ประสบการณ์ที่ผมได้ฟังธุรกิจขายตรงมา
posted on 24 Oct 2008 00:47 by mahado in MyLifeหมายเหตุ : เอนทรี่นี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคลเท่านั้นนะครับ ผมเข้าใจดีว่าจากประสบการณ์ที่ผมเจอมา เป็นเพียงแค่คนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
ไม่ได้หมายความว่าทุกคนในบริษัทขายตรงบริษัทนั้นจะเป็นแบบนั้น ดังนั้นโปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน ผมไม่ได้เหมารวมในการต่อว่าใดๆทั้งสิ้น
และผมไม่ได้บอกว่า"ขายตรงไม่ดี"นะครับ จะดีหรือไม่ดี มันขึ้นกับหลายๆอย่าง ธุรกิจแบบนี้อาจจะเหมาะกับคนบางกลุ่ม และไม่เหมาะกับคนบางกลุ่มได้เช่นกัน
----------------------------------------------------------------------------------------------------
พอดีไปอ่าน บล็อกของพี่ตุ้มเป๊ะ กับ บล็อกของคุณShuu มาครับ .....ก็เลยคิดว่านำเรื่องที่ผมเคยเจอการเชิญชวนของบริษัทขายตรง มาเล่าให้ฟังกันสักหน่อยดีกว่า....
ย้อนกลับไปสมัยผมอยู่ปี1..... ตอนที่กำลังเป็นเฟรชชี่หมาดๆ
...ช่วงนั้นยังเป็นช่วงที่การเรียนในมหาวิทยาลัยของผมยังไม่มั่นคงเท่าไหร่ เพราะเกรดยังไม่ออก แต่ผมก็วางแผนไว้เต็มไปหมด ว่าถ้าสามารถปลีกเวลาได้ อาจจะลองไปหางานพิเศษทำบ้าง เช่น สอนพิเศษ (แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่ได้ทำจนกระทั่งปี4 เพราะพิษเกรด ทำให้ไม่กล้ากระดิกตัวเท่าไหร่ = ='') ซึ่งความคิดที่จะไปลองหางานพิเศษทำ ผมก็ไม่ได้บอกใครไว้สักเท่าไหร่ แต่เรื่องมันเริ่มมาจากเพื่อนที่โรงเรียนเก่าของผม โทรมาบอกว่า
"มีคนบอกให้เราลองไปฟังเกี่ยวกับธุรกิจแฟรนชายส์ว่ะ"
ทีนี้เพื่อนผมไม่อยากไปคนเดียวครับ อาจจะกลัวเจอแกงค์ต้มตุ๋น และเพื่อนผมก็เห็นว่า ผมเป็นคนติดตามข่าวสารและข้อมูลตามเนตอยู่บ้าง ถ้ามีอะไรแปลกๆ อาจจะจับไต๋ได้น่ะครับ
...เพื่อนผมเล่าให้ฟังว่า ขณะที่อยู่ในร้านหนังสือ อยู่ดีๆก็มีคนมาคุยด้วย เพราะเห็นว่าเพื่อนของผมกำลังอ่านหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจแฟรนชายส์อยู่ โดยบอกไว้ว่าจะคุยเกี่ยวกับธุรกิจแฟรนชายส์ครับ
....จากนั้นผมก็เลยตัดสินใจไปเป็นเพื่อน ให้เพื่อนผมครับ เพราะยังไง2หัวก็น่าจะดีกว่าหัวเดียว และที่ตกลงกันไว้ รู้สึกว่าเพื่อนผมจะนัดกับคนกลุ่มนั้นไว้ 2คนครับ ...
เรื่องก็เริ่มดำเนินไปในทิศทางที่ว่า....เขาเริ่มชวนพวกผมเข้าสู่องค์กรของเขา จากนั้นก็บรรยายสรรพคุณต่างๆนานา แต่ผมก็เริ่มสังเกตแล้วล่ะครับ ว่านี่มันไม่ใช่แฟรนชายส์แต่อย่างใด
แต่คนที่กำลังพูดถึง พยายามโยงว่าที่เขากำลังนำเสนอนั้น เป็นแฟรนชายส์ในรูปแบบหนึ่ง
เอาล่ะครับ....พอถึงจุดนี้ผมก็ตั้งป้อมปราการแล้วล่ะครับ ในสมัยนั้นผมก็เป็นคนเงียบๆครับ จะเก็บคำถามไว้ในใจ ไม่ยิงออกไป(โดยเฉพาะกับคนที่ไม่รู้จักกัน) ซึ่งถ้าเป็นเดี๋ยวนี้ผมค่อนข้างที่จะพูดมากกว่าเมื่อก่อน (แต่ถ้าเทียบกับคนอื่นก็ถือว่าเงียบอยู่ดีนั่นล่ะ)
"ไหนบอกว่าแฟรนชายส์ ขายตรงชัดๆ"
นั่นคือคำถามที่1 ผมถือว่าเขาไม่จริงใจครับ เพราะเริ่มมาก็โกหกไปแล้ว
ใช่ครับ ผมยอมรับว่าถ้าเขาเสนอตัวเองว่าเป็นพวกขายตรง เพื่อนผมอาจจะไม่สนใจ และผมก็คงไม่ได้นั่งทนฟังเขาเล่ามาตั้งครึ่งชั่วโมงหรอก....
แต่การเริ่มต้นคุยกัน และพบว่าแค่เริ่มมาก็โกหกแล้ว ....ผมควรจะเชื่อสิ่งที่เขาพูดต่อจากนั้นหรือครับ
เรื่องมันยังไม่จบเท่านั้นครับ....หลังจากนั้นก็คุยกันไปเรื่อยๆ เขาก็เริ่มพูดว่าธุรกิจนี้ดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ผมกับเพื่อนก็ยังนิ่ง คือไม่ได้มีท่าทีว่าจะสมัครเป็นสมาชิกขององค์กรของเขาแต่อย่างใด
เมื่อเวลาผ่านไป1ชั่วโมง ก็มีสิ่งที่ทำให้ผมเริ่มกดดันมากขึ้นครับ เพราะ องค์กรของเขาได้ส่งสมาชิกคนที่3 ออกมา ....
"โอเรโนะทาน (เทิร์นของข้า) ขอส่งสมาชิกคนที่3 ออกมาโจมตี"
(สำหรับใครที่ไม่ได้ดูยูกิ ขออภัยด้วยนะครับ พอดีช่วงนี้กำลังติด Yugi GX)
ผมเริ่มเห็นท่าไม่ดีแล้วล่ะครับ เพราะจาก 2-2 ซึ่งปริมาณคนเท่ากัน เวลาผมใช้ความคิด วิเคราะห์ถึงสิ่งที่เขาพูดออกมานั้น ผมยังพอฟังทัน และตอบโต้ทันครับ แต่เมื่อฝ่ายผมเริ่มมีคนน้อยกว่า ฝั่งนั้นจะเริ่มพูด และโน้มน้าวครับ
ซึ่ง...มันไม่ได้ผลกับผมและเพื่อนอยู่ดีครับ เมื่อเวลาผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง
"โอเรโนะทาน ขอส่งสมาชิกคนที่4 ออกมา"
ปิดเกม!!!
โอ้....อะไรกันนี่ ...นี่มันกลายเป็น4รุม2ซะแล้ว จากตอนแรกบอกว่าจะมากันแค่2คน ซึ่งภายหลังผมได้ถามเพื่อนของผมถึงประเด็นนี้ เพื่อนผมบอกไว้ว่าที่คุยกันไว้ คือเขามีบอกด้วยว่า
"อย่าชวนเพื่อนมาเยอะ เพราะจะทำให้อธิบายลำบาก"
ผมไม่เข้าใจครับ ถ้าบริษัทที่คุณนำเสนอดีจริง จะกลัวอะไรล่ะครับ ฟังหลายๆคนถ้ามันดีก็ยิ่งมีคนสนใจเยอะสิ นั่นคือคำถามที่ผมอยากรู้..... ทำไมต้องล่อให้ไปฟังแบบตัวๆ หรือ โดนรุม
และที่มากัน4คน ทุกคนบอกว่า กำลัง"ช่วย"ผมกับเพื่อน อารมณ์อาจจะประมาณว่า"ช่วย"ให้ผมไม่ต้องไปเป็นมนุษย์เงินเดือนล่ะมั้งครับ
คำพูดนี้ค่อนข้างดีนะครับ ....."ช่วย" ....แต่ตอนนั้นผมไม่ได้เดือดร้อน ดังนั้นนี่จึงเป็นคำนึงที่ผมไม่ได้รู้สึกว่าเขากำลัง"ช่วย"ผมอยู่เลยครับ แต่กำลังพยายามโน้มน้าวผมมากจนเกินไป
นอกจากนี้เขาก็บอกว่า.... ในบริษัทสังคมดีมาก เพื่อนๆที่ทำงานด้วยกันสนิทกัน แถมยังมีเงินใช้เยอะ ได้ไปเมืองนอกกันบ่อยๆด้วย
และ "น้องจะทำให้พ่อแม่ภูมิใจในตัวน้องมากๆเลย เพราะน้องสามารถทำงานหาเงินเองได้"
หึๆ ข้างบนนั่นมันแค่น้ำจิ้มครับ เพราะสิ่งที่เป็นประเด็นที่ผมจะนำมาพูดจริงๆ มันต่อจากนี้ต่างหากครับ.....
เพื่อนของผมคนนึง ได้เป็นสมาชิกขององค์กรแห่งนั้นอยู่แล้ว และเคยชวนผมมาก่อน (แต่ไม่ได้ลากไปนั่งฟัง เพราะรู้นิสัยผมดีว่าไม่ชอบทำอะไรพวกนี้)
เพื่อนคนนั้นได้บอกผมไว้ว่า ถ้าจะทำกับบริษัทนี้ให้ไปสมัครกับเพื่อนผม ซึ่งผมก็ตอบตกลงไป
...นั่นเป็นทีเด็ดของผมโดยบังเอิญในวันนั้นเลยครับ เพราะไม่นึกว่าเหตุการณ์มันจะจบในรูปแบบนี้.....
ผมหันกลับไปบอกพี่คนนึงในนั้นว่า
"พี่ครับ คือเพื่อนผมอะ เขาก็ทำอยู่บริษัทนี้อะครับ
ถ้าผมจะสมัคร ผมขอไปสมัครกับเพื่อนผมละกัน เพราะบอกมันไว้แล้ว"
ผมยังพูดไม่ทันจบประโยคดีเลย ก็ได้ยินเสียงจากพี่คนนึงสวนมาว่า
"อย่าเลยน้อง พวกพี่อะ มืออาชีพกว่า มีโปรคอยแนะนำ
ถ้าน้องไปสมัครกับเพื่อนของน้อง น้องอาจจะไม่มีคนแนะนำนะ"
ผมก็ได้แต่คิดในใจว่า....
"ถ้าทำงั้น ผมก็อาจจะทะเลาะกับเพื่อนผมสิ พึ่งตกลงกับมันไว้ไม่ถึง2อาทิตย์เลย"
และ ....
"ถ้าบริษัทนี้ดีจริง ทำไมสมัครกับคนละคน ถึงได้ผลไม่เหมือนกันล่ะ"
นอกจากนี้....ที่บอกว่าทำงานกับบริษัทนี้แล้วเพื่อนจะเยอะ สังคมจะดี แต่เริ่มต้นมา....ก็กึ่งๆจะยุส่งให้ผมมีเรื่องกับเพื่อนที่รู้จักกันมาหลายปีอะนะ
....ลักลั่นย้อนแย้งจริงๆ....
ประเด็นต่อมาคือตอนสมัคร ผมจำไม่ได้แล้วครับว่าต้องทำอะไรบ้าง
แต่หลักๆคือผมบอกกับพี่ๆกลุ่มนั้นไว้ว่า... "ผมจะกลับไปถามพ่อแม่ผมก่อน"
อันนี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผมยิงออกไป....คำตอบที่ผมได้รับกลับมาก็คือ
"ไม่ต้องหรอกน้อง สมัครไปเลย
บางทีพ่อแม่เขาไม่เข้าใจเรา ยังไม่ต้องบอกพ่อแม่หรอก
เดี๋ยวไว้ทำให้พ่อแม่ภูมิใจทีหลังได้ เขาก็จะเข้าใจเอง"
ผมจำประโยคเต็มๆไม่ได้แต่หลักๆก็ประมาณนี้
สิ่งที่ทำให้ผมเก็บประเด็นนี้มาคิดคือ....
เมื่อครู่ พึ่งชวนให้ผมหักหลังเพื่อนมาหมาดๆ(เพราะผมตกลงกับเพื่อนผมคนนั้นไว้แล้ว)
....แล้วตอนนี้ยังชวนให้ผมโกหกพ่อแม่ของผมอีก
และผมคิดว่า...
พ่อแม่ของผมคงไม่ยินดีและไม่เข้าใจหรอกครับ
ถ้าผมโกหกเรื่องนี้....เพียงเพื่อเงิน
(พ่อผมมักพูดเสมอว่า ..."เงิน"ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง ...และแน่นอนว่า ผมคงไม่เอา "ความไว้วางใจที่ได้รับจากพ่อแม่" มาแลกกับ"เงิน"หรอกครับ)
เป็นอันว่าผมสรุปได้ในเวลาอันรวดเร็วว่า ผมไม่สมัครชัวร์ๆครับ....
และผมก็คิดอีกอย่างนึงว่า
"ที่คะยั้นคะยอให้สมัครเลย เป็นเพราะกลัวว่า ถ้าผมกลับไปนั่งคิดให้ถี่ถ้วนแล้ว ผมจะไม่สมัครรึเปล่า"
ผมคิดว่า ....
"ถ้าบริษัทนั้นดีจริง สมัครวันนี้หรือพรุ่งนี้ก็คงไม่ต่างกัน"
นอกจากนี้เขาก็ชวนให้ผมไปที่สาขานึงของบริษัทเขาซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นัดพบมากนัก ซึ่ง...ก็เจอแจคพอตครับ เพราะระหว่างที่เดินไปทั่วๆ ผมก็เจอกับเพื่อนผมคนที่ชวนผมเข้าองค์กรพอดี
ถ้าผมตอบตกลงไปว่าจะสมัครกับคนที่มาชวนในวันนั้น ผมกับเพื่อนอาจจะมีปัญหากันก็ได้ (ตอนนั้นผมคิดว่าบริษัทนี้เหมือนเป็นพวกสะกดจิตเลยนะ เพราะดูเหมือน แว่บแรกที่เห็นผม เพื่อนผมจะคิดว่าผมต้องการไปสมัครกับคนอื่น)
แม้ว่าหลังจากนั้นเพื่อนของผมที่มาชวนผม จะออกจากองค์กรไปก็ตาม (และก็กลับมาสมัครใหม่ในอีกไม่กี่ปีต่อมา กับกลุ่มใหม่ ซึ่งผมก็ได้ยินมาว่าดีกว่ากลุ่มที่มาพูดให้ผมฟังมากๆ(จากคำบอกเล่าของหลายๆคน และจากการสังเกต).... ปัจจุบันไม่ทราบว่ายังทำอยู่รึเปล่า)
และ มีอยู่เรื่องนึงที่เขาพูดในช่วงแนะนำบริษัทของเขาให้ฟัง
เขาบอกว่า ที่ต่างประเทศบริษัทของเขาดังมากๆ ภายในไม่กี่ปีจะควบรวมกิจการหลายๆบริษัทที่ดังๆมารวมด้วย แล้วเนื่องจากว่าใครที่ไม่ได้เป็นสมาชิก จะไม่สามารถซื้อสินค้ากับบริษัทเขาได้ เพราะฉะนั้น ผมควรจะสมัครกับเขาไปเลยตั้งแต่วันนั้น
จนวันนี้ ก็ผ่านมาราวๆ4ปีแล้ว(เขาบอกผมว่าราวๆใน3ปี) ผมก็ยังไม่เห็นว่าบริษัทชื่อดังที่เขาเคยอ้างให้ผมฟัง ทำท่าว่าจะไปรวมตัวกับบริษัทของเขาแต่อย่างใด
และถ้าสมมติว่าผมจำเป็นต้องซื้อสินค้าของเขาจริง ผมไปสมัครในอนาคตมันจะต่างกันตรงไหน
ผมไม่เชื่อว่าการสมัครสมาชิกที่เสียค่าแรกเข้าหลายร้อย จะมีคนให้ความนิยมมากนัก
และท้ายที่สุด....
ถ้าเงินอยู่กับผม ถ้าผมอยากได้สินค้าที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ถ้าผมอยากเป็นลูกค้ากับใครก็ได้ ทำไมจะไม่มีคนขาย
ในเมื่อทุกวันนี้ ซุปเปอร์มาเก็ตก็ยังเปิดขายสินค้าอยู่ โดยที่ผมไม่จำเป็นต้องสมัครสมาชิกกับห้างอย่างโลตัส บิ๊กซี ซะหน่อย
แล้วอะไรกัน ที่ทำให้ผมต้องไปสมัคร......
สำหรับผมในเวลานั้น จนถึงวันนี้ คือ "ยังไม่มี" ครับ
(อนาคตอาจจะมีก็ได้ เพราะอนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน
)
หมายเหตุ : ขอย้ำอีกครั้ง บุคคลที่ผมนำมาเล่าเป็นเพียงคนบางคนจากองค์กรนั้นเท่านั้น คงไม่ใช่ทุกคนที่เป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้นผมไม่ได้เหมารวมนะครับ และคนที่ทำงานกับองค์กรเหล่านี้แล้วมีความสุข ได้เงินจริงก็คงจะมีอยู่บ้างนั่นล่ะ
ผมไม่ได้บอกว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่ดี เพราะทุกคนต่างก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเอง แต่ผมเห็นข้อขัดแย้งในสิ่งที่เขานำเสนอให้ผมฟังครับ
ถ้าถามผม ในตอนนี้ถ้าให้ผมมองย้อนกลับไป....คนที่มาพูดอาจจะโดนผมตั้งป้อมยิงและสวนกลับไปหลายดอก จนบางคำตอบเขาตอบเร็วเกินไปโดยไม่ได้คิดให้ถี่ถ้วนก่อน เลยมีหลุดบางประเด็นให้ผมนำมาพูดต่อในเอนทรี่นี้ได้นั่นล่ะครับ
ปล.งานหนังสือวันสุดท้าย ผมตื่นสาย .....ดูทีวี....แล้วก็เผลอหลับต่อ อดไปงานหนังสือเลยครับ - -''
ปล2.ที่ผมนำมาเล่า เพราะรู้สึกว่า เป็น"Paradox" ในการนำเสนอสินค้าของคนขายครับ เขาบอกว่าเขามีศีลธรรม ....แต่ คำเชิญชวนของเขา ชวนให้ผมทิ้งเพื่อนและโกหกพ่อแม่ ผมจึงไม่ชอบครับ
ปล3.อีกเหตุผลที่นำมาอัพคือไม่รู้จะอัพอะไร(สมองตัน คิดอะไรไม่ค่อยออก) และประเด็นที่เก็บไว้หลายอย่างถ้านำมาเขียนตอนนี้คงจะยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ แล้วก็ช่วงนี้ก็ไม่ค่อยได้ดูหนังโรงเลย (กำลังคิดว่าจะไปดู"ปืนใหญ่จอมสลัด"ครับ) ถ้าได้ดูและว่างคงจะกลับมาเขียนรีวิวครับ ^^

#1 By chubby on 2008-10-24 02:26