สำหรับผม การอ่านหนังสือ1เล่ม ก็คล้ายๆกับการ ดูหนัง1เรื่องครับ เพราะบริบทที่รายล้อมในการตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ ดูหรือไม่ดู อ่านหรือไม่อ่าน คล้ายๆกัน


ถ้าผมอยากจะดูหนังสักเรื่องหนึ่ง องค์ประกอบหลักๆที่มีผลต่อความอยากดูของผมก็คงจะหนีไม่พ้น ภาพโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ กับหนังตัวอย่าง

 

แต่โดยมากแล้ว ระยะหลังมานี้ผมเริ่มให้ความสำคัญไปที่ทีมงานครับ ทั้งผู้กำกับ นักแสดง คนเขียนบท และอื่นๆ

 


หากทีมงานเป็นทีมที่เคยทำให้ผมเข็ด จากหนังคุณภาพแย่ๆของทีมทีมนั้น ก็คงจะทำให้ผมไม่อยากเข้าไปดูหนังของทีมงานทีมนั้นอีกต่อไป จนกว่าจะมีคนมาแนะนำเป็นเรื่องๆไปนั่นล่ะครับ


แต่ถ้าเป็นทีมนักแสดงที่โชว์ฝีไม้ลายมือเจ๋งๆ ทีมนักเขียนบทที่สร้างความประทับใจให้ผม หรือ ผู้กำกับที่ทำหนังถูกใจผมหลายเรื่องติดต่อกัน ก็ไม่แปลกที่ผมจะตัดสินใจไปดูทั้งที่ พึ่งดูหนังตัวอย่างแบบผ่านๆเท่านั้น

 


การอ่านหนังสือก็เช่นกันครับ ...หน้าปกเจ๋งๆ ชื่อหนังสือโดนๆจะเป็นจุดดึงดูดแรกๆในการที่ผมจะเลือกหยิบหนังสือขึ้นมาดู คำโปรยท้ายเล่ม คำนำ ซึ่งเป็นเหมือนหนังตัวอย่าง เป็นปัจจัยก่อนที่ผมจะตัดสินใจว่า ผมจะเสียเงินซื้อหนังสือเล่มนั้นหรือไม่

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------- 


ในเอนทรี่นี้...ผมจะขอพูดถึงหนังสือ2เล่มที่ผมพึ่งอ่านจบไปครับ


ทั้ง2เล่มเป็นหนังสือเพียงไม่กี่เล่มที่ตอนตัดสินใจซื้อ ผมไม่ได้หยิบเพราะหน้าปกชวนให้หยิบมาดู และผมยังไม่ได้อ่านคำนำหรือปกหลังแม้แต่ตัวอักษรเดียวก่อนที่ผมจะตัดสินใจควักเงินออกไปเลยครับ

 

หนังสือ2เล่มนั้นคือ เล็ตซึโก! ซาราริมัง  กับ  สิ่งมีชีวิตในโรงแรม นั่นเอง  (ไม่ได้หมายความว่าหน้าปกไม่สวยนะครับ จริงๆแล้วหน้าปกสวยมากๆ...แต่ผมตัดสินใจซื้อตั้งแต่คนเขียนแล้วครับ)


เหตุผลที่ผมซื้อโดยไม่อ่านคำนำ ก็เพราะผมได้ติดตามผลงานของทั้งพี่บองเต่า และ พี่วิชัย ผ่านบล็อกมานานแล้วล่ะครับ

 

เหมือนกับที่ผมเกริ่นไว้แล้ว การซื้อหนังสือ2เล่มนี้ของผม ก็เหมือนกับการที่ผมเชื่อใจผู้กำกับบางคน และตัดสินใจเข้าไปดูหนังเรื่องนั้นๆ ไม่ว่ามันจะมีโปสเตอร์แบบไหน หนังตัวอย่างยังไงก็ตามครับ


ผมขอเริ่มรีวิวตามลำดับที่ผมอ่านแล้วกันนะครับ

 

***************************************************

เล่มแรกที่ผมได้อ่านคือ "เล็ตซึโก! ซาราริมัง" ครับ

 

สาเหตุที่ผมเลือกอ่านเล่มนี้ก่อน เพราะเห็นว่ามีการแบ่งเป็น100ข้อ ผมเริ่มอ่านตอนประมาณตี2 และคืนนั้นผมต้องรีบนอนครับ (ผมมีนัดตอนเช้า)

 

ผมเห็นว่าการแบ่งเป็นข้อๆ จะทำให้ผมสามารถหยุดอ่านเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะสามารถกลับมาอ่านข้อต่อไปในรอบถัดไปได้ โดยไม่ต้องห่วงว่ามันจะทำให้ขาดช่วงต้องกลับไปเริ่มอ่านใหม่ทั้งตอน

 

น่าเสียดาย....หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมคิดผิดครับ ....ตั้งแต่คำนำจนหน้าสุดท้าย ผมอ่านจบในคืนนั้น แบบต่อเนื่องม้วนเดียวจบ (จบเวลาประมาณเกือบๆตี4ครับ)

 

....ถึงจะถูกแบ่งเป็นข้อๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นหนังสือที่ผมอ่านแล้วนึกจะวางก็วางลงได้ง่ายๆ ไม่รู้ว่าปกหน้ากับปกหลังทากาวไว้รึเปล่า....

 

 


สิ่งที่ชอบในหนังสือเล่มนี้

 

- เนื้อหาสาระดีมากๆ มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ นำไปใช้ได้จริง หลายเรื่อง (..ผมซึ่งยังคงเรียนอยู่ ไม่เคยทำงานตามบริษัทต่างๆ พออ่านแล้วก็นึกภาพตามได้ และได้ข้อมูลดีๆมาอีกหลายอย่างสำหรับการเตรียมตัวไปทำงานในอนาคตอันใกล้)

 

- มีหลายตอนที่อ่านแล้วรู้สึกว่ามันจริง มันโดน นี่แหละใช่เลย แม้ว่าผมจะไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนจริงๆมาก่อนเลยก็ตาม

 

- ภาพการ์ตูนกับเนื้อหาเข้ากันมากๆ แม้ว่าบางตอนจะไม่มีตัวหนังสือเลย แต่ก็มีภาพที่สื่อออกมาแทนคำพูดได้ตรงสุดๆ

 

- ภาพรวมของเนื้อหาตลอดทั้งเล่ม เหมือนเป็นเอนทรี่1เอนทรี่ และแบ่งย่อยเป็นข้อๆ เหมือนสไตล์ที่พี่บองเต่า เขียนอยู่บ่อยๆครับ (ย่อยข้อมูลเข้าสู่สมองได้ง่าย)

 

 

สิ่งที่รู้สึกขัดๆนิดหน่อย แต่ไม่ถึงกับไม่ชอบ เพราะผมคิดว่าเป็นแค่จุดเล็กๆเท่านั้นครับ

 

- มีบางตอนที่อ่านแล้วรู้สึกโดดๆออกมาจากตอนใกล้เคียงครับ คือรู้สึกเหมือนว่า ถูกเขียนแทรกขึ้นทีหลัง น่าจะเขียนคนละช่วงกับตอนก่อนหน้า และตอนถัดมาครับ (แต่เป็นแค่ไม่กี่ตอนนะครับ)

 

- ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผมอ่านรวดเดียวจบรึเปล่า แต่รู้สึกว่า "ชิมิ ชิมิ จุ๊บุ จุ๊บุ" ออกมาถี่ อยู่เหมือนกันครับ

 

- พบจุดที่ผมอ่านแล้วรู้สึกว่า พิมพ์ตกไป1คำ จำตอนไม่ได้แล้ว จำได้แค่ว่าบรรทัดสุดท้ายของตอนครับ (แค่รู้สึก เพราะไม่รู้ว่าพิมพ์ตกจริงมั้ย แต่จำได้ว่าคำนั้นไม่ได้เป็นคำที่สะกดผิดครับ<<ตรวจในWord ไม่ขึ้นขีดแดง)

 

 

สรุป โดยรวมแล้ว ชอบครับ อ่านแล้วรู้สึกคุ้ม ได้สาระและความบันเทิงครบถ้วน ส่วนที่ผมรู้สึกขัดๆ ก็เป็นแค่ส่วนเล็กๆ เมื่อเทียบกับทั้ง100ตอนครับ

บางตอนที่ผมบอกว่ารู้สึกโดดออกมาจากตอนอื่นๆ ก็ไม่ได้ทำให้ผมวางหนังสือลงแล้วเข้านอนแต่อย่างใด เพราะพอเปิดอ่านหน้าถัดไปก็เป็นอีกตอนนึงแล้ว นี่เป็นจุดเด่นที่ทำให้คนที่ตัดใจจะหยุดข้อไหนก็หยุดได้ง่าย

 

แต่.....

คนที่อ่านแล้วติด ก็คงจะคิดว่า "อีกสักข้อน่ะ" ...แล้วมันก็จะเผลอจนใกล้ครบ100ตอนไปทุกขณะเองครับ

 

หมายเหตุ :

1. เป้าหมายตอนเริ่มอ่านของผมตอนแรกคือ10ข้อ ...อ่านไปถึงข้อ25โดยไม่รู้ตัว ก็เลยตั้งธงไว้ที่40ข้อ แล้วมันก็ทะลุไปถึง75 แบบเพลินๆ

           จากนั้น...."เหลืออีก1ใน4ของเล่ม อ่านให้จบๆไปเลยดีกว่า"


2. ผมคิดว่านี่เป็นหนังสือ How to ที่นำเสนอออกมาได้ดีและอ่านง่ายครับ

 

 

 

*************************************************** 


เล่มต่อไป "สิ่งมีชีวิตในโรงแรม" ครับ

อันนี้สดๆร้อนๆ พึ่งอ่านจบไปก่อนที่จะมาเริ่มพิมพ์เอนทรี่นี้ล่ะครับ


เนื้อหาในเล่มนี้ อย่างที่รู้กันอยู่ว่าเป็นการนำเอนทรี่ในบล็อกของพี่วิชัยมายกเครื่องใหม่ มีแก้ไข ปรับปรุง ดัดแปลง และเรียบเรียงใหม่ครับ (แต่รู้สึกว่าจะมีบางบทที่ผมไม่เคยอ่านมาก่อน ผมไม่แน่ใจว่าถูกเขียนขึ้นใหม่ หรือ ผมพลาดเอนทรี่นั้นๆไปนะครับ)

 

สิ่งที่ผมชอบในหนังสือเล่มนี้

 

- การเรียบเรียงใหม่ ทำให้เนื้อหาถูกไล่เรียงแบบที่น่าจะเป็น เหมาะสำหรับคนที่ไม่เคยอ่านบล็อกของพี่วิชัยมากๆ

 

- ถึงจะเคยอ่านบล็อกของพี่วิชัยมาแล้ว แต่ถ้าได้อ่านอีกที จะพบว่าข้อมูลถูกเรียบเรียงเป็นระบบมากขึ้น มีการเกริ่นนำที่ไล่เรียงไป ทำให้สามารถอ่านได้อย่างต่อเนื่องมากกว่าตอนอ่านในบล็อก

 

- แม้ว่าจะไม่มีหัวหอม(Onion) หรือการเว้นหลายๆบรรทัด แบบในบล็อก แต่...อรรถรสในการอ่านไม่ได้ลดลง

 

- สำนวนที่เรียบเรียงใหม่ ลื่นไหล คล้องจอง บางอันนี่ .....ต้องอุทานว่า "คิดได้ไง!!" ครับ

 

- อ่านแล้วมีหลายจุดที่ผมฮากระจาย ทั้งมุกเก่า มุกใหม่ และสำนวนใหม่บางอัน

 

- มีบางตอนที่ผมไม่คิดว่าจะนำมาลงหนังสือ  ...ซึ่งอ่านอีกทีก็ยังขำ และได้ข้อคิดด้วยครับ

 


สิ่งที่รู้สึกขัดๆนิดหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับไม่ชอบ เพราะเป็นจุดเล็กๆเช่นกัน

 

- "คีมูไก" ซึ่งถูกใช้ในบทก่อนหน้าไปประมาณ2-3ครั้งแล้ว มาถูกอธิบายในบทหลังๆครับ ซึ่งผมเดาว่าน่าจะเกิดจากการสลับเอนทรี่กับบทครับ ^^' แต่ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะแค่คำว่า"คีมูไก" ผมก็พอเข้าใจความหมายตั้งแต่ครั้งแรกที่โผล่ออกมาแล้วครับ

 

- มีบางตอนยังมีคำว่า "เมื่อคืน" กับ "สัปดาห์ก่อน" อยู่ครับ ซึ่งจริงๆผมก็ไม่ได้คิดอะไรครับ แค่สังเกตเฉยๆ ^^' (ทำให้Time Lineในเล่มจะแปลกๆนิดหน่อย แต่ถ้าคนอ่านคิดว่าเป็นการรวมเล่มเรื่องสั้นก็จะไม่ติดขัดอะไรเลย )

 

- พบจุดที่น่าจะพิมพ์ผิดอยู่บรรทัดแรกของบทใดบทหนึ่งนี่ล่ะครับ 1จุด (ถ้าผมดูไม่ผิดนะครับ พอดีไม่ได้กลับไปดูอีกรอบ)

 

- บทที่เป็นสาระมากๆในช่วงท้ายของท้ายที่สุด ทำให้ผมรู้สึกแปลกๆนิดหน่อยครับ เหมือนจะปรับตัวไม่ทัน แต่ก็ทำให้ได้ข้อมูลที่นำไปใช้ได้หลายอย่างครับ ^^  (เหมือนจะเป็นการแยกส่วนกันอยู่แล้วด้วย)

 

- มีอยู่ตอนนึงที่ผมชอบการทิ้งท้ายแบบของเก่ามากกว่า(แต่ของใหม่ก็ชอบครับ << ในหนังสือมันไม่มีEmoน่ะ เลยไม่เหมือนของเก่าครับ)

 

สรุป โดยรวมแล้ว ชอบครับ เนื้อหาสาระ และความฮาครบถ้วน โดยเฉพาะความฮานี่ สุดๆ ถึงแม้ว่าใจความสำคัญอาจจะคล้ายเดิมที่อยู่ในบล็อกบ้าง แต่ผมคิดว่า"ฉบับรีเมค"นี้ มีอะไรที่น่าสนใจเยอะมากครับ(พูดยังกับเป็นหนัง )

สำนวนใหม่ให้อรรถรสใหม่ๆ และรู้สึกได้ว่าบางตอนเหมือนจะมีเพิ่มรายละเอียดบางอย่างลงไป ซึ่งในบล็อกกับในหนังสือมันให้ความรู้สึกที่ไม่เหมือนกันน่ะครับ

 

 

หมายเหตุ :

1. อ่านหนเดียวไม่จบ เพราะติดวันพรีเซนต์พอดี วันนี้เลยนั่งอ่านต่อรวดเดียวจบเลยครับ

2. ไคลแมกซ์ช่วงท้ายๆ ผมชอบมากครับที่นำไปรวมกัน ตอนแรกยังสงสัยอยู่ว่าทำไมพี่วิชัยไม่เอาเรื่องนั้นมาลง ที่แท้ไปปิดท้ายโครมเดียว ฮาแบบทิ้งทวนจริงๆ

 


อื่นๆ : ผมชอบคำนำของทั้ง2เล่มนี้ครับ แค่ตอนอ่านคำนำก็รู้สึกอยากจะอ่านต่อในทันที (ทั้ง2เล่ม)

 

ขอบคุณอีกครั้งสำหรับลายเซ็นของพี่ๆทั้ง2คนครับ

 


 

ปล.ตอนนี้เหลือการบ้านอีกเพียงวิชาเดียวแล้ว....หลังจากนั้นน่าจะมาอัพบล็อกได้ตามปกติ ถ้าผมไม่อู้นะครับ

 

ปล2.ได้ยินว่าหนังสือขาดตลาด ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวผมเองโชคดีอย่างบอกไม่ถูกที่ได้ครบทั้งหนังสือและลายเซ็น ขอให้ทุกคนที่อยากอ่าน สามารถหาซื้อมาไว้ในครอบครองได้ไวๆนะครับ  

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ๊ายยย
ไม่ได้ลายเซ็นพี่วิชัย
แต่ชอบทั้งสองเล่มเลย
หนุกๆๆๆๆๆ

#1 By Aelita~[-X-]~ on 2008-10-15 03:26

เป็นบทวิเคราะห็แบบแฟนตัวจริงconfused smile

#2 By wesong on 2008-10-15 07:51

อย่างที่เคยเกริ่นไว้ในบลอกผมแล้วว่า
สิ่งที่ยากของสิ่งมีชีวิตคือ
การที่เรากลับมาเขียนเพิ่มนี่แหละ
เพราะเรื่องส่วนใหญ่ มันเขียนไว้เมื่อประมาณปีที่แล้ว
อารมณ์ต่างๆ มันไ่ม่เหมือนเดิม ทำให้การเขียนเพิ่มโดยการให้ได้อารมณ์เดิม

มันก็ยากเหมือนกันนะ

บางตอนผมแค่เขียนเพิ่มนิดเดียวเพราะรู้สึกว่าของเดิมมันดีอยู่แล้ว

บางตอนต้องเร่งอะไรบางอย่างเข้าไป เพื่อให้อารมณ์โดยรวมของหนังสือมันไม่ดร็อป มันไม่เด้ง

และด้วยที่มันเป็นการเอามาจากบล็อกที่บอกตรงๆ ว่า ผมเขียนแบบไม่คิดหน้าคิดหลังเลย เพราะไม่ได้เตรียมตัวว่าจะนำเป็นหนังสือจริงๆ
เวลาส่วนใหญ่ที่ผมและพี่บิ๊คใช้เวลาในการทำนานเป็นพิเศษคือ timeline และลำดับเรื่อง

ไอ้ตัวหัวหอมนี่เป็นสิ่งแรกของหนังสือที่ต้องมีเหมือนกันนะครับ
ทั้งพี่บิ๊คและผมเห็นด้วยว่ามันต้องมี
แต่ด้วยผมเองเสียเวลาในการจัดแต่งเนื้อเรื่องนานเกินไป
ทำให้มีเวลาในการเตรียมไอ้อีโมติคอนมันน้อยไปด้วย


ยังไงก็ขอบคุณรีวิวนะครับ
เป็นประโยชน์มากครับ

#3 By วิชัย... on 2008-10-15 07:53

วิเคราะห์ได้สุดยอดมากครับ

Hot!

confused smile

#4 By พงคุง on 2008-10-15 08:02

cry เค้าปล่าวนะ แต่ว่าคุณวิชัยต้องหลงเดือนแน่ๆเลย

ตอนให้เซ็นต์ต้องย้ำ cry

#5 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-10-15 08:48

อ่านจบเร็วมากเลยครับconfused smile

ผมได้ลอนดอนไดอารี่มาล่ะครับ ชอบๆ

#6 By redtear on 2008-10-15 11:19


รีวิวได้สุดยอดมากครับ..ไม่ธรรมดา เป็นผมคงอ่านเอาฮาอย่างเดียวเลย..sad smile

#7 By :: KinG MoJi :: on 2008-10-15 12:16

เขียนดีจังครับ เห็นด้วยเลย confused smile

.. ผมยังอ่านไม่จบ sad smile แต่เท่าที่ได้อ่านไปแล้ว สนุกมากๆ ครับ

#8 By Googigg on 2008-10-15 17:57

ต้องรีบหามาอ่านมั่ง ^^

#9 By on 2008-10-15 18:04

อ่านรีวิวนี้แล้ว ทำให้ผมรู้ว่า คืนนี้ผมต้องนอนดึกอีกแน่ๆ เพราะคงจะอ่านม้วนเดียวจบเลย

#10 By บอมเบย์ on 2008-10-15 18:31

รอซื้อธรรมดา ฮ่าๆ!! ไม่ถ่ายรูปคนเขียนมาด้วยล่ะจ้ะ confused smile
วิเคราะห์ เจาะลึก แถมเจอคำผิดอีกตังหาก
นี่ขนาดอ่านกลางคืนนะเนี้ยไม่ธรรมดาจริงๆ

confused smile

#12 By lekprapan on 2008-10-16 13:03

ยังไม่ว่างไปเลยค่ะ
โอ้ อะไรจะคอมเมนต์ได้ไวขนาดนั้น!

พรุ่งนี้จะได้ไปงานหนังสือแล้ว จะไปด้อมๆมองๆหนังสือตามรีวิว
หากงบประมาณเหลือพอ

ชอบชื่อเรื่องสิ่งมีชีวิตในโรงแรม น่าสนใจดี

#14 By rA|Nbow s|x on 2008-10-17 23:41

อ่านแล้วทั้งสองเล่ม ชอบมากเลยครับ ชอบๆๆๆๆ

ขอให้ขายดีๆ ตลอดไปๆๆๆๆ

ขอบคุณสำหรับ การแนะนำหนังสือด้วยนะครับ เยี่ยมมากเลยbig smile

#15 By Boatmaster (222.123.17.233) on 2008-12-11 11:18

ถ้าชอบแนวเล่ม "เล็กซึโกฯ" ลองอ่าน "Mr.Pig งานหมูหรืองานหนัก เราก็รักที่ทำงาน (มั้ง?" ดูสิครับ เผื่อจะชอบด้วย ดูตามนี้ครับ http://www.nanmeebooks.com/reader/news_inside.php?newsid=235

#16 By salaryman (117.121.208.2) on 2008-12-15 13:15