ทำบัญชีรายจ่ายส่วนตัว+แจกไฟล์สำเร็จรูป
posted on 04 Sep 2008 23:40 by mahado in MyLife, Othersหมายเหตุ...เอนทรี่นี้เขียนตั้งแต่วันที่ 2กันยา ครับ แต่บังเอิญเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นทางหน้าจอโทรทัศน์ ทำให้อารมณ์ที่ผมจะเขียนต่อจนจบมันสะดุดลง ถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่าภาษาที่ใช้ในเอนทรี่นี้ดูไม่เข้าเป็นเนื้อเดียวกันก็อาจจะมาจากการที่ผมเขียนคนละวันนะครับ (แต่ผมลองปรับไป1รอบแล้วล่ะครับ ^^')
เอนทรี่นี้เป็นการลัดคิว Reviewหนังเรื่อง "โลงต่อตาย" ครับ แต่ผมเห็นว่าเอนทรี่นี้ผมควรจะเขียนก่อน เพราะตรงจังหวะกับที่ พี่บองเต่า อัพเอนทรี่ มาทำบัญชีกันเถอะ! พอดีครับ เลยถือโอกาสเขียนซะเลย เพราะเห็นในคอมเมนท์เอนทรี่นั้น มีคนสนใจจะทำหลายคน ไฟล์ที่ผมทำไว้เลยน่าจะมีประโยชน์ครับ
อีกส่วนนึงที่ทำให้รีบมาอัพเพราะเอนทรี่นี้โดนผมผัดวันประกันพรุ่งมาหลายทีแล้วครับ ด้วยเหตุผลที่ว่าผมดองมาหลายครั้ง ทำให้ตัดสินใจรีวิวหนังก่อนจะเขียนเรื่องนี้ ไม่งั้นหนังมันจะออกจากโรงก่อนได้รีวิว(แต่"โลงต่อตาย" ถึงผมไม่เขียนก็คงไม่รู้สึกผิดเท่าไหร่ครับ - -')
ที่เป็นประเด็นหลักๆของเอนทรี่นี้ผมจะพูดถึงสิ่งต่างๆที่ผมได้จากการทำบัญชี ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่ได้คิดไว้ก่อนจะเริ่มทำบัญชีรายจ่ายครับ (แน่นอนว่าการรับรู้รายจ่ายตลอดเดือนมันเป็นสิ่งที่ผมคิดไว้แล้ว ผมจึงจะไม่เน้นนะครับ)
ผมก็หวังว่าเอนทรี่นี้จะทำให้หลายๆคน อยากทำบัญชีรายจ่ายมากขึ้นครับ
ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยเห็นประโยชน์ของการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายเลยครับ เพราะผมจะใช้วิธีเอาเงินเดือนหารด้วย30 แล้วก็คิดว่าแต่ละวันจะใช้เงินไม่เกินเท่านั้น จนกระทั่งเทอมสุดท้ายของการเรียนในปริญญาตรี วิชา Personal Finance(การเงินส่วนบุคคล) ที่คณะบัญชี อาจารย์ที่สอนได้พูดถึงข้อดีต่างๆของการทำบัญชี แต่ในช่วงแรกผมก็ยังไม่คิดจะทำครับ
ประโยคเด็ดของอาจารย์ก็คือ
"บัญชีของเรา เราเขียนผิดก็ไม่มีใครว่าอะไรสักหน่อย
แต่มันจะทำให้เราสามารถตรวจสอบหลายๆอย่างได้"
แต่ในตอนนั้นผมก็ยังไม่รู้สึกว่าควรที่จะเริ่มลงมือทำครับ
แต่เมื่อเทียบกับตอนนี้ผมกลับรู้สึกว่าประโยคนี้เป็นประโยคที่จริงมากๆเลยครับ เพราะบัญชีรายจ่ายของเราเขียนเกินนิดขาดหน่อย ไม่มีใครมาว่าอะไรเราได้ เขียนผิดก็แก้ เท่านั้นเองครับ เมื่อเทียบกับข้อดีของบัญชีรายจ่าย ที่มันทำให้เราได้รู้ว่าในแต่ละเดือนเราใช้จ่ายไปเท่าไหร่ รวมไปถึงทราบว่าเราใช้จ่ายฟุ่มเฟือยแค่ไหนมันคุ้มเกินคุ้มครับ
เหตุผลที่ทำให้ผมเริ่มทำบัญชีของตัวเองก็เพราะ ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองใช้เงินเกินตัว จึงต้องหามาตรการมาควบคุมครับ ซึ่งการเรียนวิชาของคณะบัญชี ทำให้ผมเริ่มตระหนักถึงการใช้จ่ายของผมว่าอะไรที่มันฟุ่มเฟือย ทำให้ผมละเอียดกับการใช้จ่ายมากขึ้น จนในที่สุดผมก็รู้สึกว่าผมควรทำบัญชีรายจ่ายส่วนตัวของผมซะที
หมายเหตุ : สาเหตุที่ผมไม่ทำบัญชีรายรับ เพราะในแต่ละเดือนรายรับจะอยู่แค่ช่วงต้นๆของเดือนอยู่แล้วครับ ไม่ได้กระจายไปทั่วทั้งเดือน นอกจากนี้ผมไม่ต้องการให้คนที่มาเปิดคอมของผมรู้ว่าผมมีรายรับเท่าไหร่ และรายจ่ายของผมจะถูกกำหนดไว้ก่อนว่าในเดือนหนึ่งๆจะใช้ไม่เกินเท่าไหร่ และเงินที่เหลือก็จะเป็นเงินเก็บไปโดยปริยายครับ >> ซึ่งควรจะเว้นช่องว่างระหว่าง เงินที่ได้รับแน่นอน(เงินเดือน) กับ เงินที่ตั้งไว้เป็นขอบเขตของรายจ่าย ให้ต่างกันมากหน่อย จะได้มีเงินเก็บครับ)
คำเตือน : อย่าคิดว่าเหลือเท่าไหร่เก็บเท่านั้น เพราะอาจจะทำให้ใช้เพลิน ไม่ค่อยเหลือเงินเก็บเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ต่อจากนี้คือสิ่งที่ผมได้จากการทำบัญชีรายจ่าย นอกเหนือจากการรู้ว่าแต่ละเดือนใช้จ่ายไปเท่าไหร่ครับ
1.ผมรู้ว่า บัตรรถไฟฟ้า30เที่ยว ผมใช้ระยะเวลาประมาณกี่วันจึงจะหมด แม้จะไม่ตรงเป๊ะ แต่ผมก็พอจะกะประมาณได้ (และทำให้ผมสังเกตได้ว่าบางเดือนผมต้องซื้อบัตรรถไฟฟ้าถึง2หน...และจะทำให้รายจ่ายเดือนนั้นมากกว่าเดือนถัดไป) << เอ๊ะ มันเป็นประโยชน์รึเปล่านะ
2.ผมรู้ว่า แต่ละครั้งที่ผมไปกินข้าว คำว่า "ฉลอง" กับ "นานๆครั้ง" มันใช่นานๆครั้งจริงรึเปล่า ผมฟุ่มเฟือยเกินไปรึเปล่า ผมใช้เงินเกินตัวไปมั้ย สำหรับการกิน!!
3.ผมรู้ว่า ในเดือนนั้นๆ ผมไปดูหนังในโรงกี่เรื่อง แน่นอนว่า...จากในบล็อกผมก็มีบันทึกไว้ว่าผมดูอะไรไปแล้วบ้าง แต่มันก็อาจจะไม่ตรงเดือนนัก และไม่ทราบถึงรายจ่ายที่แท้จริงครับ (หลายครั้งที่ผมดูหนังโดยใช้Gift Voucher)
4.ผมรู้ว่าผมตัดผมครั้งที่แล้ว วันไหน >> จริงๆหลายคนอาจจะคิดว่ามันอาจจะไม่ค่อยมีประโยชน์ แต่ว่าผมสามารถรู้ว่า โดยเฉลี่ยแล้วกี่เดือนผมจึงจะไปตัดผมสักครั้งนึง
(ยิ่งตัดสั้นก็ยิ่งประหยัด 555 <<แต่ผมไม่ได้ประหยัด(งก) ถึงขนาดคิดถึงขั้นนี้หรอกนะครับ แค่เอาไว้ประมาณระยะเวลาเคร่าๆว่า...เดือนครึ่ง1ครั้ง , 2เดือนครั้ง ถ้าครั้งไหนโดนตัดสั้นมากๆก็2เดือนครึ่งครั้งนึงครับ)
5.ผมรู้ว่ารายจ่ายใดที่ผิดปกติสำหรับผม ทำให้ผมต้องไปปรับตัวให้รายจ่ายนั้นๆลดลง เช่น ซื้อDVD ซื้อหนังสือการ์ตูน ซึ่งบางอย่างอาจจะฟุ่มเฟือย... มีระยะห่างกันมากแค่ไหน >> ก่อนหน้านี้ เฉลี่ยราวๆ5-6เดือน ผมจะซื้อแผ่นดีวีดีเปล่า1หลอด แต่2หลอดล่าสุด ระยะเวลาห่างกันแค่ 1เดือนครับ นี่จัดเป็นรายจ่ายที่ผิดปกติสำหรับผม
(ตอนซื้อผมรู้สึกว่ามันเร็วกว่าปกติมากๆ เพราะพึ่งซื้อแล้วมันหมด แต่ผมไม่สามารถเจาะจงได้ว่า1เดือน ถ้าผมไม่ได้บันทึกไว้)
6.เมื่อถึงกลางเดือนผมสามารถทราบได้ว่า ขณะนี้ในเดือนนี้ผมควรจะเริ่มประหยัดได้แล้ว หรือ สามารถไปฉลองได้สักมื้อนึงหลังจากประหยัดมาหลายวัน ที่จริงไม่ได้สนับสนุนแบบหลังเท่าไหร่หรอกครับ เพียงแต่...ประเด็นหลักๆคือ อย่างแรกมากกว่าครับ
ซึ่งวิธีคิดมีดังนี้ครับ....
เมื่อถึงวันที่10 หรือ 11 (เวลาผ่านไปราวๆ1ใน3ของเดือน) ผมจะลองนำรายจ่ายที่ผมจ่ายไปแล้วของเดือนนั้นๆ มาดูว่ามันเกิน1ใน3ของขอบเขตการใช้เงินที่ผมกำหนดไว้รึเปล่า ถ้ามันเกินผมจะเริ่มประหยัดมากกว่าเดิมครับ
และเมื่อถึงวันที่ 20 ผมจะทำเช่นนั้นอีกครั้ง(ดูว่าเกิน2ใน3ของขอบเขตการใช้เงินรึเปล่า)
จากที่ผมพิมพ์มาข้างต้น ที่จริงก็เป็นแค่ส่วนเดียวเท่านั้นล่ะครับ(ยังมีอีกข้ออยู่ด้านล่าง แต่ไม่ได้เขียนเป็นข้อ7) ยังมีอีกหลายอย่างที่ผมไม่เคยคิดว่าผมจะได้รู้จากการทำบัญชี ในช่วงต้นผมคิดแค่ว่า อยากรู้ว่าเดือนนึงใช้เท่าไหร่ เพราะแต่ก่อนผมมักจะคิดว่าผมเป็นคนใช้เงินน้อย แต่ในช่วงก่อนจะเริ่มทำบัญชีรู้สึกว่าใช้เงินเยอะไปหน่อย = =''
หลังจากที่ทำบัญชีมุมมองในการใช้เงินของผมก็เริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม ผมเริ่มรู้ว่ามีรายจ่ายฟุ่มเฟือยในระดับนึง(ส่วนมากจะเป็นของกิน 555) แม้จะไม่ได้เสียเงินกับสินค้าฟุ่มเฟือยก็ตาม แล้วผมก็ค่อยๆปรับลดลงมา แม้จะยังได้ไม่มาก แต่ก็ยังดีกว่าที่ผมใช้เงินเกินตัวโดยไม่รู้สึกตัว
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
มาถึงส่วนของไฟล์ที่ผมแจกกันบ้างดีกว่า คลิกที่นี่ครับ >> Load
ว่าแล้วก็มาดูส่วนที่อธิบายกันเลยครับ(จริงๆก็ใช้ไม่ยากครับ ^^')
ตัวอย่างนี้ผมทำไว้ตั้งแต่วันอังคารที่2กันยาตอนตี1 ดังนั้นที่เห็นในนี้คือตัวอย่างสมมติครับ ที่จริง...อาจจะไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีเท่าไหร่ เพราะตัวเลขก็สมมติ แต่เอาไว้อธิบายแบบง่ายๆก็คงจะพอครับ ^^
ผมแยก วัน วันที่ เดือน และ ปี ไว้เป็นคนละ Columnกัน เพื่อสะดวกต่อการCopyไปไว้ใน Page ถัดๆไปครับ(วันที่ไม่ต้องแก้ แก้เดือนแล้วลากCopyเอา วันก็พิมพ์แค่3วันแรกให้ตรงแล้วให้Excelทำส่วนที่เหลือให้) ซึ่งต้นฉบับของผม ผมทำมาตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว และผมทำเผื่อไว้ถึงเดือนธันวาคมของปีนี้(ตอนนี้คิดว่าพอถึงปีหน้าจะขึ้นไฟล์ใหม่ โดยเอาไฟล์เดิมเป็นต้นแบบครับ) และตอนนี้ก็ล่วงมาถึงกันยายนแล้ว ผมเลยลบของเดือนก่อนหน้านี้ไป จะได้ไม่เกะกะครับ ^^
ในส่วนของด้านล่างของแต่ละวันผมจะมีสรุปไว้ว่าแต่ละวันใช้จ่ายไปเท่าไหร่(ช่องสีเขียว)
ในส่วนของด้านบนจะมีสรุปรายจ่ายของทั้งเดือน(ช่องสีดำ) ซึ่งจะเปลี่ยนจาก0เป็นค่าอื่นเมื่อเรากรอกข้อมูลลงไปในช่องว่างของแถวที่มีตัวเลข1ถึง5ในแต่ละวันนะครับ ที่ผมทำไว้5รายการ เพราะโดยปกติแล้วนานๆผมจะมีค่าเดินทางสักครั้งหนึ่ง(บัตรเหมารถไฟฟ้า) และผมเผื่อไว้สำหรับรายจ่ายจิปาถะอีก2ช่องครับ (เผื่อให้ค่าอาหารมื้อละช่อง)
แต่ผมไม่ได้ระบุอะไรไว้ในแต่ละช่อง เพราะบางวันก็ไม่ได้กินครบ3มื้อ และถ้าวันไหนไปกินอะไรที่มันแพงๆ เช่น สมมติว่าไปกินโออิชิมา ผมจะระบุไว้ว่าโออิชิ แทนคำว่ามื้อกลางวัน ทันที
แน่นอนว่ากับพวก ไดโดมอน ฮะจิบัง ฟูจิ ยาโยอิ เอ็มเค สเวนเซ่นส์ บลาๆๆ ซึ่งไม่ได้ไปบ่อยๆ ถ้าผมไปกินมาผมก็จะเขียนไว้ในช่องนั้นๆครับ เพื่อที่ว่าจะได้กลับมาตรวจสอบได้ว่าในเดือนนั้นผมกินของแพงบ่อยไปมั้ย
แต่บางวัน ใน1มื้อผมกินหลายอย่าง และวันนั้นดันมีรายจ่ายจิปาถะเยอะ ผมก็จะยุบเหลือแค่สรุปรายจ่ายของมื้อนั้นๆ สำหรับขนม หรือของว่าง เช่น โดนัท คุกกี้ เบเกอรี่ หรือแม้แต่ขนมตาม7-11 หรือซุปเปอร์มาเก็ตต่างๆ ผมจะบันทึกแยกไว้ เพื่อดูว่าผมกินของหวานบ่อยแค่ไหนได้ด้วย
ที่จริงในตอนแรกผมก็แค่จะดูว่า...ผมแวะซื้อของตาม7-11 หรือห้างบ่อยเกินไปมั้ย ถ้าบ่อยแปลว่าผมเริ่มฟุ่มเฟือยกับของกินจุบจิบ(ใครคล่องภาษาไทยช่วยบอกทีนะครับ ตรงนี้ผมไม่ชัวร์ว่า จุกจิกหรือจุบจิบอะครับ)
ซึ่งมันก็มีผลพลอยได้ที่เป็นประโยชน์มากๆเลยครับ เพราะเป็นการบันทึกด้วยว่าเราบริโภคอะไรไปแต่ละวัน ก่อนหน้านี้มีช่วงนึง ผมเจอชั่วโมงเร่งด่วนไปเยอะ กินFast Food ไปหลายครั้ง เลยเริ่มควบคุมตัวเองให้หันไปกินอย่างอื่นบ้างครับ
สำหรับจำนวนช่องในแต่ละวัน ผมคิดว่า5รายการน่าจะพอนะครับ เพราะหลายอย่างสามารถยุบรวมได้ เช่น ค่าอาหาร(ยุบรวม3มื้อไว้ในช่องเดียวก็ยังได้) ค่าเดินทาง(ตอนเช้า กลางวัน เย็น) เป็นต้น
หลังจากเริ่มทำบัญชีรายจ่ายมาได้หลายเดือน ช่วงที่ผมได้เรียนปรับพื้นก่อนเริ่มเรียนปริญญาโท ...อาจารย์บัญชีท่านหนึ่ง(คนละคนกับ ที่สอนผมตอนป.ตรี)ก็ได้ถามคนในห้องว่า
"ในห้องนี้มีใครทำบัญชีรายจ่ายของตัวเองบ้าง"
ซึ่งหลังจากนั้นอาจารย์ก็ได้ถามคนที่ไม่ได้ทำว่า
"สำหรับคนที่ไม่ได้ทำ....
คุณจะรู้ได้ยังไงว่าตอนนี้คุณมีเงินเหลือเท่าไหร่ ?
ถ้าเงินหายไปจะรู้มั้ย ?"
(ไม่ได้หมายถึงเงินในกระเป๋าตังค์นะครับ)
"แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าจะมีเงินเหลือพอใช้จนถึงสิ้นเดือนรึเปล่า?
มีเท่าไหร่ก็ใช้งั้นเหรอ?
แล้วจะรู้มั้ยว่าในเดือนนี้ใช้เงินเกินเงินเดือนไปรึเปล่า?"
อาจารย์ใจดีนะครับ ไม่ได้ดุ แต่คำถามวรรคสุดท้ายนี่ ผมว่าเป็นทีเด็ดเลย ...เพราะ ถ้าเราเก็บเงินไว้รวมกัน แล้วไม่ได้ทำบัญชี เราอาจจะเห็นว่าเรามีเงินเหลือเก็บอยู่เยอะไม่เป็นไรหรอก แต่ในบางเดือนเราอาจจะเบียดบังเงินเก็บของเดือนก่อนหน้านี้ครับ
พูดถึงอาจารย์ท่านนี้ ผมก็นึกออกอีกเรื่องครับ เนื่องจากเป็นคนละเนื้อหากันกับที่ผมเรียนตอนเทอมสุดท้ายของป.ตรี จริงได้เรียนเกี่ยวกับการตัดบัญชีของการใช้เครดิตด้วย ซึ่งที่อาจารย์ก็สอนก็คล้ายๆกับว่า จะให้ขึ้นยอดติดหนี้ไว้ก่อน (ยังไม่หักเงินสดว่าเราได้จ่ายออกไป)
ซึ่งในระบบของบริษัทหรือบัญชีทั่วๆไปก็น่าจะใช้แบบนี้กันล่ะครับ เพื่อจะดูด้วยว่าเรามีสภาพคล่องของเม็ดเงินแค่ไหน(คล้ายๆกับว่ามีเงินสดติดตัวแค่ไหน)
แต่ในการทำบัญชีส่วนตัว ผมขอแนะนำด้วยความเห็นส่วนตัวของผมเองนะครับว่า.....
เมื่อคุณรูดบัตรเครดิตไป ควรจะกลับมากรอกใส่บัญชีรายจ่ายในวันนั้นทันที
ถึงแม้ว่ามันจะต้องชำระในเดือนถัดไป แต่ก็ถือว่าเราได้เป็นหนี้ไปแล้ว เงินจำนวนนั้นที่ยังอยู่กับเรา อีกเดี๋ยวมันก็ไม่ใช่ของเราแล้วล่ะครับ
นอกจากนี้ถ้าเราไปกรอกตอนชำระหนี้บัตรเครดิตในเดือนถัดไป เราอาจจะจำไม่ได้แล้วว่ารูดอะไรไปบ้าง และอาจจะไม่ได้กันเงินส่วนนึงไว้ชำระค่าบัตรเครดิต
และมันอาจจะไปเบียดเบียดขอบเขตรายจ่ายที่เรากำหนดไว้ของเดือนถัดไปอีกด้วย แต่ถ้าตัดยอดรายจ่ายให้เหมือนเราจ่ายเงินสดไป เราจะรู้ได้ว่าเราใช้เงินเกินตัวหรือไม่ เพียงเท่านี้ก็เป็นการป้องกันปัญหาหนี้บัตรเครดิตได้ในระดับนึงแล้วล่ะครับ
(แต่ตอนไปชำระหนี้บัตรเครดิตก็ไม่ต้องมาใส่ยอดเงินในบัญชีรายจ่ายแล้วนะครับ)
สุดท้ายนี้ผมขอสรุปด้วยประโยคนี้ครับ
"หากจะทำ ก็เริ่มทำวันนี้"
ประโยคนี้สำหรับในเอนทรี่นี้ ผมมีที่มาจากประโยคด้านบนที่ว่า"บัญชีรายจ่ายของเรา เราเขียนยังไงก็ไม่มีใครว่า" มารวมกับ....ก่อนจะเริ่มทำบัญชีรายจ่ายผมมัวแต่รอครับ รอให้ถึงวันที่1ของเดือนธันวา(ผมคิดว่าจะทำตอนเดือนพฤศจิกายน)
แต่พอถึงวันนั้นผมก็ลืมครับ ทำให้ผมพลาดช่วงต้นเดือนไป และคิดว่าจะไปเริ่มวันที่1เดือนต่อไป(ถือเป็นการเริ่มตอนต้นปีเลยด้วย)
.....จนกระทั่งผมมารู้สึกได้ว่าในเดือนธันวาคม ผมเริ่มใช้เงินเยอะตั้งแต่ต้นเดือน(ต้องเติมเงินเข้ากระเป๋าตังค์บ่อยมากๆ) จึงคิดได้ว่าจะเริ่มก็ควรจะเริ่มเลย เดือนแรกไม่ต้องเต็มเดือนก็ได้
เพราะถ้ารอถึงเดือนถัดไปแล้วผมลืมอีก แล้วเมื่อไหร่ผมถึงจะได้เริ่มทำบัญชีรายจ่ายซะที!!
(และนั่นเป็นสาเหตุให้เดือนแรกสุดของการบันทึกบัญชีของผม มีไม่ครบเดือนครับ)
หมายเหตุ
1.เมื่อเริ่มทำบัญชีแล้ว ควรกรอกรายจ่ายใส่บัญชีทุกวัน แต่หากลืมหรือไม่มีโอกาส สามารถมากรอกในวันถัดไปได้ครับ(แบบเคร่าๆเท่าที่จำได้ก็ได้)
2.กรอกให้เกินไว้ ดีกว่ากรอกขาด เพราะถ้ากรอกเกิน เงินที่เหลือก็เป็นเงินเก็บของเราอยู่ดี แต่ถ้ากรอกขาดไปเยอะๆ จะไม่มีเงินเหลือไว้เก็บครับ
ปล.หลังจากพิมพ์เสร็จแล้วรู้สึกว่าเป็นเอนทรี่ที่ยาวมากๆ ...อาจจะมีคนท้อเลิกอ่านก่อนได้เลยนะนี่



บางทีรู้สึกตัวเองใช้เงินเกินโดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน
คิดจะทำมาหลายที ได้ฤกษ์ละ
#1 By MANA Cross on 2008-09-05 00:55