....ก่อนอื่น วันนี้ไม่มีคำเตือนใดๆทั้งสิ้นครับ เพราะวันนี้ผมจะไม่ได้มาพูดถึงเรื่องที่เป็นมุมมองจากด้านใดด้านหนึ่งของผมแล้ว แต่เอนทรี่นี้จะเป็นความคิดเห็นของผมเลยตรงๆ

 

เพราะดูจากหลายๆคอมเมนท์ในเอนทรี่ที่แล้ว ต้องมีคนเข้าใจความคิดเห็นของผมผิดไปแน่ๆ ผมเลยขอถือโอกาสชี้แจงเลยแล้วกัน (ที่จริงผมคิดว่าผมจะชี้แจงหลังจากนี้อีกหลายเอนทรี่ เพราะมันยาว แต่ผมเคลียร์ก่อนอาจจะดีกว่า)


ดังนั้นผมอยากให้ทุกคนที่เข้ามาในบล็อกของผมเป็นประจำ(หรือเข้ามาบ้างเป็นบางครั้ง)ได้อ่านเอนทรี่นี้จนจบครับ

และ

เอนทรี่นี้ผมไม่ได้ต้องการจะตอบโต้หรือขัดแย้งกับใครทั้งสิ้น เพราะในเอนทรี่ที่แล้ว ผมไม่ได้ขัดเคืองกับคอมเมนท์ไหนๆทั้งสิ้นเลยนะครับ (เพราะคอมเมนท์ช่วยสะท้อนให้ผมเห็นจุดบกพร่องของผม และ ทำให้ผมเห็นประเด็นที่ผมสื่อออกไปชัดเจนมากขึ้น)

 

จากเอนทรี่ที่แล้ว...เชื่อว่าน่าจะมีหลายคนคงคิดว่าผมมีความคิด"สนับสนุน" ให้ยกเลิก"ระเบียบทรงผม" แหงๆ พอกลับไปอ่านอีกรอบและอ่านคอมเมนท์ แล้วก็รู้สึกว่าผมค่อนข้างเอนเอียงและไม่เป็นกลางจริงๆนั่นแหละครับ(ที่จริงผมก็ค่อนข้างเจตนาในช่วงท้ายๆของเอนทรี่)

 


แต่ก็มีคนถามความคิดเห็นส่วนตัวจริงๆของผมเหมือนกัน(คุณอาเย่ถามมา ขอบคุณมากๆครับ เพราะจริงๆผมก็ไม่ได้ใส่ไว้ เดี๋ยวมันจะยาวไป)

 

ถ้าถามว่าผมคิดยังไงกับเรื่องทรงผม??


ผมคงตอบเหมือนกับหลายๆคอมเมนท์นั่นแหละครับ ผมก็เป็นคนนึงที่ไม่เห็นด้วยถ้าจะย้อมผม5สีแล้วตัดทรงหนามทุเรียน5แฉกไปเรียนหนังสือ เพราะมันก็เป็นการไม่ให้เกียรติสถานที่ แล้วสถานศึกษาก็ไม่ใช่สถานที่ที่ควรจะมีอะไรแบบนั้นออกมาให้เห็น(ในความคิดของผมนะ)

 

และเรื่องนี้ก็ออกจะเป็นเรื่องไร้สาระอยู่บ้างหากนำมาเป็นประเด็นขัดแย้งกันระหว่างครูกับนักเรียน สำหรับการอ้างคำพูดที่ว่า "สิ่งที่อยู่บนหัว ไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่อยู่ในหัว" เพราะทั้งสองฝ่ายก็ยังยึดติดกับสิ่งที่อยู่บนศีรษะทั้งคู่


ในขณะเดียวกันผมก็คิดว่าถ้ามานั่งวัดความยาวของเส้นผมว่าเกิน4ซม.มั้ย มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก เพราะอาจารย์ในปัจจุบันหลายคนก็ไม่ได้สนใจที่เจตนา แต่ถือเอาตามระเบียบที่บางทีก็ตั้งเพิ่มขึ้นเอง เพื่อบีบให้คนที่พยายามจะแหวกออกนอกกรอบอยู่ในกรอบมากขึ้น(ซึ่งทำให้กรอบกติกายิ่งแคบลงไปอีก สำหรับคนที่ทำตัวถูกระเบียบอยู่แล้ว)


ถ้ามีเด็กนักเรียนตัดผมทรงนักเรียนไปโรงเรียน แต่โดนสั่งให้ไปตัดใหม่ เพราะผมยาวเกินไปนิดหน่อย(ซึ่งผมกับเพื่อนๆบางคนเคยโดนนะ ทั้งๆที่ผมก็บอกช่างตัดผมว่า"ทรงนักเรียน") หรือ บางคน...โดนลงโทษ เพราะตัดสั้นเกินไปกลายเป็นประชดหรือแฟชั่น(เป็นต้นว่า รองหวี หรือ สกินเฮด ที่หลายๆคนพูดถึง) ผมก็คิดว่าอาจารย์ก็ควรจะดูที่เจตนาเช่นกันครับ

 

นอกจากนี้ บางครั้งบางสิ่งบางอย่างก็ควรจะอยู่ใน"กรอบ"ของระเบียบของสังคม ถ้าทุกคนมีอิสระตามใจชอบทุกอย่าง สังคมนั้นก็"เละเทะ"ครับ <<~ อันนี้ก็เป็นความคิดเห็นตรงๆของผมนะ

 

.


หลังจากที่หลายคนอ่านด้านบนจบ คงจะคิดว่า...แล้วเอนทรี่ที่แล้วมาได้ยังไง ในเมื่อดูเหมือนผมจะไม่ได้เห็นด้วยกับเอนทรี่ที่แล้วมากกว่าอีก??


อย่างที่ผมบอกไปแล้วครับว่ามันเป็นเพียงแค่มุมมองหนึ่ง และผมไม่ได้เห็นด้วยกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมพิมพ์ลงไป

 

แล้วทำไมผมถึงพิมพ์แบบนั้น ทั้งๆที่ไม่ได้เห็นด้วย??


ผมแค่อยากจะสะท้อนมุมมองอีกด้านหนึ่งขึ้นมาว่าประโยคที่พูดกันอยู่บ่อยๆ บางทีมันก็ไม่มีเหตุผล

 

ระเบียบหรือกติกาบางอย่างก็ไม่มีการชี้แจงให้มันถูกต้อง และหลายครั้งบางสิ่งบางอย่างของเจตนาอันดีในระเบียบของสังคมก็ถูกบิดเบือนไป

 

และที่สำคัญ.........ผมอยากจะบอกไว้ในเอนทรี่นี้เลยว่า...............


ผมเป็นคนที่ไม่มีจุดยืนที่แน่นอนครับ ผมหมายถึงจุดยืนแบบดำกับขาวนะครับ(มีแค่2ฝ่าย หรือ มีจำนวนฝ่ายที่แน่นอน) ที่จริงผมเตรียมเอนทรี่ที่จะพูดถึงเรื่องนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว(ในแบบที่ไม่ได้มีแต่ตัวหนังสือ) แต่ไหนๆก็ไหนๆ ผมขอยกมาพูดบางส่วนก่อนแล้วกันครับ


หลายครั้งที่ผมเห็นคนชอบถามว่า.....

 

"เห็นด้วย" หรือ "ไม่เห็นด้วย"

"ดี" หรือ "ไม่ดี"

"อยู่ฝ่ายไหน" หรือ "เข้าข้างใคร"


คำถามเหล่านี้....เป็นคำถามที่หลายครั้งผมค่อนข้างจะลำบากใจในการตอบครับ เพราะผมไม่ค่อยชอบเลือกฝ่ายแบบตายตัว ผมคิดว่าทุกอย่างมันก็มีข้อดีข้อเสียในตัวมันเอง


อย่างการตัดผม"ทรงนักเรียน"ก็มีข้อดีตั้งเยอะครับ ผมเป็นคนนึงที่ไม่เคยอิดออดหรืออึดอัด กับระเบียบการตัดผมทรงนี้เลย และถ้าถามต่อไปว่าควรจะยกเลิกกฎระเบียบเกี่ยวกับทรงผมโดยสิ้นเชิงเลยมั้ย ผมก็เห็นว่าไม่ควรเหมือนกัน(แต่อาจจะให้หย่อนได้บางส่วน ไม่ตึงเหมือนในปัจจุบัน เช่น ทรงอื่นที่เหมาะสมก็อาจจะอนุญาตให้ตัดได้)


จากเอนทรี่ที่แล้วผมก็แค่ยกข้อเสียขึ้นมาขยายในมุมกว้างๆเท่านั้น เพราะ ครูหลายคนชอบตี"กรอบ"ไปบีบบังคับนักเรียน และทำให้เกิดอคติขึ้นจากเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันกับความประพฤติโดยรวมซักเท่าไหร่


ตัวอย่างที่ผมเขียนไว้ในเอนทรี่ที่แล้วคือ เด็กบางคนที่ตัดผมผิดระเบียบโดนอาจารย์อคติและตีตราว่าเป็นเด็กดื้อหรือเกเรครับ(ซึ่งแน่นอนว่าอยู่โรงเรียน ต่อให้ตัดผิดทรงยังไงคงไม่ถึงขั้นย้อมผม5สี หรือตัดทรงทุเรียน5แฉกแน่ๆ)


และ...สาเหตุที่ผมบอกว่าผมไม่มีจุดยืนที่แน่นอน เพราะ "เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน" ครับ ตอนนี้ผมอาจจะเห็นด้วยกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่วันพรุ่งนี้อาจจะไม่ใช่ก็ได้


......คงจะมีคนบอกว่าผมโลเล เอาแน่ไม่ได้


มันก็อาจจะใช่ครับ แต่...ผมก็ไม่ใช่คนที่เปลี่ยนจุดยืนง่ายๆโดยไม่มีสาเหตุเช่นกัน

 

สิ่งที่จะทำให้ผมเปลี่ยนจุดยืนได้คือ เหตุผล ข้อมูลสนับสนุน และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องครับ ให้สาธยายตอนนี้ก็คงตอบได้ไม่หมดเหมือนกัน ว่ามีอะไรบ้าง แต่คิดว่าบางคนก็อาจจะเป็นแบบผมนะครับในเรื่องนี้


ในการอัพบล็อกของผมแต่ละครั้ง จะมีความคิดเห็นต่างๆเข้ามาให้ผมอ่าน ซึ่ง ในเวลาที่ผมพิมพ์ กับ เวลาที่ผมได้มาอ่านความคิดเห็นของคนอื่น จุดยืนของผมก็อาจจะเปลี่ยนไปบ้างครับ


เพราะสิ่งที่ผมรู้ ข้อสังเกตที่ผมเห็น มันอาจจะเพิ่มขึ้นจากคอมเมนท์ที่หลายๆคนพิมพ์ไว้ เพราะคนอื่นก็มีมุมมองอื่นๆต่อเรื่องเดียวกันไม่เหมือนกันครับ ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ก็ทำให้เรามองเห็น"เรื่องที่หยิบยกมาพูด"ได้ชัดเจนมากขึ้นจากหลายๆมุมมองครับ

 

ผมคิดว่าส่วนมากผมไม่ได้ยืนอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจนครับ แต่ผมพยายามจะยืนอยู่ตรงกลางๆ อาจจะเอียงไปเข้าข้างใดข้างหนึ่งมากหน่อย ซึ่งข้อมูลที่เพิ่มมาในภายหลังนั้น ก็จะทำให้ผมเอียงไปทางอีกฝั่งมากขึ้น หรือ เอียงเข้าหาฝ่ายเดิมมากขึ้น หรือ อาจจะแค่ทำให้ผมรู้เพิ่มเติมขึ้น เท่านั้นเองครับ


ที่สำคัญอีกอย่างคือ ผมไม่ชอบฟันธงว่าจะอยู่ข้างไหน เพราะถ้าฟันธงลงไปนั่นเท่ากับว่าเรายอมรับว่าเราจะยืนข้างนั้น(อย่างน้อยก็ต้องนานพอสมควร...ตามที่จะกล่าวในย่อหน้าถัดไป) ซึ่งบางครั้ง มันจะทำให้เราพลาดในการมองมุมมองบางมุมมองที่เราเคยมองข้ามไป และมุมมองนั้นอาจจะเป็นข้อเสียของฝ่ายเรา หรือ ข้อดีของฝ่ายตรงข้ามก็เป็นได้

 

นอกจากนี้หลายครั้งที่คำพูดออกจากปากไป หรือ ความคิดเห็นที่พิมพ์ไปได้ออกสู่สายตาผู้อื่นแล้ว เราอาจจะต้องถูกตีตราว่า "ต้องอยู่ฝ่ายนั้นตลอดไป" โดยบุคคลภายนอกครับ 


หลายคนเมื่อได้เห็นได้ยินว่าใครอยู่ฝ่ายไหน ก็จะเชื่อว่าคนๆนั้นจะเห็นด้วยกับฝ่ายนั้นไปเลย โดยที่หลังจากนั้นความคิดของเจ้าตัวอาจจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่คนที่เคยฟัง เคยเห็น ไม่ได้รับรู้แล้วล่ะครับ ซึ่งมันก็เป็นเหมือนกับการผูกมัดตัวเองทางอ้อมเหมือนกัน ผมจึงไม่อยากจะฟันธงความคิดเห็นของผมเองให้คนอื่นได้ยิน ได้อ่าน ได้ฟังเท่าไหร่

 


*****ในความคิดเห็นของผม ผมคิดว่าเราควรจะสามารถเปลี่ยนความคิด และความเชื่อได้ตลอดเวลา ตราบใดที่ยังมีสิ่งใหม่ๆเข้ามาในชีวิตของเราเสมอครับ

ถ้าหากเราเชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ยึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแบบไม่ลืมหูลืมตา ก็อาจจะเรียกได้ว่า "งมงาย" ครับ  เพราะเหตุผลใหม่ๆ หรือ สถานการณ์ใหม่ๆ ที่เข้ามาก็อาจจะมีส่วนทำให้หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไป*****

 


ผมขอสมมติเหตุการณ์ขึ้นมาเหตุการณ์นึงละกันครับ (สามารถอ่านข้ามตัวอย่างนี้ได้สบายๆ)

 

นายA เป็นคนใจซื่อมือสะอาด ตลอดระยะเวลาการทำงานของเขา20ปี เขาไม่เคยโกงเงินบริษัทเลยแม้แต่บาทเดียว ต่อมา...เขาได้รับตำแหน่งผู้บริหาร ซึ่งสามารถจัดสรรงบประมาณของบริษัทได้ วันหนึ่งการเงินของเขาติดลบ เป็นหนี้มากมาย แล้วหลังจากนั้นไม่นานหนี้ถูกเคลียร์หมด โดยนายAเอง ไม่ทราบว่าได้เงินมาจากไหน ทั้งๆที่ไม่มีคนช่วยเหลือ และต่อมาก็มีพนักงานบริษัทแจ้งมาว่านายAโกง แต่ยังไม่ได้ดำเนินการพิสูจน์


ถามว่า -  เราจะยังสรุปได้มั้ยว่านายAเป็นคนใจซื่อมือสะอาด?

ในช่วงแรกมันก็ใช่ครับ อาจจะสรุปแบบนั้นได้ แต่ในตอนท้ายมันก็คงไม่ใช่แล้ว เพราะมีปัจจัยอื่นเพิ่มขึ้น สถานการณ์เปลี่ยนไป แม้ว่านายAอาจจะไม่ได้โกง แต่เราก็ควรจะระวังแล้วใช่มั้ยครับ

 

เอาล่ะ วกกลับมาประเด็นเดิม(บางคนอาจจะลืมไปแล้ว) สาเหตุที่ผมอัพบลอกแบบขัดแย้งกับความคิดเห็นของตัวเอง ก็คือ ผมจะได้เห็นมุมมองที่แตกต่างออกไป และ คนที่เข้ามาอ่านก็อาจจะได้เห็นมุมมองที่แตกต่างออกไปเช่นเดียวกัน


แม้ว่าคน2คนจะมีความคิดว่า เห็นด้วยต่อสิ่งๆเดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความว่า 2คนนั้นจะมองเห็นข้อเสียของสิ่งที่ตัวเองชอบเหมือนๆกันครับ


หลายครั้งที่ ผมเห็นคอมเมนท์ในเอนทรี่ที่ ผมพิมพ์สิ่งที่ไม่ตรงกับความคิดเห็นโดยสรุปของผม (สิ่งที่ผมพิมพ์ลงบลอกเป็นอีกมุมมองที่ผมมองในด้านเสียๆของสิ่งที่ผมเห็นด้วย) มีความคิดเห็นใกล้เคียงกับผมมากๆแม้จะขัดแย้งกับตัวเอนทรี่ของผมก็ตาม ซึ่งทำให้ผมเห็นสิ่งที่สนับสนุนความคิดเห็นของผมเพิ่มเติม


แต่ก็หลายครั้งอีกเช่นกัน ที่มีคนเห็นด้วยกับสิ่งที่ผมพิมพ์นั้น ก็ทำให้ผมเห็นเหตุผลของอีกฝั่งเช่นเดียวกันครับ ซึ่งบางครั้งเหตุผลนั้นมันมีน้ำหนักมากกว่าสิ่งที่ผมสนับสนุนอยู่ และอาจจะทำให้ผมเปลี่ยนความคิดได้เช่นเดียวกันครับ

 

เอาล่ะครับ ค่อนข้างยาวมากแล้ว ผมขอจบการชี้แจงของเอนทรี่ที่แล้ว และจุดยืนกับมุมมองของในบล็อก(ที่พิมพ์ซะยาว) ไว้แค่นี้แล้วกันครับ และที่ผมพิมพ์มาข้างต้น ก็เป็นเหตุผลส่วนนึงที่ทำให้ผมใช้คำต่อท้ายประจำบล็อกว่า


"ที่ว่างสำหรับความคิดเห็นที่แตกต่าง"

 

ขอบคุณที่อ่านมาจนจบครับ และเอนทรี่นี้ผมขอรบกวนคนอ่านซักเล็กน้อย หากอ่านมาจนจบแล้วช่วยทิ้งคอมเมนท์ไว้ให้ผมด้วยครับ(โดยเฉพาะขาประจำที่เข้ามาอ่านบ่อยๆคอมเมนท์บ่อยๆ)

หากไม่มีอะไรจะพิมพ์มากมาย ทิ้ง emoticonไว้ก็ได้ครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ

 

 

หมายเหตุ

หลังจากที่ผมชี้แจงในเอนทรี่นี้แล้ว ผมคิดว่าน่าจะทำให้หลายคนเข้าใจจุดยืนของบล็อกผมมากขึ้นนะครับว่า

"สิ่งที่ผมคิดจริงๆ กับสิ่งที่ผมอัพ อาจจะไม่ตรงกันทุกครั้ง"

(แน่นอนว่าจะมีบางครั้งที่ผมอัพแบบความคิดเห็นตรงๆ แต่ในบางครั้งก็อาจจะเป็นมุมมองที่ผมสังเกตได้ แล้วแต่ว่าผมจะหยิบยกด้านไหนมาพูดนะครับ)

 


ปล.พึ่งสังเกตก่อนเอาเอนทรี่นี้ลงบล็อก ....เอนทรี่ที่แล้วขึ้น Hot ซะงั้น กำลังชี้แจงจุดบกพร่องกับจุดยืนเลย

ปล2.มีใครคิดว่าที่วิธีการเขียนบล็อกของผมดูแปลกๆมั้ยครับ(ที่อัพอะไรที่ไม่ตรงกับความคิดเห็นของตัวเองไปหลายๆครั้ง) ....แต่ผมคิดว่าผมคงจะยังเขียนแนวๆนี้เหมือนเดิมสำหรับบางหัวข้อนะครับ

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ในบางครั้ง ความคิดของเรา อาจกว้างเท่ากับมหาสมุทร แต่พอพิมพ์ออกมา มันกลับมีขนาดเท่ากับสระว่ายน้ำสระนึง

มุมมองและความคิดบางทมันซับซ้อนเกินกว่าตัวหนังสือจะอธิบายี

เขียนไปเรื่อยๆ ก็จะเริ่มเรียบเรียงความคิดได้เป็นระบบขึ้น และดีวันดีคืนขึ้นไปอีกเรื่อยๆครับ ตอนนี้น้องสะกายคิดเดินมาในแนวทางที่น่าสนใจเลยทีเดียว

#1 By Eddy on 2008-04-19 02:41

ถูกต้องเลยครับ เวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยน

แต่บางสิ่งอาจจะไม่เปลี่ยน

อย่างน้อยก็เพื่อหลงเหลืออะไรในความเป็นตัวของตัวเองบ้างopen-mounthed smile

#2 By Under Constuctive Man on 2008-04-19 03:55

การพร้อมจะยอมรับฟังความคิดเห็นคนอื่นเป็นสิ่งที่ดีครับ
การเปลี่ยนความคิดตามยุคสมัย ก็เป็นสิ่งที่ดี
เหมือนวิทยาศาสตร๊ ครับ
แต่หากวิทยาศาสตร์ เปลี่ยนพันธุกรรมทุเรียน ให้ใกล้เคียงสะตอแล้ว
เราคงได้กินทุเรียน กลิ่นสะตอ
ยังไง ก็ขอให้คงรสชาติทุเรียนเหมือนเดิมไว้จะอร่อยกว่านะครับ

#3 By on 2008-04-19 04:22

Hot! อะให้ฮอตอีกอันเอาขึ้นไปตีกับเอนทรี่ก่อนครับ
big smile

ผมไม่ชอบเรื่องไม่ขาวก็ดำเหมือนกันครับ โลกไม่จำเป็นต้องแบ่งเป็นสองฝ่ายเสมอไป อีกทั้งความคิดก็เปลี่ยนไปตามปัจจัยสนับสนุนต่างๆที่เราได้รับมาทีหลังด้วย

มันก็เป็นไปได้นะครับที่อาจจะเขียนในสิ่งที่ตนไม่เชื่อ ผมว่าน่าจะมีอยู่บ้างแหละน่าที่คนในmanager online ไม่ได้เกลียดทักษิณแต่ต้องทำเพราะอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบนั้นbig smile
บางเรื่องอยู่ที่ผู้คุมอำนาจด้วยล่ะ
ถ้าผู้คุมอำนาจเป็นคนที่เรานับถือเชื่อใจอาการแข็งขืนก็ไม่ใช่เป็นการแข็งกร้าวหรือท้าทาย

#5 By wesong on 2008-04-19 08:13

เราจะยอมรับความเห็นของคนอื่นได้เมื่อมีความรู้ในเรื่องนั้นเสียก่อนครับ - -

ถ้าไม่รู้อะไรเลยก็คงเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ความคิด มุมมองโลกก็จะยังคงแคบเเหมือนกบในกะลา

วกกลับมาที่เรื่องความคิด

ผมเองเป็นคนที่ขัดแย้งไม่ค่อยเก่ง คือมองทุกอย่างกว้างไปหมด แล้วคิดว่า มันต้องมีถูกบ้าง ถ้าต้องค้นข้อมูลมายืนยันน่ะ ใช่เลย - -

แต่ความคิดที่เปิดกว้าง ไม่มีข้อมูลเป็นหลักจะสนุกกว่า เพราะคุณสามารถแตกกิ่งก้านออกไปได้เรื่อยๆเหมือน Mind Mapping

...ซึ่งมองในอีกแง่ มันคือการฟุ้งซ่าน จัดระเบียบความคิดไม่เป็นนั่นเอง

แต่ผมก็เลือกมองในแง่สร้างสรรค์ มองประโยชน์ของมันแทนอยู่ดี - -
โลกของเรามันสีเทาคับ
แต่คนเราชอบจะมองมันเป็น สีขาว กับ สีดำ ซะเรื่อยsad smile

#7 By seaugpor on 2008-04-19 10:33

*****ในความคิดเห็นของผม ผมคิดว่าเราควรจะสามารถเปลี่ยนความคิด และความเชื่อได้ตลอดเวลา ตราบใดที่ยังมีสิ่งใหม่ๆเข้ามาในชีวิตของเราเสมอครับ

ถ้าหากเราเชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ยึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแบบไม่ลืมหูลืมตา ก็อาจจะเรียกได้ว่า "งมงาย" ครับ เพราะเหตุผลใหม่ๆ หรือ สถานการณ์ใหม่ๆ ที่เข้ามาก็อาจจะมีส่วนทำให้หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไป*****


ชอบตรงนี้ครับ ต้องขอเอาไปใช้บ้าง เหมือนกับคนกลุ่มหนึ่งไปดูทีวีช่องหนึ่ง ทีวีช่องนั้นประกาศ ด่า ไล่ คนๆ หนึ่ง ป่าวๆ พอคนกลุ่งหนึ่งไปดู ก็เลยเชื่อตามทีวีช่องหนึ่งหมด โดยไม่รู้ว่า คนๆหนึ่งที่เค้าด่า ไล่ๆ อยู๋นั้น ผิดจริงรึปล่าว แล้วก็ถูกปลูกฝังว่าเค้ามีแต่เสียๆๆๆๆๆๆ ไม่มีดี

พวกนี้มันเ-ย จริงๆ cry

พวกคนที่ติดกับด้านใดด้านนึง เป็นพวกที่จะแสดงว่าเค้ามีจุดยืนที่ชัดเจนครับ แต่มันก็เป็นอย่างว่า เราสามารถเปลี่ยนได้ตลอดเหมือกัน โดยมีปัจจัยต่างๆมาหนุน

ผมขอเปิดกว้างในการรับความคิดเห็นดีกว่าเลือกที่จะมีจุดยืนที่แท้จริงละกัน

เพราะถ้าผมเลือกแล้วผมไม่เปลี่ยน....โดยเด็ดขาด..แบบว่าเชื่อมั่นมาก เดี๋ยวซวย 55+ sad smile

#8 By หมีขั้วโลก™ on 2008-04-19 11:01

ผมว่าคุณเขียนมีมุมมองที่ดีนะครับ ไม่ตายตัวเกินไป ผมชอบการเขียนแบบมองโลกกว้างๆนะ บางทีคนเราลืมจุดยืนของตัวเอง เพราะยึดติดกับการทำอะไรที่มันตายตัวมากเกินไป

ผมว่าคุณสกายมีจุดยืนของตัวเอง ทำในสิ่งที่อยากทำ และ มองโลกกว้าง ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีมากเลยครับ

"สิ่งที่ผมคิดจริงๆ กับสิ่งที่ผมอัพ อาจจะไม่ตรงกันทุกครั้ง" อันนี้ผมว่าหลายคนก็เป็นนะ อย่างผมบางครั้งจะเขียนเรื่องนึง ดันโยงไปอีกเรื่อง ต้องมานั่งเปลี่ยนหัวเรื่องอีก

sad smile

#9 By คนธรรมดา on 2008-04-19 11:37

มันก็แล้วแต่ว่าใครจะมองมุมไหน
และมันก็ไม่ผิดถ้าเราจะโอนเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง

เคยเรียนวิชานึง อจ. บอกว่าการตอบคำถามข้อสอบ
ในรูปแบบที่เราต้องแสดงความคิดเห็น...
ให้เราเลือกตอบเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยไปซะด้านนึง
แล้วหาเหตุผลมาเพิ่มน้ำหนักให้ได้
ไม่ควรตอบแบบเป็นกลาง (พูดถึงข้อสอบ)

-- อย่างนี้จะได้คะแนเยอะ ---

ใช่ว่า ตอนแรกบอกว่าเห็นด้วย แต่ตอนหลังกลับสรุปว่าไม่เห็นด้วย
มันเหมือนกับเราลืมจุดยืน

"เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน" ชอบจัง

รับทราบ เข้าใจจุดยืนและมุมมองแล้วครับ
big smile
ความเห็นต่าง ผมชินซะแล้วล่ะครับ ไม่เคยซีเรียสอะไรเท่าไหร่ เรื่องเวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยนก็ง่ายๆ

สมัยก่อนตำรวจใครเป็นำพวก xxxx ก็ได้ใหญ่โต
สมัยนี้ใครเลียพวกนาย T ก็ได้เป็นใหญ่เป็นโต

ประเด็นพวกนี้บางอย่างก็มีให้ถกทุกปีแหละครับ

แต่!!

Comment ที่น่ารำคาญที่สุดคือ พ่อพระ ครับ ทำเหมือนตัวเองดีเลิศประเสริฐเสียทุกอย่าง โลกนี้ช่างงดงาม พยายมเกลี่ยพวกความเห็นสองขั้วให้เลิกถกกัน พวกนี้แหละครับที่น่าตำหนิที่สุด
surprised smile
ยาวมากแต่ก็อ่านจนจบครับ

อ่านแล้วดูเป็น"เรื่องของผม"จริงๆ มนุษย์เราการพบเจอก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และการเปลี่ยนแปลงก็เป็นผลลัพธ์จากการพบเจอนะครับ ปกติ คนที่เหมือนเดิมตลอดเสมอต้นเสมอปลายอาจจะเป็นคนที่พบเจอเหตุการณ์น้อยก็เป็นไปได้ ไม่ใช่ว่าเค้ามีจุดยืน

#13 By mnop on 2008-04-19 15:18

คือ... ผมรู้สึกเศร้าน่ะพี่ ที่เห็นเอนทรี่ต้องเกิดขึ้นมา
เพราะมันแปลว่า ท้ายที่สุดแล้วเราก็ต้องมานั่ง "แก้ผ้า" ให้คนอื่นซ้ำอีกที หลังจากที่เราพูดไปแล้ว

คิดอะไร ยังไง น่าจะอ่านแล้วตีความกันเอาเองได้น่ะ
ถ้าได้อย่างนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งชี้แจงกัน มันน่าเบื่อและน่าเศร้าจริงๆ

บางทีการ "เปรียบเทียบมุมมอง" ก็ไม่ได้แปลว่าเราต้อง "เป็นกลาง" ชนิดที่เอียงไม่ได้เสมอไปน่ะ
เพราะมันก็คือการเปรียบเทียบจากมุม "ของเรา" ไงพี่

ถ้าคนอื่นอยากเปรียบเทียบจากมุมของเขา ก็ให้เขาเปรียบเทียบมา ก็ว่ากันไป

(นึกถึงกระทู้พันทิปเลย มีคนนึงตั้งเกี่ยวกับ "ศาสนาคริสต์ใน เดอะ เมตริกซ์" แล้วก็มีพวกงี่เง่าๆ ไปหาว่าเขาโฆษณาศาสนา แล้วให้ใส่แง่มุมศาสนาพุทธศาสนาฮินดูเข้าไปด้วย)

#14 By nanoguy on 2008-04-19 19:13

จริงๆเรื่องความคิดของคนเนี่ย ไม่ค่อยอยากจะเอามาโต้เสียเท่าไหร่เพราะแต่ละคนถูกเลี้ยงดูมาต่างกัน และในปัจจุบันนี้เมื่อคนเหล่านั้นได้เผชิญโลกภายนอกมากขึ้น ความคิดที่เคยคิดไว้ก็อาจเปลี่ยนไป

ก็อย่างที่พี่ว่าละคับ

"เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน"

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เราคิด เรามอง ว่าเป็นอย่างนี้
ในวันนี้ เราคิด เรามอง เหมือนเดิมงั้นหรอ?

เรายอมรับว่าเราเปลี่ยนและอีกหลายๆคนก็เช่นกัน เราเชื่ออย่างนั้น =w=b

#15 By Silver_Moony on 2008-04-19 20:55

ส่วนตัวแล้วสนใจตรงที่ว่าอ่านบล็อกคุณสกายคิดส์

แล้วได้ "ขบคิด" มากกว่าค่ะ

สิ่งที่แต่ละคนพูดออกมานั่นคือ "ความคิดเห็น" ซึ่งเจี๋ยไม่ได้มองลึกลงไปถึง "จุดยืน" มันฟังดูเป็นการด่วนตัดสินใจเกินไปหน่อย เลยไม่ได้ใส่ใจตรงนั้น เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เจี๋ยติดตามบล็อกนี้คือ "ความคิดเห็น" ของหลากหลายคน รวมถึงคุณสกายคิดส์เองด้วย

และการที่มีสองความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันในแต่ละเอนทรี่ของคุณ มันทำให้เจี๋ยได้เห็นอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งเจี๋ยไม่ได้ใส่ใจเลยว่าคุณจะสนับสนุนฝ่ายไหน

เพราะการสนับสนุนใครนั้นขึ้นอยู่กับตัวบุคคลไม่ใช่สังคม

ฉะนั้นแล้ว เข้ามาสูบความเห็นโดยตรงเลยค่ะ

ปล.เอนทรี่นี้ยาวนะเนี่ย แต่ก็อ่านจนจบdouble wink

ที่จริงบางคนอาจจะคิดว่าไม่ค่อยชัดเจนในจุดยืน แต่ว่าเห็นเยอะเหมือนกันครับ สำหรับคนที่ไม่ได้เอนเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง แต่จุดประเด็นขึ้นมาหลายๆด้าน ให้เป็นข้อถกเถียงแสดงความคิดเห็นกัน อย่างเช่นพวกสื่อมวลชน(ที่ดี) ไม่ได้ชี้นำให้ใครเห็นด้วยกับความคิดของตนเอง เพราะคนที่เค้าเชื่อแตกต่างกันไปก็ขึ้นอยู่กับข้อมูล เหตุผล และประสบการณ์ของแต่ละคน.. พูดยากครับ..sad smile

#17 By :: KinG MoJi :: on 2008-04-20 13:41


อ่านแล้วอยากจะชวนคุณมานั่งกินกาแฟคุยเรื่องหนักสมองแบบไร้สาระแก้เครียดกัน

หลังจากนั้นจะชวนไปจัดตั้งองค์กรและกองทัพ เพื่อครองโลก

พูดถึงเรื่องความเป็นกลาง มันก็มีประเด็นของมันเองเหมือนกัน

หลังจากพ้นช่วงอายุวัยรุ่นเลือดร้อนไปแล้ว ผมก็ได้ค้นพบและเข้าสู่สภาวะเป็นกลางทางความคิดคล้ายๆ อย่างที่คุณเป็นอยู่ช่วงหนึ่ง

แต่สักพักหนึ่ง (ซึ่งนานทีเดียว) ผมกลับพบว่า ผมรำคาญตัวเองที่เป็นคนสายกลางเป็นอย่างมาก

เพราะการ(พยายาม)เข้าใจถึงเหตุผลและพื้นฐานความคิดของทั้งสอง(สาม สี่...)ฝ่ายนั้น มักลงท้ายด้วยความคิดทำนองว่า อืม... มันก็เป็นธรรมชาติของความขัดแย้งนี้น่ะนะ ทุกฝ่ายก็ต้อง struggle กันไป เปล่าประโยชน์ที่จะทำอะไร เรียกว่ามองแบบ Osho เลย คือ มองอะไรก็เห็นและยึดธรรมชาติของมันหมด

ทำให้พาลไม่อยากแก้ไขหรือยุ่งเกี่ยว เพราะเข้าใจว่าแต่ละฝ่ายก็มีความต้องการที่สวนทางกัน และพื้นที่ประณีประนอมนั้นบางทีก็แคบนิดเดียวหรือไม่มีเลย

ยกตัวอย่างเช่น เหตุการณ์สามจังหวัดใต้ สมมติว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้น ไม่มีเหตุการณ์ฆ่าครู หมอ พระ เด็ก (ซึ่งล้ำเส้นอย่างเห็นได้ชัด) ถ้ายึดตามหลักทางสายกลางแล้ว ตัวผมเองก็คงไม่มีความเห็น (แม้ว่าบ้านแม่จะอยู่ในปัตตานี)

เพราะแต่ละฝ่ายก็มีเหตุผลในการสู้รบ รัฐไทยก็ต้องการรักษาขอบเขต ฝ่ายแบ่งแยกดินแดนก็ต้องการทวงความเป็นธรรมและอัตลักษณ์ทางเชื้อชาติตน

ก็ต้องรอดูผลไป ว่าใครจะชนะ

หรือยกตัวอย่างกลับเข้าเรื่องทรงเกรียน อาจารย์รุ่นเก่า ก็จะต้องการกร้อนหัวเด็กต่อไป เพราะเขาเคยถูกปลูกฝังมาเช่นนั้นว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ และอาจเจือความบ้าอำนาจส่วนตัว ส่วนเด็กรุ่นใหม่ ก็จะพยายามฝ่าฝืนกันต่อไป ด้วยความที่เป็นวัยรุ่นอยากต่อต้าน และถูกกระแสวัฒนธรรมใหม่ชักนำ ต่อให้ยอมเป็นรองทรง ก็จะยังซอยหัวเกาหลีมาแน่นอน

สุดท้ายแล้ว ถามว่า ผมมีความเห็นยังไง ถ้าเป็นแต่ก่อนก็จะตอบว่า ไม่มีความเห็น (จริงๆ)

ถามต่อว่า แล้วจะแก้ปัญหานี้ยังไง ผมก็จะตอบว่า ผมไม่เห็นว่ามันเป็นปัญหา หรือ เป็นปัญหาที่ทำอะไรไม่ได้

... แล้วผู้สนทนาทั้งหมด รวมถึงผมด้วย ก็จะมองหน้ากันงงๆ แล้วคิดในใจว่า แล้วจะคุยกันหาหอกอะไรหว่า

ในหัวน่ะได้ความรู้ตกผลึกเพิ่ม แต่ผลลัพธ์สู่ภายนอกที่ได้ไม่ต่างอะไรจากคนที่ไม่คิดอะไรเลย

ถ้าหากขงเบ้งไม่เลือกข้าง ปฏิเสธทั้งสามก๊ก ก็คงตายไปแบบฤาษีในบ้านป่า ไม่ได้ทำกิจทั้งหลาย(ไม่ว่าดีหรือร้าย)อันทิ้งชื่อตนไว้จนถึงบัดนี้

...

ตอนนี้ ผมเลยพยายามไม่วางตัวให้เป็นกลางมาก จะชั่งน้ำหนักเพื่อเลือกข้าง โดยเลือกเกณฑ์บางอย่างมาประเมิน "สภาพธรรมชาติของแต่ละฝ่าย" แล้วตัดสินใจอยู่ฝ่ายนั้น

แต่ถึงแม้ตัวจะเลือกข้าง แต่ความคิดจริงๆนั้น จะยังอยู่บน grayscale อยู่ และพร้อมที่จะรับฟังและเปลี่ยนจุดยืนได้เสมอ ตามข้อมูล และรูปการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ดังที่คุณว่าครับ

.........
ยาวโคตรกระโดดพิมพ์

#18 By PastelSalad on 2008-04-20 14:59

ใครเอาเนยแข็งของฉันไป!!

เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน ชอบประโยคนี้จังค่ะ

.........sad smile

#19 By ชาเขียวaddict on 2008-04-20 22:57

ตามอ่านแล้ว ครบทั้ง 2 เอนทรี่ค่ะ ประโยคที่ว่า
"....คำถามเหล่านี้....เป็นคำถามที่หลายครั้งผมค่อนข้างจะลำบากใจในการตอบครับ เพราะผมไม่ค่อยชอบเลือกฝ่ายแบบตายตัว ผมคิดว่าทุกอย่างมันก็มีข้อดีข้อเสียในตัวมันเอง "

ถูกค่ะ ที่ทุกอย่างมีข้อดีข้อเสียในตัวเอง โดยส่วนตัวก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่เลือก(ทันที) เหมือนกันค่ะ

แต่อย่างไรก็ตาม
เข้าใจว่าเมื่อเป็นสถานการณ์จริงแล้วย่อมต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ดี เช่น

(สมมุติ)
จะ "ทำ"หรือ "ไม่ทำ" ถ้าทำอาจมีคนด่า ถ้าไม่ทำอาจดูโง่ เป็นต้น

แล้วเราจะเลือกทำบ้างไม่ทำบ้าง เลือกข้อกลางๆหรือไม่เลือกเลยได้อย่างไร (เอาเข้าจริง การไม่เลือกเลยเกิด Action อะไร? ไม่เลือกเลยคืออยู่เฉยๆ=ไม่ทำ นั่นเอง แสดงว่าการไม่เลือกก็คือ การเลือกแล้วว่าจะไม่ทำ)

ทีนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องเลือกข้างที่ข้อเสียน้อยกว่ากระมัง

ในกรณีการเขียนเอนทรี่ก็คงจะอ่านความเห็นทุกความเห็นแล้วถ้าโดยส่วนใหญ่คิดต่างจากเรา หรือมีมุมมองใดน่าสนใจก็จะนำมาพิจารณาอีกครั้ง หากพิจารณาแล้วยังคิดว่าน้ำหนักความเชื่อเดิมของเรามีมากกว่าก็จะยึดความเห็นหรือมุมมองเดิมต่อไป แต่ถ้าพิจารณาตามคอมเม้นต์แล้วพบว่า เมื่อมองอีกด้านก็เข้าใจได้ หรือเมื่อดูจากเหตุและผลแล้วต้องยอมรับก็จะยอมรับและเปลี่ยนแปลงค่ะ

ปล.ทีนี้นอกเรื่องซักนิด การที่คุณ Skykid คิดมากกับComment(จนต้องชี้แจงแยกแยะในเอนทรี่นี้)ด้านนึงก็ดี แต่อีกด้านก็จะทำให้เครียดขึ้นเหมือนกันนะคะ

ซึ่งแน่นอนในวันหนึ่งคุณคงต้องเลือกที่จะ--"คิด" หรือ "ไม่คิด"

อึ่ม..เป็นห่วงน่ะค่ะdouble wink

เอ.....แล้วคอมเม้นต์นี้จะทำให้คิดมากอีกไม๊เนี่ยsad smileSorry ka พิมพ์ยาวกะเหลนเป๋นเลย งงไม๊คะ?sad smile

#20 By Art VS. Ying on 2008-04-21 02:59

เอิ่ม...ทำไมแต่ละเม้นต์ถึงได้ยาวเพียงนี้sad smile

ขอเบิ้ลซะหน่อย อยากพูดมากๆconfused smile
อยากจะบอกว่า No comment แต่ถ้าไม่เขียนอะไรก็คงน่าเกลียดสินะ - -

1. ขอบใจที่มาเขียนอธิบายจุดยืนของตนเอง เพราะมันทำให้ทุกคนเข้าใจสิ่งที่โด้พยายามจะสื่อได้ดีขึ้น (จะได้ไม่มาหาว่าเจ้าบล้อกยังงั้นยังงี้) แต่ถ้าเอาจุดยืนผมเป็นตัวตั้ง ผมจะบอกว่า ไม่จำเป็นต้องทำอย่างนี้ คนเราเมื่อพูดสิ่งที่ตัวเองเป็น หรือสิ่งที่มันเป็นจริง ไม่ว่าจะจริงตามสภาพการณ์ หรือจริงตามความคิดเห็นของเรา เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปอธิบายอะไรต่อมากมาย ส่วนใครจะเข้าใจตรงกันหรือไม่มันก็ไม่สำคัญนัก เพราะยังไงสิ่งที่เราพูดอกไปมันก็คือ"ความจริง" หาใช่สิ่งที่ Fake ออกมา (อันนี้ผมคิดของผมเอง)
----------------
2. ในบล้อกเนี่ยเวลา comment มันลำบากนะ เพราะพื้นที่มันไม่เหมาะสมกับการออกความคิดเห็นยาวๆสักเท่าไร (ถ้าให้พื้นที่มาสัก 3 หน้า A4 คงจะดี :P) ดังนั้น บางครั้งผมก็พูดอะไรรวบรัดไปหน่อย จากประเด็นที่แล้วเนี่ย มีสิ่งที่ผมไม่ได้พูดคือ บางทีฝ่ายอาจารย์เองก็ใช้ "กฎ" เป็นเครื่องมือสนองตัณหาตัวเองเหมือนกัน ไม่ว่านักเรียนจะดียังไง ถ้าอาจารย์อยากขลิบก็จะขลิบ ผมก็เข้าใจ เพียงแต่การใช้คำว่า "คิดนอกกรอบ" ในกรณีนั้นเนี่ย มันจะไม่ค่อยถูกความหมายเท่าไร กึ่งๆพาลให้ผมเข้าใจผิดด้วยซ้ำว่าเจ้าของบล้อกอยากทำตัวเป็นเด็กดีคิดนอกกรอบ แต่เสือกติดอยู่แค่เรื่องทรงผมนักเรียนเหมือนเด็กเปรตทั้งหลายที่พยายามเรียกร้องเย้วๆแล้วก็คิดได้แค่เนี้ย? ประมาณนั้นแหละ sad smile เอ็นทรี่ที่แล้วถ้าไม่ตามมาด้วยเอ็นทรี่นี้ ก็เกือบทำให้ผมเลิกคบโด้ไปเลย พูดจริงๆนะเนี่ย
(รู้สึกมันจะไม่เกี่ยวกับการคิดเท่าไร แต่ก็ขอพูดไว้ เพราะช่วงนี้ไม่มีโอกาสได้เจอกันใน msn เนอะ)
---------------------
3.เคยคุยกันไปใน msn แล้ว แต่จะบอกอีกครั้งว่า
ผมชอบ การที่มีพื้นที่แบบนี้ ที่ๆมีประเด็นที่ทุกคนแชร์กันได้อย่างอิสระและสุภาพ(ไอ้สุภาพนี่แหละสำคัญ) เราจะพบเห็นคนที่เป็นกลางแบบสุดๆ เช่นเจ้าของบล้อก และคนที่เอนไปทางใดทางหนึ่งสุดๆ(เช่นผม) ในที่นี่ แต่ก็เพราะสิ่งเหล่านี้แหละ ที่ทำให้เราได้ comment จากผู้ที่มาตอบหลายๆท่าน ซึ่งบางครั้ง ความคิดที่สุดโต่งหรือตรงกันข้ามกับเราสุดขีด ก็กลับมีเหตุผลและชวนจุดประกายให้เราฉุกคิดขึ้นมาได้ บางครั้งความเป็นกลาง ก็ทำให้เราพยักหน้ารับฟังอย่างใจเย็นและยอมรับได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น ผมคิดว่า ณ พื้นที่กลางแห่งนี้ ไม่มีอะไรขาวหรือดำ 100% แต่ถ้าในพื้นที่หัวของแต่ละคนมันก็อีกเรื่อง อย่างไรก็ดี เมื่ออุปมาเหมือนที่แห่งนี้เป็นกระดาษแผ่นหนึ่ง คนที่มาอ่านและคอมเม้นท์ ก็จะมีทั้งลงสีขาวล้วนไว้บ้าง สีดำล้วนไว้บ้าง ลงสีใสๆ(เป็นกลาง) ไว้บ้าง หรือลงทั้งขาวและดำ หรือเทาๆก็มี ท้ายที่สุดคนที่เดินมาดู ก็จะเลือกรับเองว่า ตนเองเลือกที่จะชอบสีใด big smile

มันเป็นสิ่งดี และมันเป็นสไตล์ของ SkyKid แต่ไม่ใช่สไตล์ของผม (โลกของผมมีสามสี ขาว เทา กลางๆไม่มี - -) และถามใจจริงๆผมไม่ชอบคนที่เป็นกลาง เพราะตอบคำถามอะไรได้ไม่เป๊ะเท่าไร (เหตุผลจริงๆแรงกว่านี้ แต่เราจะไม่ตีกันที่นี่นะ) แต่ก็รู้ว่าคนที่เป็นกลางให้อะไรดีๆกับชาวบ้านเยอะ และเพราะเขาเป็นของเขาอย่างนั้น ผมจึงไม่มีสิทธิจะไปแอนตี้โดยใช้บรรทัดฐานของผมเป็นตัวตั้ง อันนี้บอกให้ฟังนะครับ ท่านโด้คุง
(ข้อ 3. นี่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาในบล้อกอีกแล้ว ถือเสียว่าคุยแทนการคุยใน msn แล้วกัน)
----------------
4. เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน is absolutely true - -b
เปลี่ยนไปตามวัยวุฒิ คุณวุฒิ ประสบการณ์ที่ผ่าน
However โลกเรามีสัจธรรมที่เป็นจริงของมัน
เช่นเดียวกับเรา ไม่ว่าเราจะเปลี่ยนไปเพียงใด อะไรบางอย่างในตัวเราจะยังคงอยู่ ไม่ว่าจะมองโด้ที่อายุ 20 ปี หรือโด้ที่อายุ 50 ปี โด้ก็ยังจะคงเป็นโด้ สิ่งที่เปลี่ยนไปแค่มุมมองเท่านั้น (คือไม่ทราบว่าที่โด้บอกว่าเวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยนนี่ หมายถึงมุมมองเท่านั้นหรือหมายถึงคนทั้งคนเลย)
ดังนั้นไม่ว่าเราจะเปลี่ยนไปเพียงใด ท้ายที่สุดเราจะพบสัจธรรมที่เป็นจริงที่สุด ณ จุดหนึ่ง ผมถึงไม่เชื่อในความเป็นกลางไงครับ ถ้าทุกอย่างในโลกไม่มีถูกไม่มีผิด คำสอนของพระพุทธองค์ก็คงเป็นได้แค่สิ่งที่เป็นกลางสินะ...

#22 By Evan Yzac -- The Crow on 2008-04-21 09:17

ผมชอบอย่างนึง ที่คุณskykid ทำ
คือเป็นคนช่างสังเกตุ และเป็นคนช่างถาม และมองในมุมที่แตกต่าง

ผมว่าบนโลกในนี้
ต้องการคนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่าง
ผมมองว่ามันเป็นสิ่งเดียวที่สามารถ
ทำให้โลกขับเคลื่องไปข้างหน้าไม่สิ้นสุด

ยกตัวอย่าง ผลิตภัณฑ์ ของ apple
ความแตกต่างความขัดแย้ง
มักจะทำให้เกิดสิ่งใหม่อยู่เสมอ
confused smile
ยังไงความคิดมันก็เปลี่ยนไปได้แหละครับ

และถ้าจากที่เอกลับไปอ่านเอนทรี นั้น

เอก็เห้นด้วยนะครับ

ยังไงความรู้ที่อยู่ในหัวมันก็สำคัญหว่าอยู่แล้ว
แต่เอว่า กฏยังไงก้ต้องเป็นกฏล่ะครับ

กฏพวกนี้มันมีมานานแล้ว
เราก็เลยต้องทำใจยอมรับมัน

แต่ก็อย่างว่า ที่ปัจจุบัน อาจารย์ต้องเข้มงวดหนักขึ้น
ก็เพราะตัว เด็กเนี่ยแหละครับ

ยิ่งโต ยิ่งมีความรู้จากสื่อที่ผิด ๆ
ก็ยิ่ง ทำตัวผิด ๆกันมากกว่าเดิม

เอว่าจะโทษที่ตัวกฏระเบียบกับอาจารย์มันก็ไม่ถูกสักทีเดียว
หรอกครับ ยกเว้นแต่ว่าอาจารย์จะใช้คำพูดหรือใช้วิธีการที่มันไม่เหมาะสม

ต้องโทษที่ทุกๆ คนมากกว่าที่เราเริ่มดำเนินการปลูกฝัง
ค่านิยม และจิตสำนึก ของเด็ก มายังไง

sad smile

ยังไงผมก็ยังเชื่อในการเคารพความคิดของบุคคลครับ

ไม่เป็นไรครับ เพราะคนเราไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกันนี่เนอะ

#25 By KennyHass on 2008-04-21 17:12

ผมเองชอบทรงนักเรียนนะครับ เพราะเวลาเด็กๆตัดก็ดูเรียบร้อยและน่ารักดี

#26 By 888 (58.64.40.119) on 2008-05-13 20:54