ก่อนอื่นเลย ผมเปลี่ยนธีมแล้วครับ รบกวนกด Ctrl+F5 ด้วยครับ

 

คำเตือน : บทความนี้มีการบอกเนื้อหาที่สำคัญของหนังเรื่องนี้(Spoil) หากใครยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ ไม่แนะนำให้อ่าน เพราะนอกจากจะเสียอรรถรสในการดูหนังแล้ว ยังอาจจะอ่านเอนทรี่นี้ไม่รู้เรื่องอีกด้วยครับ


ขอย้ำ!!! สปอยล์รุนแรง

 

 

The Mist   95 คะแนน

 

นี่คือหนังที่ผมดูแล้วรู้สึกโดนใจในหลายๆจุดในหนัง บางช่วงของหนัง ทำให้ผมแตกความคิดตัวเองออกเป็น2ฝ่ายและเถียงกันเองเลยทีเดียว (แม้ว่าผมจะยังคงให้คะแนนน้อยกว่าหนังบางเรื่องก็ตาม)


เอนทรี่นี้ผมจะมาพูดถึงบางประเด็นในหนังครับ ซึ่งผมก็ดูไปหลายเดือนแล้วล่ะครับ อาจจะมีตกหล่นไปบ้าง  ส่วนประเด็นอื่นๆที่ยังไม่ได้พูดถึงในตอนนี้ ผมอาจจะกลับมาเขียนต่อเป็นรีวิวรอบ2อีกทีนึง  เพราะไม่อยากให้เนื้อหาในเอนทรี่นี้ยาวเกินไป

 

 


1.มนุษย์นั้นไซร้ แล้งน้ำใจ??


หากใครได้ดูหนังเรื่องนี้ น่าจะยังจำภาพของหญิงสาวใจเด็ดคนหนึ่ง ที่เดินออกจากร้านมินิมาร์ท ฝ่าหมอกมรณะ เพื่อกลับไปหาลูกๆทั้ง2คนที่เธอทิ้งไว้ที่บ้านได้นะครับ

 

เพราะผู้หญิงคนนี้คือคนเดียวกับคนที่นั่งรถของหน่วยกู้ภัยผ่านหน้าพระเอกไปในตอนจบ (ผมก็อ่านมาอีกทีน่ะนะครับ แต่คิดว่าไม่น่าจะผิดนัก)


ที่ผมจะกล่าวถึงผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่ความใจเด็ดครับ แต่เป็นคำพูดที่ ผู้หญิงคนนี้ได้กล่าวไว้ก่อนออกจากร้านไปต่างหาก

 


================================================

 

คนๆหนึ่ง : "ทุกคนอยู่ที่นี่นะ อย่าออกไปนอกร้าน"

คุณแม่ใจเด็ด : "ไม่ได้ ฉันอยู่ที่นี่ไม่ได้ ฉันต้องกลับไปหาลูกที่บ้าน"

ป้าเจ้าลัทธิ : "ไม่ อย่าออกไปเชียวนะ ความตายมันรออยู่ข้างนอก นี่มันวันสิ้นโลก"

 

....

 

คุณแม่ใจเด็ด : "ลูกของฉัน2คนอยู่ที่บ้าน ฉันต้องกลับไปหาพวกเขา"

คุณแม่ใจเด็ด : "แกแค่ 8ขวบเองนะ ฉันบอกให้เขาดูน้องเอาไว้ อีกไม่นานจะกลับ"

คนอื่น : "ถ้าคุณเห็นแก่ลูกๆ อย่าออกไป"

คุณแม่ใจเด็ด : "ไม่มีใครคิดจะช่วยฉันเลยเหรอ"

คนอื่น : ....

คุณแม่ใจเด็ด : "จะไม่มีใครไปส่งผู้หญิงคนนี้กลับบ้านเลยเหรอ"(มองไปที่ทุกคน)

คนอื่น : ....

คุณแม่ใจเด็ด : คุณล่ะ

คนอื่น : ....(หันไปทางอื่น)

คุณแม่ใจเด็ด : แล้วคุณล่ะ

คนอื่น : ....(หลบสายตา)

คุณแม่ใจเด็ด : คุณ? (มองไปที่พระเอก)

พระเอก : เอ่อ...ผมต้องอยู่ดูแลลูก(พระเอกอุ้มลูกขึ้นมา)

คุณแม่ใจเด็ด : ขอให้พวกคุณไปลงนรกให้หมด!!!


================================================

 


เหตุการณ์นี้นั้นเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นความเห็นแก่ตัวของมนุษย์รึเปล่า ?

 

ทำไมไม่มีใครเลยสักคนที่จะคิดช่วยผู้หญิงคนนี้ ลูกของเธอ2คนยังติดอยู่ที่บ้านโดยไม่รู้ว่ามีหมอกมรณะมา

 

ทำไมไม่มีใครเห็นแก่คุณธรรม แล้วช่วยเดินไปกับผู้หญิงคนนี้ล่ะ ??

 

นี่แหละนะ มนุษย์แล้งน้ำใจ ทุกคนคิดแต่จะเอาตัวเองรอดเท่านั้น ไม่มีใครกล้าพอที่เดินออกจากร้านไปกับผู้หญิงคนนั้นสักคน ไม่เว้นแม้แต่พระเอกซึ่งเอาลูกมาเป็นข้ออ้างก็ตาม

 


...จากย่อหน้าข้างต้น....ก็อาจจะไม่แปลกที่ทำให้ผมตั้งชื่อประเด็นที่1นี้ว่า "มนุษย์นั้นไซร้ แล้งน้ำใจ??" แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ทำให้ผมตั้งชื่อแบบนี้หรอกครับ


ประเด็นที่ผมยกมานี้...เป็นประเด็นที่ตอนที่ผมดู ผมรู้สึกเหมือนว่า ผมแตกความคิดออกเป็นสองฝ่ายแล้วเถียงกันเองอย่างเมามันส์เลยล่ะครับ

 


มุมคุณแม่ใจเด็ด :

 

ไม่มีใครมีน้ำใจซักคน ปล่อยให้ผู้หญิงคนนึงออกไปเผชิญหน้ากับหมอกซึ่งจะทำให้ผู้หญิงคนนี้ตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ (เพราะมีตัวอย่างให้เห็นไปแล้วศพนึง)

 

ถ้าออกไป กับผู้หญิง อาจจะช่วยๆกันหลายๆคน ทำให้รอดออกจากหมอกไปก็ได้ คนพวกนี้มันแล้งน้ำใจ สมควรด่าแล้ว ไอ้ที่แช่งให้ไปลงนรกน่ะ ถูกต้องแล้ว (และหลังจากนั้นไม่นาน ทุกคนในซุปเปอร์ก็เหมือนกับ ตกนรกจริงๆนั่นแหละ)

 

 


มุมของคนอื่น :

 

เรารู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่?? อยู่ๆก็มาขอความช่วยเหลือ พอไม่ช่วยก็ด่าอีก คิดถึงคนอื่นบ้างมั้ย ว่าเขาก็มีครอบครัว มีภาระต้องดูแลเหมือนกัน

 

ถ้าเกิดออกไปกับผู้หญิงคนนี้แล้วตาย คนรอบตัวเราจะรู้สึกยังไง ไม่ใช่ผู้หญิงคนนี้คนเดียวสักหน่อยที่มีลูก มีครอบครัว คนอื่นก็มีลูก มีภรรยา มีพ่อ มีแม่ เหมือนๆกัน ทำไมจะต้องให้ละทิ้งครอบครัวตัวเองไปตายเพื่อไปช่วยครอบครัวคนอื่นด้วยล่ะ

 


ไอ้มุมมองที่2เนี่ย อาจจะมีคนบอกว่าผมมองเหมือนคนไร้น้ำใจนะ แต่ผมว่าผู้หญิงคนนี้ก็เกินไปเหมือนกัน เพราะพอไม่มีคนช่วยก็ด่าและสาปแช่งคนอื่นซะงั้น

 

ทั้งๆที่จริงๆแล้วคำขอของผู้หญิงคนนี้ออกจะมากไปด้วยซ้ำ เพราะทุกคนก็พึ่งเห็นว่ามีคนตายจากหมอกที่ปกคลุมอยู่ แล้วใครจะออกไปกับผู้หญิงคนนี้ล่ะ

 

ผู้กล้างั้นหรือ??

 

หรือจะเป็นฮีโร่ผู้ผดุงคุณธรรม??

 

.....

 

สรุปประเด็นแรก :

 

ผมคิดว่าหนังวางพลอตไว้ดีมาก เพราะภาพที่พระเอกอุ้มลูกขึ้นมานั้นอาจจะเหมือนข้ออ้างที่จะไม่ออกไปกับผู้หญิงคนนั้น

 

แต่หากคิดว่า ถ้าพระเอกดันตายขึ้นมา แล้วทิ้งลูกอายุแค่นั้นไว้อยู่ในซุปเปอร์มาเกต ไม่เท่ากับว่าพระเอกทิ้งลูกตัวเองอย่างนั้นหรือ มันก็เหตุผลคล้ายๆผู้หญิงคนนี้ที่ต้องการจะอยู่กับลูกของตัวเองนั่นแหละ แต่ผู้หญิงคนนี้กลับโวยวาย สาปแช่ง แล้วก็เดินจากไป

 

ในประเด็นนี้สำหรับผม ผมคิดว่ามันไม่มีใครผิดหรอกครับ เพราะทุกคนก็คิดจากมุมของตัวเองทั้งนั้น ในมุมของผู้หญิงคนนั้น ก็น่าสงสารอยู่ที่ไม่มีใครช่วยเลยซักคน แต่ในมุมของคนอื่น ทุกคนก็มีภาระหน้าที่ของตัวเองทั้งนั้น


ถ้าให้ความช่วยเหลือเท่าที่จะช่วยได้ก็แล้วไป แต่ถ้าช่วยคนอื่นแล้วตัวเองเดือดร้อนหรือต้องละทิ้งหน้าที่ของตัวเองไป ก็คงไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมนัก

 


2.สิ่งที่ไร้เหตุผลก็มีคนเชื่อได้เช่นกัน


...หากมีเชื้อเพลิงเพียงพอ อะไรก็ดูน่าเชื่อถือได้ทั้งนั้น


การพูดที่ดูไร้สาระของป้าเจ้าลัทธิในตอนแรกนั้น ถ้าอยู่ในยามปกติ ใครๆก็อาจจะหาว่าบ้าไปแล้ว การนำเด็กไปบูชายัญมันไม่เห็นจะเกี่ยวกับที่สัตว์ประหลาดจะหายไปตรงไหน


แต่ในเวลาที่ คนในซุปเปอร์มาเก็ตกำลังกลัว สิ้นหวัง และรู้สึกว่าไร้ที่พึ่งนั้น สิ่งเดียวที่ดูจะน่าเชื่อถือ คือคำพูดของป้าเจ้าลัทธินั่นเพราะป้าเจ้าลัทธิพูดถึงวิธีที่จะทำให้พวกตนสามารถมีชีวิตรอดต่อไปได้

 

แม้ว่าแรกเริ่มเดิมทีมันอาจจะดูไร้สาระ แต่สำหรับคนเหล่านั้น การเป็นสาวกของป้าเจ้าลัทธิ ก็ยังดีกว่าไม่มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเลย

 

อย่างน้อยๆป้านั่นก็พูดถึงภัยพิบัติที่กำลังจะมาถึงได้ถูกอยู่บ้าง แม้จะเป็นการเดา และแม้ว่าจะไม่มีใครเห็นว่าป้าเจ้าลัทธิจะสามารถขจัดภัยพิบัตินั้นไปได้ยังไงก็ตาม 

เมื่อป้าเจ้าลัทธิ ตั้งลัทธิของตนขึ้นสำเร็จและครอบงำคนส่วนมากในซุปเปอร์มาเก็ตได้ ป้าก็เริ่มมีอำนาจ และต้องการขจัดคนที่มีความเชื่อที่แตกต่างกันออกไป

 

ตรงจุดนี้จะเห็นได้ว่าในตอนแรกนั้น พวกพระเอกไม่ได้เชื่อป้า แต่ก็ไม่ได้คิดที่จะกำจัดป้าทิ้ง นั่นเพราะป้ายังไม่เป็นภัยคุกคาม ตอนนั้นป้าคนนั้นยังเป็นเพียงคนสติไม่ดีคนหนึ่งก็เท่านั้น


แต่เมื่อสิ่งที่ป้าพร่ำเพ้อนั้นมีคนเชื่อ และเป้าหมายของป้าดันมาคุกคามความปลอดภัยของพวกพระเอกแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า...สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เสียงปืนดังขึ้น1นัด ซึ่งไม่ได้เป็นการต่อสู้กับสัตว์ประหลาดแต่อย่างใด

 

แต่เป็นเสียงปืนที่สยบความเชื่อที่แตกต่างกับตน เพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตของพวกตนเอง


ตรงจุดนี้...หากป้าจะเชื่ออะไร นำพาสาวกไปทางไหน โดยไม่ไปต้อนใครให้จนตรอก ก็คงจะไม่เกิดเสียงปืนนัดนั้นขึ้น แต่เพราะป้ากำลังชี้เป็นชี้ตายคนอื่น ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ว่าใครก็ต้องรักชีวิตตัวเองทั้งนั้น

 

การสร้างศัตรูขึ้นมาในลัทธิของตน เป็นการแสดงอำนาจของเจ้าของลัทธิเช่นกัน เมื่อป้าเริ่มบ้าอำนาจ ก็เริ่มครอบงำความคิดของคนในซุปเปอร์ และใครคิดต่างกับป้าในตอนนั้นก็จะต้องตาย


ในช่วงแรกที่ป้าเจ้าลัทธิเริ่มสามารถชี้เป็นชี้ตายทหารผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกสังเวยให้กับสัตว์ประหลาดได้ นั่นอาจจะยิ่งทำให้ป้าได้ใจ และในเวลานั้นไม่มีใครรู้สึกผิดที่ได้ทำให้ทหารนายนั้นตาย เพราะสาวกทุกคนนั้นเชื่อว่า...


"กำลังทำเพื่อพระเจ้า"


ซึ่งกรณีนี้ก็อาจจะเห็นตัวอย่างคล้ายๆกัน หากเปลี่ยนเป็น "ทำเพื่อความสงบสุข" หรือ "ทำเพื่อสันติภาพ" แต่หากเริ่มต้นด้วยการเสียเลือดเนื้อ และสังเวยด้วยความตายแล้ว นั่นจะยังนับเป็นสันติภาพหรือเปล่า ผมเองก็ไม่อยากจะชี้ขาดให้หรอกนะครับ

 

เอาล่ะ ที่จริงหนังเรื่องนี้ยังมีอีกหลายประเด็นที่สามารถหยิบยกมาพูดได้สบายๆเลยล่ะครับ แต่วันนี้ผมขอยกมาแค่นี้ก่อนดีกว่า เพราะพอพิมพ์ๆไปแล้ว ก็รู้สึกว่าเดี๋ยวมันจะกลายเป็นผมพูดเรื่องการเมืองแทน...


ผมยินดีให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างได้นะครับ แต่ผมขออย่างนึงว่า อย่าตีความบทความผมไปเลือกข้างการเมืองนะครับ วันนี้ผมเจตนาจะมาพูดถึงประเด็นในหนัง ไม่ได้หยิบยกเรื่องการเมืองมาพูดครับ ถ้าใครดูหนังแล้วคงเข้าใจว่ามันเป็นเหตุการณ์ในหนังจริงๆ

 


สุดท้ายนี้ขอปิดท้ายด้วยประโยคนี้ครับ

"คิดต่างกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกัน"

 

หมายเหตุ : อาจจะมีReviewเรื่องนี้อีกครั้งในอนาคต เพราะผมยังไม่ได้หยิบประเด็นตอนจบมาพิมพ์เลย(และยังมีประเด็นอีกเพียบ)  ที่นำมาอัพก่อนก็เพราะว่า ติดค้างการReviewเรื่องนี้ไว้หลายเดือนแล้วครับ

 

ปล.ผมคิดว่าผมอัพสั้นๆน่าจะทำให้คนอ่าน อ่านได้สะดวกขึ้น ที่ผ่านมาผมอัพยาวไปทำให้หลายเอนทรี่ไม่ค่อยมีคนสนใจที่จะอ่านจนจบ (แต่ก็เห็นมีหลายคนอ่านจนจบเหมือนกัน ขอบคุณมากๆเลยครับ)

 

ปล2.ธีมที่ผมเปลี่ยนใหม่ทำให้อ่านสะดวกขึ้นรึเปล่าครับ ผมตัดสินใจเปลี่ยนพื้นหลังกลับมาเป็นสีขาว เพราะรู้สึกว่าพื้นสีขาวน่าจะทำให้อ่านง่ายกว่าครับ แต่ก็แลกกับการที่หน้าบล็อกแคบลงนิดหน่อย (ผมคิดว่าธีมค่อนข้างเรียบ แต่ผมเสียเวลาทำนานมาก)

 

ปล3.เร็วๆนี้บล็อกผมจะครบ4ปีแล้ว ไว้จะประกาศอีกที ถ้าสามารถอัพตรงวันได้ครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ่านจบจนได้
แต่พูดไม่ออก

แปลกจริงๆ ความคิดของฉันเป็นแค่ส่วนน้อยในมุมมองของคุณเท่านั้น

ขอบคุณสำหรับมุมมองที่ต่างออกไปค่ะ
^^
บางทีก็โดดยัดเยียดว่าทำเพื่อฝ่ายตรงข้ามด้วยล่ะครับ

#2 By chubby on 2008-10-20 18:02

เป็นหนังที่คิดตอนจบได้โหดร้ายที่สุดเรื่องนึงเท่าที่เคยดูมา
ยังติดอยู่ในใจเลยเนี่ย บรื็อวว์

อยากอ่านต้นฉบับของลุงสตีเฟ่น คิง

#3 By nanoguy on 2008-10-20 18:10

ตกลง The Mist เป็นการเมืองแบบนึงรึเปล่า sad smile

ผมชอบแยกเป็นประเด็นแบบนี้ครับ อ่านง่ายดี เข้าใจง่ายดี แต่คิดว่าไหนๆจะแยกประเด็นทั้งทีน่าจะมีมากกว่า 2 น้า~ (จริงๆแล้วยังอ่านไม่สะใจ) ประเด็นแรกนี่เป็นอะไรที่ไม่เคยคิดจริงๆ ผมว่าหนังแยบยลมากที่สื่อออกมาโดยที่ตอนดูเราไม่ทันรู้ตัว ส่วนใหญ่จะดูแล้วมักเข้าข้างสิ่งที่พระเอกคิด แต่ถ้ามองในมุมมองแม่ใจเด็ด ผมว่ามันก็เข้าท่าดีเหมือนกัน และก็เห็นใจไม่น้อยทีเดียว

คิดว่าเรื่องนี้ยังแตกประเด็นต่อไปอีกเยอะนะ มีตอนต่อก็จะรออ่าน

#4 By Evan Yzac -- The Crow on 2008-10-20 18:49

อ่านสะดวกขึ้นค่ะ....
ยังมะได้ดูหนังเรื่องนี้
แต่ก็อ่านไปแล้วเข้าใจค่ะ *-*

รออ่านต่อไปค่ะ ไร้ซึ่งความคิดเห็นใดๆ >.>

#5 By Aelita~[-X-]~ on 2008-10-20 19:13

ตอนดูจบ ข้าน้อยก็รักหนังเรื่องนี้เ้ข้าอย่างจังฮับ
ขออ่านเอนทรีเงียบๆ แล้วเก็บประเด็นไปคุยในเอ็มแทนละกันนะ confused smile

#6 By DDP on 2008-10-20 20:23

ความเชื่อคือระบอบการปกครองพื้นฐานของมนุษย์ ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ครับ เป็นการแข่งขันกันเพื่อครอบครองทรัพยากรผู้ตามที่มีอยู่จำกัด ของผู้นำที่ไม่มีแนวทางร่วมกัน
หากเราจะก้าวข้ามไปสู่โลกที่ทุกคนเท่าเทียมกันแล้ว เราก็ต้องเริ่มกันที่การสร้างจุดยืนของตัวเอง ไม่งั้นความเป็นเสรีนิยมจะฝังรากฐานลงในวัฒนธรรมเราไม่ได้เลย

#7 By Penz on 2008-10-20 20:35

ชอบที่เรื่องนี้ทำให้เราเอาใจช่วยพระเอกตลอด
โดยที่การกระทำของพระเอกไม่ได้เป็นเรื่องถูก...

#8 By wesong on 2008-10-20 20:52

มีประเด็นเพิ่มเติมน่าสนใจดีครับ
เรื่องนี้สุดยอดมากๆ ถ้าจะดูแล้วคิดตาม
แถมเครียดได้สุดๆ อีกต่างหาก

#9 By โก๋สิจ๊ะ on 2008-10-20 20:56

ถึงกับบัญญัติศัพท์ว่า "เหี้ยม์" ขึ้นมาใช้หลังจากดูหนังเรื่องนี้เลยล่ะ ( ฮา )

แต่ชอบจริงๆนะเรื่องนี้ ( ถึงจะกลั๊วกลัวก็เหอะ )

#10 By Jelphyr on 2008-10-20 21:28

เป็นหนังที่จบได้เชี้ยมากเรื่องหนึ่ง

เป็นหนังที่ประเ็ด็นหนักที่สุดเรื่องหนึ่ง

เป็นหนังที่ทำให้รู้ว่า อย่าตัดสินหนังจากหน้าหนัง

#11 By วิชัย... on 2008-10-20 21:53

อยากอ่าน แต่ก็อยากดู sad smile

#12 By Googigg on 2008-10-20 22:52

ยังไม่ได้ดู แต่spoil ได้น่าไปดูมากค่ะconfused smile

#13 By ชาเขียวaddict on 2008-10-20 23:40

หนังเก่าช่างเข้ากับสถานการณ์ดีจริงๆ

#14 By iDoi* on 2008-10-21 01:19

ยกคำพูดพี่วิชัยมาตอบเลยได้ไหม? (ฮา)

ส่วนตัวแล้วเจี๋ยสะใจอยู่สองอย่างตรงที่ว่า "คุณแม่ใจเด็ดนั่นกลับมาตอนจบ" แหม สะใจโคตรๆ
สองคือ ฉากที่ป้าคาร์์โมดี้โดนยิง สะใจเป็นที่สุด ฮ่าห์!
ยอมรับว่าเป็นหนังที่มีบทและการแสดงอินถึงขั้นมาก เอาใจช่วยหลายคน อยากจะฆ่าหลายคน และอยากจะยื่นขาไปในจอถีบเจ๊มาร์เซียด้วยตนเองเหลือเกิน (ฮา)
จุดที่ชอบที่สุดคือ มีหลายฉากในหนังที่มันทำให้เรารู้สึกว่า "เราจะทำอะไรได้?" ทั้งที่จริงๆแล้วมันเป็นสิ่งที่สิ้นหวังและหมดหนทางมาก แต่หลายคนชอบใช้และชอบทำเหลือเกิน เพื่อจะได้อยู่เฉยๆ ดูไม่แตกแยก ดูเป็นกลางและไม่เห็นแก่ตัว ทั้งที่จริงๆไม่ ...เหมือนที่ตอนจบสื่อออกมา "เราจะทำอะไรได้?" คำตอบคือ "เราทำอะไรไม่ได้แล้ว สายเกินไปที่จะมาดิ้นรนในตอนนี้" เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้ทุกอย่างสายเกินไป....(นี่ความเห็นส่วนตัวนะคะ)

แต่มันเป็นหนังที่ทำให้เสียความรู้สึกมากค่ะ เพราะในตัวอย่างมันกะขายสัตว์ประหลาดเต็มที่
ในหนังจริงๆกลับดราม่า ยิ่งเจอตอนจบเข้าไป เฟล....
เพราะงั้นคะแนนในบล็อกเจี๋ยมันเลยติดดินแบบนั้นแลsad smile

ยังไม่ได้ดูเลยครับ ขอข้ามก่อนนะครับbig smile

ได้ดูจะกลับมาอ่านเอ็นทรี่นี้อีกครั้ง

#16 By redtear on 2008-10-21 10:49