อีกสักครั้งกับ ซ."เซ่อ"

posted on 29 Oct 2008 14:34 by mahado  in Movies

หมายเหตุ : เอนทรี่นี้เป็นเพียงแค่ความคิดเห็นส่วนหนึ่งของผมเท่านั้น...โปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน 

 

สาเหตุของเอนทรี่นี้คาดว่าหลายๆท่านน่าจะทราบกันดีว่าคือ เรื่องการจะแบนหรือตัดบางส่วนของหนังเรื่อง SAW V  กับ SCAR 3D ครับ

 

ที่จริงเอนทรี่นี้ว่าจะพิมพ์ตั้งแต่เมื่อคืน แล้วก็ล้มเลิกความตั้งใจไปทีนึงแล้วล่ะครับ เพราะเห็นว่าไม่ว่าจะพิมพ์ยังไง ก็ได้แค่ระบาย พวกเขาเหล่านั้นจะได้มาอ่านรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่ยังไงซะ วันนี้ผมก็ตัดสินใจเริ่มต้นที่จะพิมพ์เรื่องนี้อีกครั้ง เพราะมันเป็นเรื่องของ ซ5 มาเจอกับ ซ.เซ่อ (Saw 5 กับ เซ็นเซ่อ)

 

(ใครสนใจลองไปคลิกในเอนทรี่ที่ผมRecommendไว้ครับ เมื่อปีที่แล้วผมเขียนเอนทรี่ที่โยงไปประเด็นเกี่ยวกับการ ซ.เซ่อ ไว้ในหลายเอนทรี่เหมือนกัน)

 

ผมขอ Quote ข้อความที่ทำให้ผมอยากมาพิมพ์เอนทรี่นี้ก่อนนะครับ

....

ซึ่งในการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์หนึ่งเรื่อง คณะกรรมการอาจมาครบทั้ง 7 คน หรือมาประมาณ 3-4 คนก็ได้

ซึ่งมีกระแสข่าวรายงานมาถึงมาตรฐานในการทำงานของคณะกรรมการเซ็นเซอร์ ที่ใช้อคติส่วนตัวในการทำงานมากเกินไป โดยมีรายงานว่า คณะกรรมการเซ็นเซอร์บางท่านมีมุมมองว่า ไม่อยากให้หนังที่ไม่มีสาระ หรือไม่มีประโยชน์อะไรเลย (ตามความคิดเห็นของคณะกรรมการท่านนั้น) ผ่านเซ็นเซอร์

...


ซึ่งผมคิดว่าข่าวด้านบนนั้นก็มีการใส่ความคิดเห็นของตนเองไปแล้วบางส่วน จึงไม่รู้ว่าคณะกรรมการทั้งหลายคิดเช่นนั้นจริงหรือไม่ แต่ถ้าจริง....นี่เป็นอะไรที่น่าเศร้า เพราะพวกท่านๆทั้งหลายอาจจะมาไม่ครบองค์ประชุม จากความเห็นของคน7คน ซึ่งเทียบแล้วมันก็น้อยเมื่อเทียบกับคนเกือบๆ70ล้านคนทั่วประเทศ....

1คนจะเป็นตัวแทนคนเกือบๆ10ล้านอย่างนั้นหรือ ? (ทั้งๆที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งด้วย...)

 

และเมื่อมาไม่ครบองค์ประชุมก็ยังดำเนินการต่อไปได้ ....แล้วก็สามารถพิพากษาหนังได้ ....ผมคงไม่พูดแล้วล่ะครับว่ามันถูกหรือผิด เพราะอำนาจการตัดสินใจหั่นหรือไม่หั่น แบนหรือไม่แบน อยู่ในมือของเขาเหล่านั้น

 

อีกสัก Quoteนึง ที่ทำให้ผมอยากนำมาให้อ่านคือ


...


ซึ่งที่ผ่านมา มีหนังหลายเรื่อง ที่มักถูกคณะกรรมการให้ความเห็นว่าเป็นหนังไม่มีสาระ ไม่ควรผ่านเซ็นเซอร์ โดยมีกรณีของหนังต่างประเทศเรื่องหนึ่ง ที่คณะกรรมการท่านดังกล่าว ได้พยายามโน้มน้าวคณะกรรมการท่านอื่นๆ ว่า “เป็นการดีแล้วหรือ ที่จะให้หนังแบบนี้ผ่านเซ็นเซอร์ เพราะหนังไม่มีเนื้อหาสาระอะไรเลย ไม่มีประโยชน์อะไรแก่สังคม” แต่ในที่สุด หนังก็ผ่านเซ็นเซอร์ออกมา


....


สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมนำประเด็นนี้มาพูดถึงคือ หนังที่ไม่มีสาระหรือไม่มีประโยชน์แก่อะไรแก่สังคม คือหนังประเภทไหนกัน....


ก่อนอื่นผมก็ต้องยอมรับว่า เป็นเรื่องจริงที่หนังบางเรื่องไม่มีสาระ กรณีของ SAW ผมมองว่ามีสาระและแฝงแง่คิดในภาคแรก ส่วนภาคต่อๆมาผมไม่ได้จับประเด็นถึงขนาดนั้น แต่ก็รู้สึกว่ายังมีปมปัญหาให้ขบคิดอยู่บ้าง แม้บางประเด็นจะซ้ำกับของเดิมก็ตาม ส่วนประโยชน์ต่อสังคมอาจจะพอพูดได้ว่าก็ให้ความบันเทิงกับคนในสังคมล่ะมั้งครับ

 

ซึ่งถ้าไม่มองว่าการให้ความบันเทิงเป็นประโยชน์กับสังคม งั้นผมขอตั้งข้อสังเกตว่า หนังหรือละครที่ฉายกันอยู่ทุกวันนี้มีสาระหรือประโยชน์กันจริงๆงั้นหรือ ถ้าไม่นับเรื่องการให้ความบันเทิง หรือเป็นศิลปะ

 


ไม่อยากยกตัวอย่างไกล ผมขอยกตัวอย่างหนังไทยบางเรื่องที่นำมาพูดถึงในแง่ของสาระได้ก็แล้วกันครับ

 

องค์บาก - มีเนื้อหาตรงส่วนไหนหรือครับที่มีสาระ ?? มีฉากใช้ความรุนแรงมากมายที่เรื่องนี้ไม่โดนแบน เพราะไปฉายต่างประเทศได้เงินเยอะ รึเปล่าครับ...?  ถ้าจะบอกว่าเพราะหนังแสดงถึงการปกป้องศาสนา ปกป้องเศียรพระพุทธรูป ตามหลักแล้วคนธรรมดาควรจะบุกไปฆ่าคนร้ายทั้งกลุ่มเลยหรือครับ... ถ้าวันหนึ่งมีคนทำแบบนั้นขึ้นมาจริงๆ เขาไม่ได้ทำผิดกฎหมายใช่ไหม? นั่นเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองหรือไม่? ทำเกินกว่าเหตุรึเปล่า? และที่ทำไปนั้น ผิดศีลข้อ1มั้ย?

 

ช็อคโกแลต - มีฉากการใช้กำลังและเข่นฆ่ากัน เหมือนองค์บาก ยังไม่เห็นเหมือนกันว่าหนังเรื่องนี้สร้างประโยชน์ในแง่อื่นยังไงเช่นกันครับ

 

และล่าสุดกับ...

 

ปืนใหญ่ จอมสลัด - ถ้าไม่นับการโชว์ความอลังการ ก็ยังไม่ได้มีสาระขนาดที่จะมาใช้ในชีวิตประจำวัน หรือ สิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับสังคมเช่นกัน เพราะมันเป็นหนังแฟนตาซี

 

ผมไม่ได้อยากยกหนังเหล่านี้มาโจมตีนะครับ ที่เอามาพิมพ์อยู่นี่ไม่ได้จะบอกว่า ให้แบนหนังข้างต้นไปด้วย หรือหนังเรื่องเหล่านั้นไม่ดี แต่หนังเหล่านี้นำไปฉายเมืองนอกก็สร้างชื่อให้กับประเทศได้มากมาย ทำไมถึงไม่โดนแบนตามไปล่ะครับ จะได้ไม่มีข้อตำหนิว่ามี2มาตรฐานในการทำงาน


และถ้าพูดถึงละครเสริมสร้างวัตนธรรมในสังคม ที่ฉายทุกวันหลังข่าวบางเรื่องล่ะก็ ละครบางเรื่องมี20ตอน นางร้ายตบนางเอกไป18ตอน นางเอกกลับมาชนะตอนที่19 และจบแบบนางเอกมีความสุขในตอนที่20 .....อยากถามเหมือนกันว่า ถ้าเทียบแล้ว 18ตอนจาก20ตอน โอกาสที่คนจะเปิดมาแล้วเจอฉากนางร้ายทำชั่วแล้วได้ดีมีตั้ง90% และมีฉากที่นางเอกได้ดิบได้ดีแค่10%เท่านั้น ซ้ำร้ายตอนจบของบางเรื่องอาจจะมีฉากยิงกันแก้แค้นอีกฝ่ายให้เห็นอีกต่างหาก และละครบางเรื่องก็มีฉากพระเอกข่มขืนนางเอก สุดท้ายนางเอกก็ยังตัดสินใจแต่งงานกับพระเอก

 

...เป็นละครที่เสริมสร้างวัฒนธรรมอันดีจริงๆ...เพราะมันอยู่ใกล้ตัว สัมผัสได้ มีอยู่จริง ไม่เหมือนกับเรื่อง SAW หรือ SCAR ที่คงจะไม่เกิดขึ้น เพราะเรามีเจ้าหน้าที่ที่เก่ง คงสืบหาตัวคนร้ายได้ก่อนที่จะเป็นฆาตกรต่อเนื่อง ซึ่งคนร้ายที่จับได้นั้น อาจจะกลัวมากจนถึงขั้นร้องได้แค่ ...แบ๊ะ ...แบ๊ะ และไม่สามารถทำความชั่วหรือออกมาให้คนในสังคมพบเห็นได้อีก เพราะติดคุกไปชดใช้ความผิดของคดีฆาตกรรมนั้นแล้ว


เพราะฉะนั้นหนังอย่างSAW คงไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆแก่สังคม เพราะมันคงไม่ได้เกิดขึ้นจริงในบ้านเรา สู้ละครก็ยังไม่ได้ มีข้อคิดให้เห็นตั้ง18ตอนว่า ถ้าไม่มีความกล้าหรือความเด็ดขาดเพียงพอ ก็อาจจะต้องไปร้องไห้อยู่ในห้องคนเดียวถึง18ตอน กว่าจะมาสมหวังในบั้นปลาย2ตอนสุดท้าย

 


จะว่าไปแล้ว พอพิมพ์ไปเรื่อยๆ ผมก็ดันหาข้อแก้ตัวให้คณะกรรมการได้เสร็จสรรพซะอย่างนั้น ....กลายเป็นว่าผมเห็นความตั้งใจดีของคณะกรรมการซะอย่างงั้น นี่คงเป็นเพราะหลังจากคิดประเด็นต่างๆระหว่างพิมพ์ ผมตาสว่างและมองเห็นถึงสิ่งที่คณะกรรมการทั้งหลายปรารถนาดี ต้องการให้คนดูหนังอยู่กับความเป็นจริง อยู่กับเรื่องใกล้ๆตัว ไม่ต้องมองไปไกลถึงฆาตกรโรคจิตมีปม ให้มองแค่ฉากตบจูบในละครก็เพียงพอกับการอยู่บนวัฒนธรรมอันดีแล้ว

 


พิมพ์จนถึงบรรทัดนี้ผมก็ลืมไปเลยว่าจะกลับไปต่อประเด็นเรื่องทำไมหนังบางเรื่องฉายได้ทั้งๆที่มีฉากไม่เหมาะสมซะสนิทใจเลย เอาเป็นว่าผมขอจบไว้เพียงเท่านี้แล้วกันครับสำหรับเอนทรี่นี้ ไว้ถ้าวันหลังนึกออกอาจจะกลับมาต่ออีกครับ

 


...เอวัง...

 

 


ปล. ผมรู้สึกว่าเอนทรี่นี้เลื่อนลอยสุดๆเลยครับ สิ่งที่คิดจะพิมพ์ในตอนแรกก็ไม่ได้พิมพ์ แต่สิ่งที่ไม่ได้คิดจะพิมพ์กลับโผล่ออกมาจากไหนก็ไม่รู้

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ก่อนอื่นน่าจะถามก่อนว่า สาระ คืออะไร? แล้วหนังมีผลกระทบอย่างไรกับชีวิตจริง และ ความคิดของคนหลายๆคนบ้าง

ต่างคนก็คงต่างมีเหตุผลของตัวเอง สาระก็เช่นกัน แต่อยากให้การเซ็นเซอร์เปิดกว้างกว่านี้จริงๆ เพราะเท่าที่ผมเห็น มีแต่การเซ็นเซอร์แบบอคติส่วนตัวจริงๆ อย่างเช่น การ์ตูนญี่ปุ่น หนังฝรั่งจะโดนเยอะมากๆ แต่ที่ผมเห็นไ่มีการเซ็นเซอร์เลยจริงๆก็มี ละครตบจูบแบบไทยๆนี่แหละsad smile
แหม พี่กระบวยวิด(น้ำ)เค้าคิดเองเออเองมากไปป่าวค่ะ เอาอะไรมาตัดสินว่า มีสาระ ไม่มีสาระ
มีสาระต้องแบบ ลูกกตัญญูพ่อแม่ หนังสดุุดีวันครูเท่านั้นเหรอคะ

#2 By cryingsmile on 2008-10-29 16:25

ผมเป็นแฟน ซ.เหมือนกันครับ เห็นด้วยกับคุณตรงที่ว่า ซ.ให้แง่มุมฉุกคิดสำหรับการใช้ชีวิตให้เป็น ไม่ใช่ให้คุ้ม มีคติสอนเตือนใจตลอดว่าเราควรรักชีวิตของตัวเอง

ส่วนเรื่องที่คิดว่าจะพิมพ์อะไร พอเอาเข้าจริงมันดันไม่เป็นอย่างนั้น ผมก็เคยครับ บ่อยเลยละ เวลาเราพิมพ์ไปแล้ว มันเหมือนว่าวติดลมบน ยังไงก็ต้องดึงให้เชือกขึงตึงตลอด เดี๋ยวมันร่วงเอา!

แล้วเจอกันใหม่ด้วยความห่วงใย..confused smile
ตอนจบประชดสินะ หึหึopen-mounthed smile

#4 By redtear on 2008-10-29 17:06

ตอนนี้ในความคิดของเราที่มีต่อกระบวนการซ.คือ
ไปซ.ละครหลังข่าวดีกว่ามั้ยคับ เพราะข่าวหน้าหนึ่งทุกวันนี้เกือบ 90% บอกว่าเลียนแบบละคร
ไม่ค่อยเจอหนังเท่าไหร่นะ(หรือเจอแล้วเราตามอ่านไม่ทันหว่า แกรกๆ)
อืม นั่นแหละ

#5 By Silver_Moony on 2008-10-29 18:19

sad smile ซ.จะมาอะไรกับหนังมากมายไม่เข้าใจ
หนังมันเป็นอะไรที่คนเลือกดูได้ ใครอยากดูก็ไปดู
ละครหลังข่าวสิสมควร ซ.
เพราะออกแนวยัดเยียดให้คนดูอย่างเลี่ยงไม่ได้
ส่งตรงถึงที่บ้านกันเลย เข้าถึงคนได้เยอะกว่าอีก
ดูแล้วมีสาระตายอะนั่น ฮึ่ย!!!!!!!!!

#6 By Nancy อารมณ์ดี on 2008-10-29 19:55

แบนให้หมดทุกอย่างเลยดีกว่า -..-
แค้นใจกับ SCAR อย่างแรง
เพราะมัน 3D - -

#7 By Aelita~[-X-]~ on 2008-10-29 20:06

แค่ไม่มีสาระหรือประโยชน์อะไรแก่สังคม ไม่น่าจะเป็นเหตุผลได้
หนังก็ต้องนำเสนอมุมมองที่ต่างกันออกไป อยู่ที่คนดูจะสามารถเข้าใจได้มั้ย

อีกอย่างเห็นด้วยกับคุณ SkyKiD มากๆว่าหนังในปัจจุบัน ก็ไม่ได้มีทุกเรื่องที่มีสาระ หรือมีประโยชน์ต่อสังคมจริงๆ อย่างละครหลังข่าวนี่สาระมากเลย..sad smile



แล้วหนังที่มีสาระ มีประโยชน์จริงแล้วคือหนังประเภทไหนกัน สงสัยมากๆ..
ต้องถูกต้องตามวัฒนธรรมอันดีงาม ไม่เลือดสาด ตัดแขนเห็นเนื้อสดๆ ไม่โป๊ ไม่เปลือยใช่มั้ย?

ช่วยเปิดกว้างสู่โลกปัจจุบันเถอะค่ะ

#8 By เจน on 2008-10-29 20:34

เดี๋ยวต้องมีให้บ่นกันอีก

#9 By wesong on 2008-10-29 21:44

ลองคิดกันในแง่เหตุผลนะคะ ในแง่ของคนดูหนังคนหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับเรื่องสาระไม่สาระ หรือบลาๆๆบ้าบอคอแตก
ตั๋วหนังใบนึงราคาอย่างน้อยๆ 80 บาท - กี่ร้อยก็ว่าไป แต่หนังใหม่ๆนี่อย่างน้อยๆก็ร้อยนึงละ
มองในแง่คนดูหนัง ต้องตัดสินใจจากอะไร?
1- โปสเตอร์
2- ตัวอย่าง
3- ตัวแสดง

แล้วเรามามองที่ Saw V กับ Scar 3D
1- โปสเตอร์ >>> โคตรรุนแรง
2- ตัวอย่าง >>> เลือดสาด
3- ตัวแสดง >>> คนไทยรู้จักกันไหม หนึ่งในกี่คนคะถึงจะรู้?

แล้วเท่านี้ก็เป็นปัจจัยคัดคนออกได้เยอะแล้วล่ะค่ะ ถามจริงๆว่าคนที่ไม่ชอบหนังเลือดสาด มันจะเข้าไปดูให้ได้อะไร
เปรียบเทียบกับหนังผี ถ้ามันกลัวผีจะเข้าไปปิดตาเสียตังค์กันเพื่ออะไร?? ก็ไม่ดูซะไม่ดีกว่ารึ??
หนังมันทำมาเพื่อขายคนเฉพาะกลุ่มอยู่แล้ว ผู้บริโภคเขาก็มีหัวคิดและ "เลือก" เป็น
จบ
เนื่องจากผมไม่รู้ว่าระบบเซ็นเซอร์ในเมืองไทยมีดียังไง ดังนั้นผมจะไม่ขอพูดยกประเด็นขึ้นมาพูด

อย่างที่จขบ.พูดครับ เขียนไปก็ได้แต่ระบายเท่านั้น

#11 By KennyHass on 2008-10-29 22:25

หึ หึ ผมว่าละครแหละตัวดี มันเป็นสื่อที่เข้าถึงผู้คนได้กว้างมากกกกกก

บ้านไหนมีทีวีก็ดูละครได้แล้ว แต่หนังเนี่ยมันต้องตั้งใจซื้อบัีตรไปดู หรือไม่ก็ลงทุนเช่า และซื้อมาดูที่บ้าน

ไม่เข้าใจกอง ซ เท่าไหร่ ว่างเมื่อไหร่ว่าจะเอาระเบิด(ปลอมๆ) ไำปบอมพ์เหมือนกันครับ

ฮาฮา

#12 By พงคุง on 2008-10-29 22:46

ลองมีคนไปตบจูบแล้วอ้างว่าเลียนแบบพระเอกละครหลังข่าวดูสิ ...

แล้วดูว่าจะโดนแบนเหมือน GTA ไหม ?

#13 By dekhadmai (58.9.152.93) on 2008-10-30 00:38

กี่ปี กี่ชาติ

จะ รบ ที่ ปชช เลือกก็เหมือนเดิม

กองเซ็นเซอร์ก็ยัง "ควาย" เหมือนเดิม