The Mist หมอกบังตาจากมุมมองที่แตกต่างกัน
posted on 20 Oct 2008 16:57 by mahado in Moviesก่อนอื่นเลย ผมเปลี่ยนธีมแล้วครับ รบกวนกด Ctrl+F5 ด้วยครับ
คำเตือน : บทความนี้มีการบอกเนื้อหาที่สำคัญของหนังเรื่องนี้(Spoil) หากใครยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ ไม่แนะนำให้อ่าน เพราะนอกจากจะเสียอรรถรสในการดูหนังแล้ว ยังอาจจะอ่านเอนทรี่นี้ไม่รู้เรื่องอีกด้วยครับ
ขอย้ำ!!! สปอยล์รุนแรง
The Mist 95 คะแนน
นี่คือหนังที่ผมดูแล้วรู้สึกโดนใจในหลายๆจุดในหนัง บางช่วงของหนัง ทำให้ผมแตกความคิดตัวเองออกเป็น2ฝ่ายและเถียงกันเองเลยทีเดียว (แม้ว่าผมจะยังคงให้คะแนนน้อยกว่าหนังบางเรื่องก็ตาม)
เอนทรี่นี้ผมจะมาพูดถึงบางประเด็นในหนังครับ ซึ่งผมก็ดูไปหลายเดือนแล้วล่ะครับ อาจจะมีตกหล่นไปบ้าง ส่วนประเด็นอื่นๆที่ยังไม่ได้พูดถึงในตอนนี้ ผมอาจจะกลับมาเขียนต่อเป็นรีวิวรอบ2อีกทีนึง เพราะไม่อยากให้เนื้อหาในเอนทรี่นี้ยาวเกินไป
1.มนุษย์นั้นไซร้ แล้งน้ำใจ??
หากใครได้ดูหนังเรื่องนี้ น่าจะยังจำภาพของหญิงสาวใจเด็ดคนหนึ่ง ที่เดินออกจากร้านมินิมาร์ท ฝ่าหมอกมรณะ เพื่อกลับไปหาลูกๆทั้ง2คนที่เธอทิ้งไว้ที่บ้านได้นะครับ
เพราะผู้หญิงคนนี้คือคนเดียวกับคนที่นั่งรถของหน่วยกู้ภัยผ่านหน้าพระเอกไปในตอนจบ (ผมก็อ่านมาอีกทีน่ะนะครับ แต่คิดว่าไม่น่าจะผิดนัก)
ที่ผมจะกล่าวถึงผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่ความใจเด็ดครับ แต่เป็นคำพูดที่ ผู้หญิงคนนี้ได้กล่าวไว้ก่อนออกจากร้านไปต่างหาก
================================================
คนๆหนึ่ง : "ทุกคนอยู่ที่นี่นะ อย่าออกไปนอกร้าน"
คุณแม่ใจเด็ด : "ไม่ได้ ฉันอยู่ที่นี่ไม่ได้ ฉันต้องกลับไปหาลูกที่บ้าน"
ป้าเจ้าลัทธิ : "ไม่ อย่าออกไปเชียวนะ ความตายมันรออยู่ข้างนอก นี่มันวันสิ้นโลก"
....
คุณแม่ใจเด็ด : "ลูกของฉัน2คนอยู่ที่บ้าน ฉันต้องกลับไปหาพวกเขา"
คุณแม่ใจเด็ด : "แกแค่ 8ขวบเองนะ ฉันบอกให้เขาดูน้องเอาไว้ อีกไม่นานจะกลับ"
คนอื่น : "ถ้าคุณเห็นแก่ลูกๆ อย่าออกไป"
คุณแม่ใจเด็ด : "ไม่มีใครคิดจะช่วยฉันเลยเหรอ"
คนอื่น : ....
คุณแม่ใจเด็ด : "จะไม่มีใครไปส่งผู้หญิงคนนี้กลับบ้านเลยเหรอ"(มองไปที่ทุกคน)
คนอื่น : ....
คุณแม่ใจเด็ด : คุณล่ะ
คนอื่น : ....(หันไปทางอื่น)
คุณแม่ใจเด็ด : แล้วคุณล่ะ
คนอื่น : ....(หลบสายตา)
คุณแม่ใจเด็ด : คุณ? (มองไปที่พระเอก)
พระเอก : เอ่อ...ผมต้องอยู่ดูแลลูก(พระเอกอุ้มลูกขึ้นมา)
คุณแม่ใจเด็ด : ขอให้พวกคุณไปลงนรกให้หมด!!!
================================================
เหตุการณ์นี้นั้นเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นความเห็นแก่ตัวของมนุษย์รึเปล่า ?
ทำไมไม่มีใครเลยสักคนที่จะคิดช่วยผู้หญิงคนนี้ ลูกของเธอ2คนยังติดอยู่ที่บ้านโดยไม่รู้ว่ามีหมอกมรณะมา
ทำไมไม่มีใครเห็นแก่คุณธรรม แล้วช่วยเดินไปกับผู้หญิงคนนี้ล่ะ ??
นี่แหละนะ มนุษย์แล้งน้ำใจ ทุกคนคิดแต่จะเอาตัวเองรอดเท่านั้น ไม่มีใครกล้าพอที่เดินออกจากร้านไปกับผู้หญิงคนนั้นสักคน ไม่เว้นแม้แต่พระเอกซึ่งเอาลูกมาเป็นข้ออ้างก็ตาม
...จากย่อหน้าข้างต้น....ก็อาจจะไม่แปลกที่ทำให้ผมตั้งชื่อประเด็นที่1นี้ว่า "มนุษย์นั้นไซร้ แล้งน้ำใจ??" แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ทำให้ผมตั้งชื่อแบบนี้หรอกครับ
ประเด็นที่ผมยกมานี้...เป็นประเด็นที่ตอนที่ผมดู ผมรู้สึกเหมือนว่า ผมแตกความคิดออกเป็นสองฝ่ายแล้วเถียงกันเองอย่างเมามันส์เลยล่ะครับ
มุมคุณแม่ใจเด็ด :
ไม่มีใครมีน้ำใจซักคน ปล่อยให้ผู้หญิงคนนึงออกไปเผชิญหน้ากับหมอกซึ่งจะทำให้ผู้หญิงคนนี้ตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ (เพราะมีตัวอย่างให้เห็นไปแล้วศพนึง)
ถ้าออกไป กับผู้หญิง อาจจะช่วยๆกันหลายๆคน ทำให้รอดออกจากหมอกไปก็ได้ คนพวกนี้มันแล้งน้ำใจ สมควรด่าแล้ว ไอ้ที่แช่งให้ไปลงนรกน่ะ ถูกต้องแล้ว (และหลังจากนั้นไม่นาน ทุกคนในซุปเปอร์ก็เหมือนกับ ตกนรกจริงๆนั่นแหละ)
มุมของคนอื่น :
เรารู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่?? อยู่ๆก็มาขอความช่วยเหลือ พอไม่ช่วยก็ด่าอีก คิดถึงคนอื่นบ้างมั้ย ว่าเขาก็มีครอบครัว มีภาระต้องดูแลเหมือนกัน
ถ้าเกิดออกไปกับผู้หญิงคนนี้แล้วตาย คนรอบตัวเราจะรู้สึกยังไง ไม่ใช่ผู้หญิงคนนี้คนเดียวสักหน่อยที่มีลูก มีครอบครัว คนอื่นก็มีลูก มีภรรยา มีพ่อ มีแม่ เหมือนๆกัน ทำไมจะต้องให้ละทิ้งครอบครัวตัวเองไปตายเพื่อไปช่วยครอบครัวคนอื่นด้วยล่ะ
ไอ้มุมมองที่2เนี่ย อาจจะมีคนบอกว่าผมมองเหมือนคนไร้น้ำใจนะ แต่ผมว่าผู้หญิงคนนี้ก็เกินไปเหมือนกัน เพราะพอไม่มีคนช่วยก็ด่าและสาปแช่งคนอื่นซะงั้น
ทั้งๆที่จริงๆแล้วคำขอของผู้หญิงคนนี้ออกจะมากไปด้วยซ้ำ เพราะทุกคนก็พึ่งเห็นว่ามีคนตายจากหมอกที่ปกคลุมอยู่ แล้วใครจะออกไปกับผู้หญิงคนนี้ล่ะ
ผู้กล้างั้นหรือ??
หรือจะเป็นฮีโร่ผู้ผดุงคุณธรรม??
.....
สรุปประเด็นแรก :
ผมคิดว่าหนังวางพลอตไว้ดีมาก เพราะภาพที่พระเอกอุ้มลูกขึ้นมานั้นอาจจะเหมือนข้ออ้างที่จะไม่ออกไปกับผู้หญิงคนนั้น
แต่หากคิดว่า ถ้าพระเอกดันตายขึ้นมา แล้วทิ้งลูกอายุแค่นั้นไว้อยู่ในซุปเปอร์มาเกต ไม่เท่ากับว่าพระเอกทิ้งลูกตัวเองอย่างนั้นหรือ มันก็เหตุผลคล้ายๆผู้หญิงคนนี้ที่ต้องการจะอยู่กับลูกของตัวเองนั่นแหละ แต่ผู้หญิงคนนี้กลับโวยวาย สาปแช่ง แล้วก็เดินจากไป
ในประเด็นนี้สำหรับผม ผมคิดว่ามันไม่มีใครผิดหรอกครับ เพราะทุกคนก็คิดจากมุมของตัวเองทั้งนั้น ในมุมของผู้หญิงคนนั้น ก็น่าสงสารอยู่ที่ไม่มีใครช่วยเลยซักคน แต่ในมุมของคนอื่น ทุกคนก็มีภาระหน้าที่ของตัวเองทั้งนั้น
ถ้าให้ความช่วยเหลือเท่าที่จะช่วยได้ก็แล้วไป แต่ถ้าช่วยคนอื่นแล้วตัวเองเดือดร้อนหรือต้องละทิ้งหน้าที่ของตัวเองไป ก็คงไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมนัก
2.สิ่งที่ไร้เหตุผลก็มีคนเชื่อได้เช่นกัน
...หากมีเชื้อเพลิงเพียงพอ อะไรก็ดูน่าเชื่อถือได้ทั้งนั้น
การพูดที่ดูไร้สาระของป้าเจ้าลัทธิในตอนแรกนั้น ถ้าอยู่ในยามปกติ ใครๆก็อาจจะหาว่าบ้าไปแล้ว การนำเด็กไปบูชายัญมันไม่เห็นจะเกี่ยวกับที่สัตว์ประหลาดจะหายไปตรงไหน
แต่ในเวลาที่ คนในซุปเปอร์มาเก็ตกำลังกลัว สิ้นหวัง และรู้สึกว่าไร้ที่พึ่งนั้น สิ่งเดียวที่ดูจะน่าเชื่อถือ คือคำพูดของป้าเจ้าลัทธินั่นเพราะป้าเจ้าลัทธิพูดถึงวิธีที่จะทำให้พวกตนสามารถมีชีวิตรอดต่อไปได้
แม้ว่าแรกเริ่มเดิมทีมันอาจจะดูไร้สาระ แต่สำหรับคนเหล่านั้น การเป็นสาวกของป้าเจ้าลัทธิ ก็ยังดีกว่าไม่มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเลย
อย่างน้อยๆป้านั่นก็พูดถึงภัยพิบัติที่กำลังจะมาถึงได้ถูกอยู่บ้าง แม้จะเป็นการเดา และแม้ว่าจะไม่มีใครเห็นว่าป้าเจ้าลัทธิจะสามารถขจัดภัยพิบัตินั้นไปได้ยังไงก็ตาม
เมื่อป้าเจ้าลัทธิ ตั้งลัทธิของตนขึ้นสำเร็จและครอบงำคนส่วนมากในซุปเปอร์มาเก็ตได้ ป้าก็เริ่มมีอำนาจ และต้องการขจัดคนที่มีความเชื่อที่แตกต่างกันออกไป
ตรงจุดนี้จะเห็นได้ว่าในตอนแรกนั้น พวกพระเอกไม่ได้เชื่อป้า แต่ก็ไม่ได้คิดที่จะกำจัดป้าทิ้ง นั่นเพราะป้ายังไม่เป็นภัยคุกคาม ตอนนั้นป้าคนนั้นยังเป็นเพียงคนสติไม่ดีคนหนึ่งก็เท่านั้น
แต่เมื่อสิ่งที่ป้าพร่ำเพ้อนั้นมีคนเชื่อ และเป้าหมายของป้าดันมาคุกคามความปลอดภัยของพวกพระเอกแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า...สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เสียงปืนดังขึ้น1นัด ซึ่งไม่ได้เป็นการต่อสู้กับสัตว์ประหลาดแต่อย่างใด
แต่เป็นเสียงปืนที่สยบความเชื่อที่แตกต่างกับตน เพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตของพวกตนเอง
ตรงจุดนี้...หากป้าจะเชื่ออะไร นำพาสาวกไปทางไหน โดยไม่ไปต้อนใครให้จนตรอก ก็คงจะไม่เกิดเสียงปืนนัดนั้นขึ้น แต่เพราะป้ากำลังชี้เป็นชี้ตายคนอื่น ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ว่าใครก็ต้องรักชีวิตตัวเองทั้งนั้น
การสร้างศัตรูขึ้นมาในลัทธิของตน เป็นการแสดงอำนาจของเจ้าของลัทธิเช่นกัน เมื่อป้าเริ่มบ้าอำนาจ ก็เริ่มครอบงำความคิดของคนในซุปเปอร์ และใครคิดต่างกับป้าในตอนนั้นก็จะต้องตาย
ในช่วงแรกที่ป้าเจ้าลัทธิเริ่มสามารถชี้เป็นชี้ตายทหารผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกสังเวยให้กับสัตว์ประหลาดได้ นั่นอาจจะยิ่งทำให้ป้าได้ใจ และในเวลานั้นไม่มีใครรู้สึกผิดที่ได้ทำให้ทหารนายนั้นตาย เพราะสาวกทุกคนนั้นเชื่อว่า...
"กำลังทำเพื่อพระเจ้า"
ซึ่งกรณีนี้ก็อาจจะเห็นตัวอย่างคล้ายๆกัน หากเปลี่ยนเป็น "ทำเพื่อความสงบสุข" หรือ "ทำเพื่อสันติภาพ" แต่หากเริ่มต้นด้วยการเสียเลือดเนื้อ และสังเวยด้วยความตายแล้ว นั่นจะยังนับเป็นสันติภาพหรือเปล่า ผมเองก็ไม่อยากจะชี้ขาดให้หรอกนะครับ
เอาล่ะ ที่จริงหนังเรื่องนี้ยังมีอีกหลายประเด็นที่สามารถหยิบยกมาพูดได้สบายๆเลยล่ะครับ แต่วันนี้ผมขอยกมาแค่นี้ก่อนดีกว่า เพราะพอพิมพ์ๆไปแล้ว ก็รู้สึกว่าเดี๋ยวมันจะกลายเป็นผมพูดเรื่องการเมืองแทน...
ผมยินดีให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างได้นะครับ แต่ผมขออย่างนึงว่า อย่าตีความบทความผมไปเลือกข้างการเมืองนะครับ วันนี้ผมเจตนาจะมาพูดถึงประเด็นในหนัง ไม่ได้หยิบยกเรื่องการเมืองมาพูดครับ ถ้าใครดูหนังแล้วคงเข้าใจว่ามันเป็นเหตุการณ์ในหนังจริงๆ
สุดท้ายนี้ขอปิดท้ายด้วยประโยคนี้ครับ
"คิดต่างกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกัน"
หมายเหตุ : อาจจะมีReviewเรื่องนี้อีกครั้งในอนาคต เพราะผมยังไม่ได้หยิบประเด็นตอนจบมาพิมพ์เลย(และยังมีประเด็นอีกเพียบ) ที่นำมาอัพก่อนก็เพราะว่า ติดค้างการReviewเรื่องนี้ไว้หลายเดือนแล้วครับ
ปล.ผมคิดว่าผมอัพสั้นๆน่าจะทำให้คนอ่าน อ่านได้สะดวกขึ้น ที่ผ่านมาผมอัพยาวไปทำให้หลายเอนทรี่ไม่ค่อยมีคนสนใจที่จะอ่านจนจบ (แต่ก็เห็นมีหลายคนอ่านจนจบเหมือนกัน ขอบคุณมากๆเลยครับ)
ปล2.ธีมที่ผมเปลี่ยนใหม่ทำให้อ่านสะดวกขึ้นรึเปล่าครับ ผมตัดสินใจเปลี่ยนพื้นหลังกลับมาเป็นสีขาว เพราะรู้สึกว่าพื้นสีขาวน่าจะทำให้อ่านง่ายกว่าครับ แต่ก็แลกกับการที่หน้าบล็อกแคบลงนิดหน่อย (ผมคิดว่าธีมค่อนข้างเรียบ แต่ผมเสียเวลาทำนานมาก
)
ปล3.เร็วๆนี้บล็อกผมจะครบ4ปีแล้ว ไว้จะประกาศอีกที ถ้าสามารถอัพตรงวันได้ครับ

แต่พูดไม่ออก
แปลกจริงๆ ความคิดของฉันเป็นแค่ส่วนน้อยในมุมมองของคุณเท่านั้น
ขอบคุณสำหรับมุมมองที่ต่างออกไปค่ะ
^^
#1 By เด็กหญิงความทรงจำ on 2008-10-20 18:01