สรุปหนังไทยปี2551 ภาค2(หนังยาว)
posted on 05 Jan 2009 14:36 by mahado in Moviesสวัสดีครับ วันนี้ผมกลับมาสรุปหนังไทยปี2551ต่อจากคราวก่อนครับ หากใครยังไม่ได้อ่านของคราวที่แล้วสามารถย้อนกลับไปอ่านได้นะครับ ใน สรุปหนังไทยปี2551 ภาค1 ซึ่งในภาค1 ผมจะพูดถึงหนังไทยที่เรื่องเดียวมีหลายๆเรื่อง หรือหนังสั้นนั่นเองครับ ดังนั้นหากยังไม่ได้อ่านเอนทรี่ที่แล้ว ก็ยังสามารถอ่านเอนทรี่นี้ได้โดยไม่ต้องอ่านภาค1ก่อนก็ได้ครับ
เอนทรี่นี้ค่อนข้างสมบุกสมบันสำหรับผมพอสมควร เพราะพอพิมพ์เสร็จรอบแรกผมก็ปวดหัวเลยไปนอน ตื่นขึ้นมาอีกทีก็ไข้ขึ้นอย่างรุนแรงเลยล่ะครับ นอนซมแทบทั้งวัน เมื่อวานเลยไม่ได้มาอัพตามที่ตั้งใจไว้ในตอนแรก วันนี้ก็ยังมึนๆนิดหน่อย แต่อาการดีขึ้นกว่าเมื่อวาน เลยกลับมาพิมพ์ต่อครับ
สำหรับวันนี้จะเป็นคิวของหนังยาว 13 เรื่อง ตามโปสเตอร์และรายชื่อด้านล่างครับ

1.กอด
2.ดรีมทีม
3.ช็อคโกแลต
4.รัก | สาม | เศร้า
5.นาค
6.โลงต่อตาย
7.บุญชู ไอเลิฟสระอู
8.เฟรนด์ชิพ
9.ปืนใหญ่ จอมสลัด
10.โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต
11.องค์บาก 2
12.Super แหบ แสบ สะบัด
13.Happy Birthday
ก่อนอื่นเลย หนังที่ได้คะแนนมากๆมาก่อนหน้านี้ อาจจะไม่ได้เป็นหนังที่ผมชอบที่สุดในปีนี้นะครับ และหนังบางเรื่องผมก็ยังไม่เคยมารีวิวไว้ในบล็อก ก็จะถือโอกาสนี้พูดสรุปๆข้อมูลของหนังแต่ละเรื่องเลยก็แล้วกันนะครับ
ผมขอเริ่มจากหนังไทยที่ผมชอบที่สุดในปีนี้3เรื่องก่อนแล้วกันนะครับ... และใน3เรื่องนี้หลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ผมคิดว่าผมไม่จัดอันดับกับหนัง3เรื่องนี้น่าจะดีกว่าครับ เพราะหนังทั้ง3เรื่องมีจุดที่ผมชอบและไม่ชอบแตกต่างกัน และเป็นหนังคนละแนวกัน
3 หนังไทยยอดเยี่ยมของผมประจำปี2551ได้แก่...
ที่จริงนี่เป็นหนังที่ผมดูแล้วรู้สึกว่าไม่สนุก แต่เป็นหนังที่มีประเด็นที่น่าขบคิดหลายอย่างครับ มีการใส่สัญลักษณ์ต่างๆลงไปในหนัง ซึ่งมันก็เป็นข้อดีในบางจุดที่นำมาตีความได้หลายอย่าง แต่หลายๆจุดก็งงๆกับสัญลักษณ์ และขี้เกียจนำมาตีความเช่นกัน โดยรวมแล้วหลายๆประเด็นที่มีให้เห็นชัดๆในหนังเรื่องนี้ เป็นประเด็นที่น่าจะนำมากล่าวถึงกันในวงกว้าง เพราะการเสียดสีสังคมของหนังเรื่องนี้มันสะท้อนให้เห็นปัญหาหลายๆอย่างในสังคมไทย ซึ่งแน่นอนว่าหากเราไปดูหนังต่างประเทศ ก็คงไม่ได้เห็นประเด็นต่างๆที่สะท้อนปัญหาของสังคมออกมาได้มากขนาดนี้ครับ
แต่หนังเรื่องนี้กลับถูกโปรโมตไปในลักษณะที่เป็นหนังรัก ทั้งๆที่จริงๆแล้วมันเป็นหนังที่มืดมนมากๆ ดูแล้วหดหู่ ไม่ได้เป็นหนังที่ดูแล้ว Feel Good เหมือนกับหนังเรื่องอื่นๆของ GTH เป็นหนังที่ไม่ได้เรียกน้ำตาแห่งความซึ้งกินใจแบบฉากการพลัดพรากจากกันของคนรัก หรือดูแล้วรู้สึกอบอุ่นหัวใจตามที่ป้ายโปสเตอร์บอกแต่อย่างใด แต่เป็นหนังที่จะทำให้น้ำตาตกใน และเสียดแทงใจกับความเฮงซวยของสังคมเป็นอย่างยิ่ง หนังเรื่องนี้อาจจะดูแล้วไม่สนุก ไม่ตลก ไม่อบอุ่น ไม่ซึ้งกินใจ แต่ดูแล้วจะได้คิดกับสิ่งต่างๆที่หนังนำเสนอออกมา
ใครอยากดูหนังที่ให้แง่คิดหรือเสียดสีสังคม ผมแนะนำเรื่องนี้เลยครับ ในทางกลับกันหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ผมไม่แนะนำสำหรับคนที่ไม่ค่อยชอบดูหนังเครียดๆหรือคิดมากนะครับ
จะว่าไปแล้วกอดเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่ผมได้ดูในปี2551 และหลังจากนั้นในปีนี้ก็ไม่มีหนังไทยเรื่องหนังทำให้ผมรู้สึกเสียดแทงใจได้เท่ากับกอดอีกเลย เพราะฉะนั้นหนังไทยเรื่องนี้จึงเป็นหนังไทยที่ผมคิดว่าเป็นหนังที่มีบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมครับ (ผลงานเขียนบทของ คุณคงเดช จาตุรันต์รัศมี)
แต่...หนังไทยที่มีความเป็นดราม่าเสียดสีสังคมแบบนี้ อาจจะไม่ได้มีให้เห็นมากนักก็ได้ เพราะหนังเรื่องนี้เรียกได้ว่าเจ๊งสนิท รายได้รวมยังไม่เป็นที่ยืนยัน เพราะที่เสิร์ชได้จากกูเกิล บางเวบก็ 6 ล้านกว่าๆ บางเวบก็10 ล้าน แม้ตัวเลขจะห่างกันเป็นเท่าตัว...แต่มันก็ยังเป็นหนังไม่ทำเงินอยู่ดีนั่นแหละ
...ในฐานะคนดู ผมคิดว่ามันไม่ได้สำคัญที่ตัวเลขหรอกครับ ว่าหนังจะทำรายได้เท่าไหร่...
มันสำคัญที่ว่าหนังได้ให้อะไรกับคนดูแล้วหรือยัง
(ในกรณีที่เป็นผู้ผลิต อาจจะต้องมองกลับกันว่า...มันไม่สำคัญว่าหนังได้ให้อะไรกับคนดูหรือสังคมมั้ย มันสำคัญที่หนังทำเงินให้กับบริษัทรึเปล่า
)
หนังไทยเรื่องนี้เป็นหนังไทยที่ดูภายนอกเหมือนจะเป็นหนังเด็กๆแต่ก็สอดแทรกประเด็นที่น่าสนใจไว้ไม่น้อยเลยทีเดียวล่ะครับ คำพูดอันใสซื่อของเด็ก กับคำพูดที่เต็มไปด้วยเหตุและผลของผู้ใหญ่ในหลายๆฉาก ก็อาจจะทำให้เราหวนกลับมาย้อนมองตัวเราเอง ว่าบางครั้งเราลืมบางสิ่งบางอย่างไปหรือเปล่า ความเป็นผู้ใหญ่ในตัวเรา อาจจะทำให้เราลืมที่จะมองโลกแบบเด็กๆไปบ้าง และอาจจะทำให้เราละเลยหลายสิ่งหลายอย่างไป
หนังเรื่องนี้นำเสนอออกมาในรูปแบบที่สดใสกว่ากอด หนังเรื่องนี้จึงเป็นหนังไทยที่ผมชอบอีกหนึ่งเรื่อง เพราะเป็นหนังที่มีประเด็นน่าสนใจหลายประเด็น แม้จะไม่มากเท่ากอด แต่ก็ดูไปยิ้มไปได้ ไม่เสียดแทงใจมากนัก หนังเรื่องนี้จึงเป็นหนังที่ผมจะแนะนำสำหรับคนที่อยากดูหนังที่มีประเด็นสอดแทรกอยู่บ้าง แต่ไม่อยากดูหนังที่มืดมนและหดหู่เกินไปนักนะครับ
แต่ถ้าให้เทียบแล้ว...ผมยังชอบประเด็นที่สอดแทรกในกอดมากกว่าเยอะ เพราะประเด็นในกอดรุนแรงกว่าและตรงกว่าครับ หากเปรียบเทียบกอดเป็นยาขมที่ใช้รักษาโรคร้ายแรง ดรีมทีมก็เป็นยาผสมน้ำหวานที่ใช้รักษาโรคที่ไม่รุนแรงมากนักล่ะครับ จึงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ที่หนังเรื่องนี้จะทำเงินได้มากกว่ากอด และไม่เข้าข่ายว่าเป็นหนังไม่ทำเงิน เพราะเป็นหนังที่สามารถดูได้ง่ายกว่า และสามารถรับความบันเทิงไปกับหนังได้ในเวลาเดียวกัน
และเรื่องนี้ที่ทำออกมาได้ดีขนาดนี้ผมคิดว่าผู้กำกับมีส่วนเป็นอย่างมากครับ เพราะนักแสดงในเรื่อง ส่วนมากเป็นเด็กทั้งนั้น แต่เล่นได้ดีไม่ค่อยหลุดคิว เพราะฉะนั้นผู้กำกับยอดเยี่ยมประจำปี2551ของบล็อกผม คือ คุณเรียว กิตติกร ครับ
เรื่องนี้ถือว่าเป็นหนังไทยที่ทำออกมาได้เกินกว่าความคาดหวังของผมพอสมควรครับ จากตอนแรกที่ผมเห็นโปสเตอร์แล้วไม่ได้คิดจะเข้าไปดูเลยแม้แต่น้อย แต่จากตัวอย่างหนังผมเห็นประเด็นที่น่าสนใจ ซึ่งหนังก็นำเสนอออกมาได้ดี แม้จะรู้สึกไม่สุดไปกับหนัง เพราะยังมีประเด็นอื่นๆที่หนังน่าจะต่อยอด แต่กลับหายเข้ากลีบเมฆไปเฉยๆ และหนังเรื่องนี้ก็ไม่มีประเด็นที่ผมโดนใจเท่ากับ"กอด"หรือ"ดรีมทีม" แถมยังไม่ได้มีเนื้อหาที่แปลกใหม่เท่าหนังเรื่องอื่นๆ...
แต่หนังเรื่องนี้ก็ได้แสดงให้เห็นความสามัคคีและมิตรภาพของเพื่อน ความร่วมมือร่วมใจกันของคนที่แตกต่างกัน คนหนึ่งเสียงดี อีกคนเสียงแหบ / คนหนึ่งหน้าตาดี อีกคนหน้าตาไม่ดี ซึ่งทั้งสองสามารถดึงเอาจุดเด่นมารวมกันได้และประสบความสำเร็จในวงการบันเทิง นอกจากนี้ตัวหนังยังไม่พึ่งความน้ำเน่าแบบเดิมๆที่พอเป็นดาราชื่อดังแล้วจะต้องมีปัญหาขัดแย้งในรูปแบบเดิมๆ อย่างเช่น ตกลงกันเรื่องค่าตัวไม่ได้ แต่หนังกลับหลีกไปใช้ปัญหาอื่นที่ทำให้เกิดประเด็นน่าสนใจและการเสียดสีเล็กๆที่ตามมา นับได้ว่านี่เป็นหนังไทยที่ดูแล้ว Feel Good อีกเรื่องนึงในปีนี้เลยล่ะครับ
เอาล่ะครับ จบไปแล้วกับ 3หนังไทย(ที่ไม่ใช่หนังสั้น)ที่ผมชอบมากที่สุดในปีนี้ ถ้าอยากอ่านข้อมูลของแต่ละเรื่องด้านบน สามารถคลิกที่ชื่อของหนังเข้าไปอ่านรีวิวได้นะครับ เพราะทั้ง3เรื่องด้านบนผมเคยเขียนรีวิวไว้แล้ว
ต่อไปจะพูดถึงหนังไทยเรื่องอื่นๆที่ได้ดูในปีนี้นะครับ เพราะทุกเรื่องมีจุดที่น่าจะนำมาพูดถึงแตกต่างกันอยู่พอสมควร (เรียงตามลิสต์ด้านบน ตัดเรื่องที่พูดถึงไปแล้วนะครับ ไม่ได้เรียงตามความชอบ)
ช็อคโกแลต - ฉากแอคชันทำออกมาได้ดีมาก แต่ผมไม่ค่อยชอบบทหนังเรื่องนี้ครับ เพราะมันดูแปลกๆยังไงไม่รู้ โดยภาพรวมเลยออกมากลางๆครับ ไม่ได้ชอบมากนัก แต่ก็ไม่ถึงกับเกลียด
รัก | สาม | เศร้า - เป็นหนังที่ดูแล้วผมชอบครับ แม้จะมีจุดไม่สมเหตุสมผลหลายๆจุดก็ตาม แต่ถ้าคิดว่ามันเป็นหนังรักแฟนตาซีหน่อยๆ(ไม่มีความสมจริง) ก็เป็นหนังที่น่าสนใจเรื่องนึงครับ
นาค - เป็นหนังอนิเมชันที่ทำภาพออกมาได้ค่อนข้างดี บทช่วงแรกๆก็โอเค แต่ตอนจบ จบได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ครับ เลยเฉยๆกับหนังเรื่องนี้
โลงต่อตาย - เป็นหนังไทยที่ผมไม่ชอบที่สุดในปีนี้ครับ ก่อนเข้าไปดูเห็นบางคนนำเรื่องนี้ไปเทียบชั้นกับชัตเตอร์หรือบอดี้ครับ แต่ผมเดาเนื้อเรื่องได้ก่อนหนังจะเฉลยตั้งนาน และปมในหนังหลายๆปมก็นำเสนอน้อยจนเกินไปทั้งๆที่พอดำเนินเรื่องไปถึงบทสรุปของหนัง กลับกลายเป็นปมเด่น แต่บางเรื่องที่นำเสนอไว้เยอะ กลับกลายเป็นปมที่ไม่ได้มีความสลักสำคัญ้ท่ากับที่พยายามปูพื้นมา ยังมีข้อดีอยู่นิดนึงตรงแง่คิดเล็กน้อยที่ได้จากเรื่องครับ ส่วนความน่ากลัวของหนังจะเน้นไปทางผีตกใจ คืออยู่ๆนึกจะโผล่ก็โผล่มาดื้อๆครับ หนังเรื่องนี้เรียกความตกใจจากผมไปได้ทั้งสิ้น 1 สะดุ้งครับ
สำหรับหนังเรื่องนี้มีสิ่งที่ทำให้ผมเซ็งที่สุด คือ ผมได้ยินว่าเพื่อให้หนังสามารถฉายได้หลายรอบ หนังจึงถูกตัดจาก2ชั่วโมงครึ่ง เหลือเพียงชั่วโมงครึ่งครับ แต่ตอนโฆษณา บอกว่าเป็นหนังไทยที่ไปได้รางวัลจากต่างประเทศ ซึ่งตอนไปกวาดรางวัลมา ฉายเวอร์ชั่นเต็ม แช่แฟ้บ!!!!
บุญชู ไอเลิฟสระอู - นี่เป็นหนังที่ไร้สาระที่สุดที่ได้ดูในโรง ในปีนี้เลยก็ว่าได้ครับ แต่ได้ความตลกในระดับปานกลางกับมุกที่"กล้าเล่น" บางมุก ซึ่งแม้จะโบราณ แต่ก็กล้าเล่นก็กล้าขำครับ ซึ่งฉากที่เจ๋งๆของหนังเรื่องนี้โดยมากจะอยู่ที่นักแสดงรุ่นเดอะครับ น่าเสียดายที่ตัวหนังกลับไปเน้นที่นักแสดงรุ่นเด็ก ทำให้ภาพรวมของหนังไม่ได้ดีเท่าที่ควร แต่ถ้าให้เทียบกับหนังไร้สาระที่สุดที่ดูในโรงเมื่อปีที่แล้ว(โปงลางสะดิ้ง) ผมยังชอบบุญชูมากกว่า เพราะไม่มีการใช้คำหยาบคายฟุ่มเฟือยครับ
เฟรนด์ชิพ - เป็นหนังที่ดูแล้วให้ความรู้สึกคล้ายๆแฟนฉัน ไม่ได้หมายถึงความสนุกหรือความประทับใจนะครับ แต่หมายถึงการย้อนยุคครับ หนังพยายามย้อนวันเวลากลับไปในช่วงเวลาในเรื่อง สอดแทรกเหตุการณ์และข่าวต่างๆซึ่งอยู่ในยุคนั้นออกมา แต่ผมคิดว่าการใส่ดูจงใจเกินไป และผมก็ไม่ได้อยู่อินกับยุคที่หนังกล่าวถึงด้วยครับ ผมเลยรู้สึกเหมือนโดนยัดเยียดความเป็นหนังย้อนยุคมากกว่า และหนังก็ยังยัดเยียดความหดหู่และความเศร้าเข้ามาแบบไม่ลืมหูลืมตาในช่วงท้ายของเรื่องครับ ซึ่งอะไรที่มันดูยัดเยียดมากเกินไป ผมก็ไม่ได้อินหรอกครับ กลับรู้สึกว่ามันแปลกๆมากกว่า เป็นหนังอีกเรื่องที่ดูแล้วไม่ค่อยโดน
นอกจากนี้...หนังเรื่องนี้ยังลงทุนน้อยไปนิด ที่ไม่จ้างนักแสดงหญิงวัยผู้ใหญ่อีกสัก1คนมาเล่นแทนสายป่าน ทำให้ช่วงท้ายของเรื่อง ดูตลกๆและขัดแย้งกันหน่อยๆ ทั้งๆที่มันไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น
ปืนใหญ่ จอมสลัด - ทุนสร้างมหาศาล นักแสดงชื่อดัง ผู้กำกับมีชื่อเสียง คนเขียนบทก็เป็นนักเขียนชื่อดัง เมื่อนำทั้งหมดมารวมกันแล้วนี่เป็นหนังไทยที่ทำให้ผมผิดหวังที่สุดในปีนี้เลยล่ะครับ(ฮ่าๆๆ) ไม่ใช่หนังไม่ดีนะครับ สำหรับผมนี่เป็นหนังไทยที่ดีในระดับนึงเลย แต่ผมคาดหวังมากเกินไปเท่านั้นเอง โดยรวมแล้วผมคิดว่าหนังจะดีกว่านี้ถ้ากลายเป็นหนังไตรภาคครับ เพราะท่อนแรกของหนัง บทภาพยนตร์ปูเรื่องมาได้ลงตัวมาก ก่อนจะมารวบรัดสุดๆในช่วงกลางถึงท้ายเรื่องครับ นับว่าเป็นหนังที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ไม่เช่นนั้นนี่อาจจะเป็น1ในหนังไทยที่ผมชอบที่สุดในปีนี้ครับ
โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต - สำหรับเรื่องนี้ ผมคิดว่าควรจะเป็นหนังสั้นมากกว่าครับ พอทำเป็นหนังยาวแล้วมันเยิ่นเย้อ ยืดยาด เนื้อหาของหนังไม่เดินไปไหนเท่าไหร่ครับ และเป็นหนังผีที่ผมคาดเดาจุดหักมุมได้เร็วที่สุดในปีนี้เลยล่ะครับ และอาจจะกลายเป็นหนังที่ผมคาดเดาจุดหักมุมได้เร็วที่สุดตลอดกาล เพราะเนื้อเรื่องเปิดตัวมาแค่5-10นาที ผมก็เดาจุดหักมุมของเรื่องออกแล้วล่ะครับ แต่มันก็อาจจะเป็นเพราะผมบังเอิญเดาถูกเท่านั้นล่ะครับ
ใครจะลองเสี่ยงกับหนังผีเรื่องนี้ดูก็ได้นะครับ ผมคิดว่าเป็นหนังผีที่น่ากลัวเรื่องนึง แต่จะเน้นไปทางผีตุ้งแช่ เน้นตกใจกับเสียงดังนะครับ ความกลัวที่ได้ ไม่ได้เกิดจากความหลอนตามหลังแบบ "เหงา" หรือ ความกลัวที่มาผีโผล่มาหลอกหน้าด้านๆแต่น่ากลัวสุดๆแบบ "เที่ยวบิน 224" เลยครับ โดยรวมแล้วผมคิดว่าความน่ากลัวยังห่างจากสี่แพร่งอีกมากครับ
องค์บาก 2 - หนังเรื่องนี้เป็นหนังนอกสายตาผมมากๆครับ ตอนแรกคิดว่าจะไม่ดูด้วยซ้ำ แต่เมื่อได้ดูแล้ว ผมคิดว่านี่คือหนังที่ทำได้ดีเหนือความคาดหมายที่สุดแห่งปีเลยครับ แม้ผมจะไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้มากมาย แต่ก็มีฉากแอคชันหลายๆฉากที่ผมชอบครับ นอกจากนี้การตัดต่อหนังเรื่องนี้ยังน่าสนใจมากๆ เพราะจา พนม พูดแค่ไม่กี่ประโยค แต่หนังสามารถทำออกมาให้ดูเหมือนพระเอกเป็นคนมีบทพูดอยู่บ้าง ด้วยการตัดสลับฉากวัยเด็ก กับ วัยโต ครับ บทพูดหลักๆจึงไปตกอยู่กับเด็กที่แสดงเป็นจาตอนเด็กมากกว่าครับ นับว่าเป็นการตัดต่อที่น่าสนใจมาก สำหรับการนำนักแสดงที่พูดน้อยแต่ต่อยหนักมาเล่นหนังครับ
หมายเหตุ : ที่บอกว่าเหนือความคาดหมายที่สุด...ไม่ได้หมายความว่าดีที่สุดนะครับ แต่เป็นเพราะผมคาดหวังกับหนังไว้น้อยมากๆเลย
Happy Birthday - เป็นหนังที่ผมได้ยินว่าหลายคนพูดว่าเศร้าซึ้ง แต่กับผมแล้วนี่เป็นหนังที่หดหู่เรื่องนึงครับ แต่ไม่ซึ้งเลย เพราะผมคิดว่าพระเอกค่อนข้างเห็นแก่ตัวและไม่คิดถึงความรู้สึกของผู้อื่นครับ นอกจากนี้ฉากจบของหนังทำให้ผมรู้สึกตะขิดตะขวงใจพอสมควรครับ ถ้าตัดทิ้งไปหรือไม่นำเรื่องฉากจบที่ชวนข้องใจ(ว่าใส่มาทำไม) หนังเรื่องนี้ก็มีประเด็นที่น่าสนใจในระดับนึง อย่างไรก็ดี หนังเรื่องนี้ก็ยังมีเนื้อหาส่วนแรกที่ทำออกมาได้ดีครับ ^^
และในการสรุปหนังไทยปี2551 ผมยังมี"ที่สุดแห่งปี"อีก 3 อย่างของหนังไทยในปี2551ครับ
คำพูดจากหนังที่ชอบที่สุดในปีนี้ - "มันไม่ใช่เรื่องของแขน ...." จาก กอด (ประโยคเต็มๆค่อนข้างยาวครับ แนะนำว่าไปดูในหนัง ถ้าอยากรู้เนื้อหาและความหมายของประโยคเต็มๆ ^^)
ส่วนเกินในหนังแห่งปี - ฉากเต้นไก่ย่าง จาก บุญชูไอเลิฟสระอู ...เพราะที่ใส่มาไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเนื้อหาหนังเลย เหมือนใส่มาโฆษณาเฉยๆ และในร้านไก่ย่างจริงๆ ก็ไม่มีพนักงานมาเต้นแบบนี้ซะหน่อย ไม่เข้าใจว่า จะใส่มาทำส้มตำหรืออย่างไร
โฆษณาในหนังแห่งปี - แม้บริษัทผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะออกแคมเปญ 4 เรื่องสั้น 4ผู้กำกับ 1ผลิตภัณฑ์(บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป)ออกมา ในชื่อเรื่อง ฝันหวานบะหมี่ หรือ ที่ผมเคยเรียกหนังเรื่องนี้เป็นภาษาปะกิดว่า หม่าม้าเดอะมูฟวี่ นั่นเอง แต่...เมื่อเทียบกับภาพยนตร์โฆษณาเต้นไก่ย่างเหลืองแดง ชุดบุญชูกูรักไก่ย่างแล้ว ผมคิดว่าไก่ย่างนี่ออกภาพยนตร์โฆษณาคั่นเวลา มาได้เห็นชัดเจนกว่า ทำให้ชนะไปอย่างฉิวเฉียดครับ แม้ว่าในหม่าม้าเดอะมูฟวี่จะมีภาพโฆษณาและหม่าม้ามาให้เห็นโต้งๆเลยก็ตาม
หมายเหตุ : ชื่อหนังและโฆษณาเป็นนามสมมติถ้าไปคล้ายกับชื่อหนังเรื่องไหน ก็อาจจะเป็นเพราะความบังเอิญนะครับ
ก่อนจะจบเอนทรี่วันนี้ผมขอทิ้งท้ายด้วยรายชื่อหนังต่างประเทศของปี2551ที่ผมได้ดูครับ(ทั้งดูในแผ่นและในโรง) ซึ่งจะนำมาสรุปในคราวต่อไปครับ (ถ้าไม่มีเอนทรี่อื่นมาคั่น)
[เรียงตามเวลาที่ดูนะครับ ยกเว้นบางเรื่องที่มีตกหล่นไปบ้างแล้วมาเสริมทีหลัง]
1. Sweeney Todd
2. The Forbidden Kingdom
3. Horton Hears a who
4. Superhero Movie
5. Iron Man
6. Enchanted
7. Speed Racer
8. The Mist
9. 21
10. Vantage Point
11. จอมใจบัลลังก์เลือด
12. จูโน่
13. Indiana Jones IV
14. The Incredible Hulk
15. Kung Fu Panda
16. Jumper
17. Cloverfield
18. GET SMART
19. L : Change the world
20. Hancock
21. Three Kingdoms
22. Awake
23. The Dark Knight
24. Wall-E
25. The Mummy 3
26. The Spiderwicks Chronicles
27. Evangelion 1.0 : You are (not) alone
28. Step Up 2 : The Street
29. Hitman
30. Tokyo Tower
31. Untreacable
32. Kung Fu Dunk
33. Eagle Eye
34. What happen in Vegas
35. Tropic Thuder
36. Doraemon the Movie: Nobita's New Great Adventure into the Underworld
37. Red Cliff
38. 007 : Quantum Of Solace
39. Painted Skin
40. Body Of Lies
41. 20th Century Boys
42. Journey to the Center of the Earth
43. Hell Boy 2 : The Golden Army
44. Kurosagi
45. Fly Me to the Moon 3D
46. Water Horse
47. Twilight
48. Wanted
49. Star Wars : The Clone Wars
50. Transporter 3
51. The Day The Earth Stood Still
52. Bevery Hills Chihuahua
53. Saw IV
54. Saw V
หมายเหตุ : Saw IV ดูตั้งนานแล้วครับ แต่เนื่องจากดูSawรวดเดียว4ภาค(1-4) ตอนแรกเลยเข้าใจผิดว่าไม่ได้เข้าฉายในปีนี้ครับ เพราะฉะนั้นในสรุปงวดหน้า ถ้าได้กล่าวถึงอาจจะพูดถึงไม่มากนัก เพราะไม่ได้เก็บข้อมูลไว้ตอนที่ดูครับ ส่วน Saw V พึ่งได้ดูหลังปีใหม่ไม่นานนี้ครับ คาดว่าอาจจะไม่รวมในสรุปหนังต่างประเทศปี2551เช่นกัน เพราะเป็นหนังที่ดูข้ามปี
จากลิสต์ข้างต้น...ผมคิดว่าผมคงไม่เขียนถึงหนังทุกเรื่องแบบที่เขียนในสรุปหนังไทยครับ เพราะดูหนังต่างประเทศไปเยอะมากๆ อาจจะสรุปหนังที่ชอบหลายๆเรื่อง กับ หนังที่ไม่ชอบมากๆเท่านั้นครับ
พบกับสรุปหนังต่างประเทศปี2551 ที่นี่ ครับ


ดูแล้วไม่ได้ให้ความสนุก อบอุ่น อย่างที่โฆษณาไว้ ออกจะเป็นแนวเสียดสีสังคม
ปล* ดูหนังเยอะจังเลยค่ะ
#1 By เจน on 2009-01-05 16:55