซึ่งมันก็เป็นเหมือนกับการผูกมัดตัวเองทางอ้อมเหมือนกัน ผมจึงไม่อยากจะฟันธงความคิดเห็นของผมเองให้คนอื่นได้ยิน ได้อ่าน ได้ฟังเท่าไหร่
*****ในความคิดเห็นของผม ผมคิดว่าเราควรจะสามารถเปลี่ยนความคิด และความเชื่อได้ตลอดเวลา ตราบใดที่ยังมีสิ่งใหม่ๆเข้ามาในชีวิตของเราเสมอครับ
ถ้าหากเราเชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ยึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแบบไม่ลืมหูลืมตา ก็อาจจะเรียกได้ว่า "งมงาย" ครับ เพราะเหตุผลใหม่ๆ หรือ สถานการณ์ใหม่ๆ ที่เข้ามาก็อาจจะมีส่วนทำให้หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไป*****
ผมขอสมมติเหตุการณ์ขึ้นมาเหตุการณ์นึงละกันครับ (สามารถอ่านข้ามตัวอย่างนี้ได้สบายๆ)
นายA เป็นคนใจซื่อมือสะอาด ตลอดระยะเวลาการทำงานของเขา20ปี เขาไม่เคยโกงเงินบริษัทเลยแม้แต่บาทเดียว ต่อมา...เขาได้รับตำแหน่งผู้บริหาร ซึ่งสามารถจัดสรรงบประมาณของบริษัทได้ วันหนึ่งการเงินของเขาติดลบ เป็นหนี้มากมาย แล้วหลังจากนั้นไม่นานหนี้ถูกเคลียร์หมด โดยนายAเอง ไม่ทราบว่าได้เงินมาจากไหน ทั้งๆที่ไม่มีคนช่วยเหลือ และต่อมาก็มีพนักงานบริษัทแจ้งมาว่านายAโกง แต่ยังไม่ได้ดำเนินการพิสูจน์
ถามว่า - เราจะยังสรุปได้มั้ยว่านายAเป็นคนใจซื่อมือสะอาด?
ในช่วงแรกมันก็ใช่ครับ อาจจะสรุปแบบนั้นได้ แต่ในตอนท้ายมันก็คงไม่ใช่แล้ว เพราะมีปัจจัยอื่นเพิ่มขึ้น สถานการณ์เปลี่ยนไป แม้ว่านายAอาจจะไม่ได้โกง แต่เราก็ควรจะระวังแล้วใช่มั้ยครับ
เอาล่ะ วกกลับมาประเด็นเดิม(บางคนอาจจะลืมไปแล้ว) สาเหตุที่ผมอัพบลอกแบบขัดแย้งกับความคิดเห็นของตัวเอง ก็คือ ผมจะได้เห็นมุมมองที่แตกต่างออกไป และ คนที่เข้ามาอ่านก็อาจจะได้เห็นมุมมองที่แตกต่างออกไปเช่นเดียวกัน
แม้ว่าคน2คนจะมีความคิดว่า เห็นด้วยต่อสิ่งๆเดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความว่า 2คนนั้นจะมองเห็นข้อเสียของสิ่งที่ตัวเองชอบเหมือนๆกันครับ
หลายครั้งที่ ผมเห็นคอมเมนท์ในเอนทรี่ที่ ผมพิมพ์สิ่งที่ไม่ตรงกับความคิดเห็นโดยสรุปของผม (สิ่งที่ผมพิมพ์ลงบลอกเป็นอีกมุมมองที่ผมมองในด้านเสียๆของสิ่งที่ผมเห็นด้วย) มีความคิดเห็นใกล้เคียงกับผมมากๆแม้จะขัดแย้งกับตัวเอนทรี่ของผมก็ตาม ซึ่งทำให้ผมเห็นสิ่งที่สนับสนุนความคิดเห็นของผมเพิ่มเติม
แต่ก็หลายครั้งอีกเช่นกัน ที่มีคนเห็นด้วยกับสิ่งที่ผมพิมพ์นั้น ก็ทำให้ผมเห็นเหตุผลของอีกฝั่งเช่นเดียวกันครับ ซึ่งบางครั้งเหตุผลนั้นมันมีน้ำหนักมากกว่าสิ่งที่ผมสนับสนุนอยู่ และอาจจะทำให้ผมเปลี่ยนความคิดได้เช่นเดียวกันครับ
เอาล่ะครับ ค่อนข้างยาวมากแล้ว ผมขอจบการชี้แจงของเอนทรี่ที่แล้ว และจุดยืนกับมุมมองของในบล็อก(ที่พิมพ์ซะยาว) ไว้แค่นี้แล้วกันครับ และที่ผมพิมพ์มาข้างต้น ก็เป็นเหตุผลส่วนนึงที่ทำให้ผมใช้คำต่อท้ายประจำบล็อกว่า
"ที่ว่างสำหรับความคิดเห็นที่แตกต่าง"
ขอบคุณที่อ่านมาจนจบครับ และเอนทรี่นี้ผมขอรบกวนคนอ่านซักเล็กน้อย หากอ่านมาจนจบแล้วช่วยทิ้งคอมเมนท์ไว้ให้ผมด้วยครับ(โดยเฉพาะขาประจำที่เข้ามาอ่านบ่อยๆคอมเมนท์บ่อยๆ)
หากไม่มีอะไรจะพิมพ์มากมาย ทิ้ง emoticonไว้ก็ได้ครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ
หมายเหตุ
หลังจากที่ผมชี้แจงในเอนทรี่นี้แล้ว ผมคิดว่าน่าจะทำให้หลายคนเข้าใจจุดยืนของบล็อกผมมากขึ้นนะครับว่า
"สิ่งที่ผมคิดจริงๆ กับสิ่งที่ผมอัพ อาจจะไม่ตรงกันทุกครั้ง"
(แน่นอนว่าจะมีบางครั้งที่ผมอัพแบบความคิดเห็นตรงๆ แต่ในบางครั้งก็อาจจะเป็นมุมมองที่ผมสังเกตได้ แล้วแต่ว่าผมจะหยิบยกด้านไหนมาพูดนะครับ)
ปล.พึ่งสังเกตก่อนเอาเอนทรี่นี้ลงบล็อก ....เอนทรี่ที่แล้วขึ้น Hot ซะงั้น กำลังชี้แจงจุดบกพร่องกับจุดยืนเลย
ปล2.มีใครคิดว่าที่วิธีการเขียนบล็อกของผมดูแปลกๆมั้ยครับ(ที่อัพอะไรที่ไม่ตรงกับความคิดเห็นของตัวเองไปหลายๆครั้ง) ....แต่ผมคิดว่าผมคงจะยังเขียนแนวๆนี้เหมือนเดิมสำหรับบางหัวข้อนะครับ


มุมมองและความคิดบางทมันซับซ้อนเกินกว่าตัวหนังสือจะอธิบายี
เขียนไปเรื่อยๆ ก็จะเริ่มเรียบเรียงความคิดได้เป็นระบบขึ้น และดีวันดีคืนขึ้นไปอีกเรื่อยๆครับ ตอนนี้น้องสะกายคิดเดินมาในแนวทางที่น่าสนใจเลยทีเดียว
#1 By Eddy on 2008-04-19 02:41