ชั่วโมงไม่เร่งด่วน
posted on 27 Oct 2008 23:58 by mahado in MyLife, To-Think
ช่วงเวลาสายๆของวันที่ท้องฟ้าสดใสวันหนึ่ง....
มันเป็นเวลาที่ใครหลายๆคนกำลังนั่งทำงาน นั่งเรียน นอนดูทีวี
หรือทำอะไรก็ตามที่ไม่ได้รีบร้อนจะเดินทาง
แต่สำหรับผม ในตอนนั้นมันคือช่วงเวลาที่ผมรีบเร่งที่สุด
เพราะผมกำลังจะสาย และคนที่ขึ้นรถไฟฟ้าสถานีนี้บ่อยๆ จะรู้ว่าจังหวะนั้นผมต้องรีบวิ่งขึ้นบันไดเลื่อน
เพราะรถไฟฟ้ากำลังจะเทียบชานชาลาพอดี...
ที่กึ่งกลางของบันไดเลื่อนนั้นเอง มีพ่อลูกคู่หนึ่งยืนขวางทางอยู่...
ทำให้ผมไม่สามารถวิ่งแทรกไปได้ และเด็กคนนั้นก็ตัวเล็กมากเมื่อเทียบกับตัวผม
หากผมดึงดันที่จะแทรกผ่านไป เด็กอายุไม่ถึง6ขวบ อาจจะตกบันได เพราะความรีบร้อนของผมก็เป็นได้...
ในวินาทีนั้นผมเกิดความคิดต่างๆขึ้นมามากมาย....
...ผมอยากให้เมืองไทยเหมือนญี่ปุ่น ที่คนขึ้นบันไดเลื่อน ถ้าไม่รีบเดินก็ควรจะชิดไปริมข้างใดข้างหนึ่ง
แต่ที่นี่คือประเทศไทย จึงไม่มีวัฒนธรรมการขึ้นบันไดเลื่อนเช่นนั้น
...ผมอยากจะพูดให้พ่อลูกคู่นั้นหลีกทางให้ ผมจะได้เดินต่อไปข้างหน้า และทันรถไฟฟ้าคันนั้น
แต่ผมก็ปากหนักเกินไป จนไม่มีแม้แต่เสียงถอนลมหายใจด้วยความรำคาญออกจากผมในเวลานั้น
ภาพพ่อลูกจูงมือกันบนบันไดเลื่อน อาจจะเป็นภาพที่สื่อความหมายได้เป็นอย่างดีในหลายๆเรื่องๆ หลายๆประเด็น แต่ในเวลานั้น ผมไม่ได้ซาบซึ้ง หรือซึมซับสิ่งใดๆจากภาพที่อยู่ตรงหน้าเลย...
จนเมื่อผมเดินไปจนถึงบันไดขั้นที่ติดกับพ่อลูกคู่นั้น ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่บันไดเลื่อนได้พาพ่อลูกคู่นั้นไปจนถึงปลายบันไดพอดี
รถไฟฟ้ากำลังจอด และผู้โดยสารจำนวนมากกำลังทยอยเดินออกมาจากรถไฟฟ้า...
ในจังหวะนั้นหากไม่มีใครมาขวางข้างหน้า ผมคงจะวิ่งแล้วก็ขึ้นรถไฟฟ้าไปแล้ว....
...แต่ตอนนี้ผมก้าวไปข้างหน้าไม่ได้เพราะพ่อลูกคู่นั้นขวางเส้นทางของผมอยู่
"เกะกะจริงๆ...." ผมได้แต่คิดในใจเช่นนั้น...
"หลีกทางไปซะที..." ผมคิดซ้ำอีกครั้ง...แต่ก็ยังไม่มีเสียงใดๆออกจากปากผมเช่นเคย
จนกระทั่ง...เมื่อสายตาของเด็กคนนั้นเห็นรถไฟฟ้า เขาเริ่มวิ่งออกจากบันไดเลื่อนทันทีที่รองเท้าของเขาสัมผัสกับพื้นของชานชาลา...
ทางของผมถูกเปิดออกแล้ว ผมกำลังจะวิ่งไปในช่องที่เด็กคนนั้นพึ่งจะเปิดให้...
แต่ทันใดนั้นเองเสียงของ พ่อของเด็กคนนั้นได้ดังขึ้น....
"ไม่ต้องรีบนะลูก..."
เป็นเสียงที่ไม่ได้ดังมากนัก และคงจะมีเพียงแต่ผมกับเด็กคนนั้นที่ได้ยิน...
แต่เสียงนี้กลับดังซ้ำไปซ้ำมาในห้วงความคิดของผม...
"ไม่ต้องรีบนะลูก..."
ในเสี้ยววินาทีแรกที่ได้ยินผมคิดขึ้นมาในแทบจะทันทีว่า.... "มึงไม่รีบ แต่กูรีบโว้ย!!!"
เพราะผมกำลังรีบจริงๆ และผมกำลังจะสายมากขึ้น ถ้าผมพลาดรถไฟฟ้าขบวนนี้
แต่ในอีกด้านหนึ่ง คำพูดของชายคนนั้นก็ทำให้ เกิดคำถามขึ้นมาในใจของผมว่า....
"นี่ผมกำลังรีบร้อนเกินไปรึเปล่า"
ภาพที่เด็กคนนั้นกำลังวิ่ง กับคำเตือนของชายคนนั้นที่พูดกับลูก ทำให้ผมนึกถึงคำเตือนที่พ่อของผมเคยเตือนผมบ่อยๆ
"อย่ารีบวิ่งนะลูก เดี๋ยวหกล้ม"
และแทบจะในทุกครั้งที่พ่อผมเตือน ผมมักจะบาดเจ็บจากสิ่งเหล่านั้นทุกครั้ง เพราะผมไม่ระวัง ผมไม่เชื่อคำเตือน...
ผมรีบวิ่งแล้วผมก็ได้แผล หรือแม้แต่วิ่งบนโซฟาจนก้าวพลาดหัวไปฟาดกับกระจกโต๊ะ เย็บไปหลายเข็ม
ภาพของเด็กคนนั้นหยุดวิ่ง และยืนรอพ่อก้าวผ่านบันไดเลื่อนอย่างเชื่อฟัง ยังติดตาผมอยู่จนกระทั่งบัดนี้...
และเกือบจะในเวลาเดียวกัน ผมก็ได้ยินเสียงที่คุ้นหูดังขึ้น...
"...ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด..."
รถไฟฟ้ากำลังจะปิดประตูแล้ว ผมยังก้าวไม่พ้นจากบันไดเลื่อนเลย
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วินาที รถไฟฟ้าก็ค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากสถานีไป
ทิ้งผมกับพ่อลูกคู่นั้นไว้ที่สถานีเพื่อรอรถไฟฟ้าขบวนถัดไป...
ผมกำลังจะสายมากขึ้น เพราะต้องรอรถคันต่อไปอีก5นาที เนื่องจากเวลานั้นไม่ใช่ชั่วโมงเร่งด่วน...
...แต่ดูเหมือนว่า ผมจะได้สิ่งชดเชยจากการรอรถไฟฟ้านานขึ้นแล้ว
หมายเหตุ : ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ครับ แต่ไม่รู้ทำไมวันนี้ถึงได้อยากเขียนเรื่องนี้ และ...เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ในช่วงระยะเวลาไม่ถึงนาทีของผมบนสถานีรถไฟฟ้า เมื่อเดือนก่อน...
หมายเหตุ2 : ผมรู้ว่ารถไฟฟ้ากำลังจะเทียบชานชาลา เพราะจังหวะที่ผมจะขึ้นสถานี ผมมักจะมองว่ารถไฟฟ้ากำลังวิ่งมาที่สถานีรึเปล่า และที่ทำให้ผมรีบเป็นพิเศษ เพราะช่วงที่ไม่ใช่ชั่วโมงเร่งด่วน รถไฟฟ้าจะมาช้ากว่าชั่วโมงเร่งด่วนครับ
หมายเหตุ3 : ผมเคาะEnterบ่อยมากในเอนทรี่นี้ เพราะอยากให้เว้นช่วงของความคิดในแต่ละบรรทัดครับ ส่วนเอนทรี่ต่อๆไป เช่น Reviewหนัง หรือการนำประเด็นอื่นๆมาพูดถึง ผมคงจะเคาะEnterน้อยลงแล้วนะครับ
และสุดท้ายนี้ขออภัยที่มีคำหยาบครับ

)
นึกถึงตอนรีบไปห้องน้ำแล้วมีคนเกะกะ
#1 By wesong on 2008-10-28 00:33