สวัสดีครับมิตรรักแฟนบล็อกทุกท่าน วันนี้ผมจะมาอัพเอนทรี่ที่ผมดองหัวข้อไว้เกือบปีครับ พึ่งจะได้ฤกษ์มาเขียนก็วันนี้ ทั้งๆที่ตั้งใจจะเขียนบทความส่งอาจารย์ให้เสร็จก่อน แต่ไฟในการเขียนบทความส่งอาจารย์ยังไม่แรงเท่ากับไฟในการมาอัพบล็อกครับ  (แต่เดี๋ยวก็ต้องกลับไปทำให้เสร็จ ใกล้ถึงวันหมดเขตส่งแล้วครับ)

 


เคยเห็นภูเขาไฟฟูจิของจริงที่ประเทศญี่ปุ่นกันมั้ยครับ?

 

ถ้าไม่เคยเห็นก็ไม่เป็นไรครับ เพราะเจ้าของบล็อกก็ยังไม่เคยเห็นเหมือนกัน (อ้าว...แล้วจะพูดทำไม)

 

จะว่าไปผมเองก็ยังไม่เคยไปเหยียบประเทศบ้านเกิดของโดราเอมอน ดิจิมอน ดราก้อนบอลเลยแม้แต่ครั้งเดียว

 

เพราะฉะนั้นจะให้ผมไปเห็นภูเขาไฟฟูจิของจริงคงจะยังเป็นไปไม่ได้ ก็ได้แต่ฟังคำบอกเล่า ดูจากภาพถ่าย หรือเห็นเป็นภาพการ์ตูนเท่านั้นล่ะครับ ถ้าอนาคตมีโอกาส ผมอาจจะได้ไปเยือนญี่ปุ่นและเห็นภูเขาไฟฟูจิด้วยตาของผมเองก็เป็นได้


สาเหตุที่ผมหยิบยกเรื่องของภูเขาไฟฟูจิมาอัพลงบล็อก เพราะผมเห็นว่ามีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับแง่คิดที่ได้จากภูเขาไฟฟูจิครับ

 


เรื่องนี้ไม่ใช่ผมเป็นคนคิดเองหรือประสบมาด้วยตัวเอง แต่เป็นเรื่องที่ผมได้ฟังจากอาจารย์คนหนึ่งที่สอนผมตอนเทอม1ของปริญญาโทอีกทีครับ อาจารย์ของผมไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่นอยู่หลายปี ทำให้อาจารย์ของผมมีโอกาสขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของภูเขาไฟฟูจิครับ

 

ใช่แล้วครับ!!  อาจารย์ของผมไปปีนขึ้นภูเขาไฟฟูจินั่นเอง

 

หมายเหตุ : เรื่องนี้ผมได้ฟังมาจากอาจารย์ตั้งแต่ปีที่แล้ว และอาจารย์ผมก็น่าจะไปขึ้นภูเขาไฟฟูจิมาหลายปีแล้ว ทำให้ผมอาจจะให้ข้อมูลที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการขึ้นภูเขาไฟฟูจิอยู่บ้างและผมอาจจะมีหลงๆลืมๆเนื้อหาที่ได้ฟังจากอาจารย์ไปบ้าง ถ้ามีใครทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขึ้นภูเขาไฟฟูจิและเห็นว่ามีข้อผิดพลาดช่วยบอกด้วยนะครับ จะได้แก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง (โดยเฉพาะเรื่องที่พักระหว่างทางขึ้นภูเขาน่ะครับ ผมไม่แน่ใจว่าผมจำถูกรึเปล่า)

 

 


อาจารย์เล่าให้ผมและเพื่อนๆในห้องเรียนฟังว่า...

 

รายการโทรทัศน์ของประเทศญี่ปุ่นมีหลายรายการที่ถ่ายทำสารคดีหรือรายการให้ดู ภาพการพิชิตยอดภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งทำให้เห็นถึงความยากลำบากในการขึ้นเขาเป็นอย่างมาก ทั้งความชัน และระยะทางที่ต้องเดินทาง นอกจากนี้การจะขึ้นภูเขาไฟฟูจิได้นั้น จะมีช่วงที่ถูกกำหนดไว้ว่าสามารถขึ้นได้หรือขึ้นไม่ได้ โดยดูจากฤดูกาล ถ้าไปขึ้นฤดูอื่นที่ไม่ได้กำหนดไว้จะมีความอันตรายเป็นอย่างมาก(ถ้าผมจำไม่ผิดจะขึ้นฤดูหนาวไม่ได้เพราะหิมะปกคลุมและลื่นมาก) ระยะเวลาที่จะเปิดให้ขึ้นใน1ปีจึงมีจำกัด แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีคนอยากจะขึ้นไปให้ถึงยอดเขาเป็นจำนวนมาก

 

อาจารย์ของผมศึกษาข้อมูลการขึ้นภูเขาไฟฟูจิอยู่นาน(น่าจะหลายปี) และมีความต้องการที่จะพิชิตยอดภูเขาไฟฟูจิให้ได้ ดังนั้นอาจารย์ของผมจึงได้ดูรายการที่ถ่ายทำเกี่ยวกับการขึ้นภูเขาไฟฟูจิเป็นจำนวนมาก ทำให้อาจารย์รู้ถึงสภาพที่จะต้องเตรียมรับมือในการขึ้นภูเขาลูกนี้เป็นอย่างดี

 

ในที่สุดวันที่อาจารย์ของผมจะขึ้นเขาก็มาถึง อาจารย์ของผมเตรียมตัวขึ้นเขามาดีมาก อาจารย์รู้ว่าจะต้องปีนขึ้นเขาเป็นเวลานานประมาณเท่าไหร่ ถึงจะได้พัก และที่พักมีสภาพที่นอนเป็นอย่างไร ซึ่งที่จริงแล้วที่นอนบนภูเขาไฟฟูจินั้นไม่ได้น่านอน แม้จะเรียกว่าเป็นโรงแรมบนภูเขาก็ตาม อาจารย์ของผมเล่าให้ฟังว่ามันเป็นลักษณะคล้ายๆกับเป็นเหมือนลิ้นชักขนาดใหญ่ หรือจะพูดว่าโลงก็อาจจะทำให้เห็นภาพได้ชัดขึ้น แล้วก็ให้เอาร่างของเราเข้าไปนอน แล้วก็ปิดลิ้นชัก จะมีเวลานอนเพียงแค่ประมาณชั่วโมงครึ่งเท่านั้น เพื่อให้คนอื่นได้สลับเข้าไปนอนบ้าง เนื่องจากที่นอนมีจำกัด

 

ฟังถึงตรงนี้แล้ว ผมเริ่มคิดว่าสภาพระหว่างทางมันช่างลำบากเสียจริงๆ การจะขึ้นสู่ยอดเขาของภูเขาไฟที่ดูจากภายนอกมีความสวยงาม มันยากลำบากถึงเพียงนี้เชียวหรือแม้ว่าในช่วงแรกจะยังรู้สึกว่ามันไม่เกี่ยวกับเนื้อหาวิชาเรียนเท่าไหร่ แต่ผมก็ตั้งใจฟัง เพราะชอบฟังเรื่องแบบนี้ครับ

 

อาจารย์ของผมเล่าให้ฟังต่อว่าใช้เวลาเดินอีกหลายชั่วโมง ในที่สุดก็ถึงยอดเขา พอมาถึงตรงนี้อาจารย์ก็บรรยายลักษณะของจุดสูงสุดของภูเขาไฟฟูจิให้ฟังว่า... ข้างบนนั้นไม่มีอะไรเลย มีแต่หลุม หรือจะพูดให้เป็นทางการขึ้นมาอีกนิดก็คงจะต้องบอกว่าเป็นปล่องภูเขาไฟนั่นล่ะครับ ซึ่งเมื่อเทียบกับภาพลักษณ์จากภายนอกแล้ว ทิวทัศน์ตรงนี้ไม่ได้สวยงามเหมือนกับที่เห็นจากภายนอก นี่คือสถานที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยพยายามบากบั่น และปีนขึ้นมา เพื่อที่จะถ่ายรูป แล้วก็ลงจากภูเขาไป ทั้งๆที่ระหว่างทางที่ขึ้นเขา มันทั้งสูงชัน เหน็ดเหนื่อย และอันตราย แต่ก็ยังยินดีที่จะขึ้นมากัน

 

อาจารย์ของผมก็ไม่รอช้าที่จะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพ แน่นอนว่าไม่ว่าจะเป็นใครเมื่อมาถึงจุดนี้ ก็ต้องเก็บภาพแห่งความทรงจำ และความประทับใจให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าปล่องนั้นจะสวยหรือไม่ก็ตาม ก็จะถ่ายเก็บไว้ทุกมุม ไม่ว่าจะโพสท่าไหนก็ขอให้ได้ถ่ายภาพตอนที่อยู่บนยอดเขาก็แล้วกัน

 

ซึ่งอาจารย์ของผมถ่ายภาพเพลินไปหน่อย ทำให้กลุ่มที่มาด้วยกัน(เป็นเหมือนกลุ่มทัวร์) เริ่มลงเขากันไปหมดแล้ว เพราะต้องไปอาบน้ำก่อนจะถึงเวลาที่นัดหมายที่เชิงเขา และตอนที่อาจารย์ของผมจะลงจากยอดเขานั่นเอง ก็ได้พบกับความยากลำบากกว่าตอนขึ้น และสิ่งนั้นคือสาเหตุที่ทำให้ผมประทับใจเรื่องนี้จนนำมาอัพลงบล็อกนี่ล่ะครับ

 

อาจารย์เล่าว่าทางลงเป็นทางที่ชันและเป็นดินโคลน ทำให้อันตรายกว่าตอนขึ้นมากๆ ถ้าก้าวไม่ดีอาจจะกลิ้งหรือพลัดตกได้ง่ายๆ และจะไปลงทางขึ้นก็ไม่ได้เพราะจะมีคนขึ้นเขาชุดต่อไปขึ้นมา ซึ่งกว่าอาจารย์จะมาถึงเชิงเขา คนอื่นก็ขึ้นรถทัวร์หมดแล้ว ทำให้อาจารย์ดูแปลกมากเมื่อขึ้นรถ เพราะเป็นคนเดียวที่ยังไม่ได้อาบน้ำล้างฝุ่นจากตอนลง เนื้อตัวยังเปื้อนฝุ่นโคลนอยู่ หน้าตามอมแมมจนกระทั่งกลับถึงที่พัก เมื่อเล่าถึงความอันตรายและความยากลำบากของการลงภูเขาไฟฟูจิเสร็จ อาจารย์ของผมก็พูดต่อว่า....

 

"ทุกครั้งที่รายการโทรทัศน์ถ่ายทำสารคดีการขึ้นภูเขาไฟฟูจิ จะถ่ายตอนขึ้นเขาว่าเป็นอย่างไร แล้วก็ภาพการกระโดดโลดเต้นของผู้พิชิตยอดเขา แต่ไม่เคยถ่ายทำสิ่งที่อยู่หลังจากนั้น นั่นคือไม่เคยมีรายการถ่ายทำตอนลงเขาเลย"

 

อาจารย์ของผมจึงให้แง่คิดไว้ว่า

 

"เวลาเราจะมองอะไรเราต้องมองให้กว้างๆ เราอาจจะรู้ว่าต้องขึ้นยังไง ขึ้นไปแล้วจะเจออะไร...แต่เราไม่รู้ว่าตอนจะลงจากจุดนั้นเราจะเจออะไร...การตัดสินใจจะทำอะไรต้องคิดให้ดีๆ ตอนที่อาจารย์ไป อาจารย์คิดแต่ว่าจะขึ้นให้ถึงยอดเขา ไม่ได้คิดถึงตอนลงเลย และไม่รู้ด้วยว่าจะลงยังไง...แล้วที่เรามองดูภูเขาภายนอกมันอาจจะสวย แต่เมื่อเรามาอยู่ที่ภูเขาไฟฟูจิแล้ว ...มันอาจจะไม่สวยเหมือนกับที่เราเห็นจากที่ไกลๆ"

(ไม่เป๊ะ แต่ประมาณนี้นะครับ)

 

 

สำหรับผมนอกจากแง่คิดที่ได้จากอาจารย์แล้ว ตรงนี้ผมคิดว่ามันก็เหมือนกับชีวิตของคนเราด้วยล่ะครับ

 

คนเราจะสนใจเรื่องราวความสำเร็จของใครสักคนก็มักจะเป็นที่จุดสูงสุด เป้าหมายความสำเร็จสูงสุดอาจจะเป็นเหมือนยอดภูเขาไฟฟูจิ ที่แม้จะมีคนทำ How to หรือชีวประวัติบอกเล่าความสำเร็จอะไรออกมาก็แล้วแต่ ก็จะถ่ายทอดเรื่องราวก่อนที่จะสำเร็จ ไปจนถึงช่วงชีวิตที่เขาสำเร็จ

 

ภาพแห่งความประทับใจในช่วงของความสำเร็จเป็นสิ่งที่ทุกคนที่ถึงจุดนั้นยินดีเมื่อไปถึง แต่หลังจากที่เขาก้าวลงจากจุดสูงสุดแล้ว มีใครสนใจหรือเปล่าว่าเขาเป็นอย่างไรต่อไป ยากลำบากหรือไม่ ไม่ค่อยมีใครสนใจแล้ว ไม่มีใครถ่ายทำภาพของช่วงเวลานั้นมาให้เราดู เราจึงไม่อาจทราบได้ว่าตอนลงนั้นจะเป็นอย่างไร ทั้งๆที่การลงจากภูเขาของคนๆนั้น มันก็เป็นผลมาจากการปีนขึ้นภูเขาของเขานั่นเอง การตกที่นั่งลำบากหลังจากประสบความสำเร็จอาจจะเป็นสิ่งที่เกิดจากการก้าวไปสู่จุดสูงสุดก็เป็นได้

 

แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องนี้แม้อาจารย์ของผมจะพบกับความอันตรายและความเสี่ยงมากมายจากการลงเขา แต่อาจารย์ของผมก็ได้ชื่อว่าเป็น หนึ่งในคนที่ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของภูเขาไฟฟูจิแล้วล่ะครับ

 

หากคนที่คิดจะขึ้นภูเขาไฟฟูจิเห็นว่าทางขึ้นกับทางลงมันยากลำบาก

แล้วไม่ได้ปีนขึ้นเขา ก็คงจะไม่ได้พิชิตยอดภูเขาไฟฟูจิอยู่ดี

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

จริงมากๆๆๆ ครับ เห็นด้วยอย่างแรง
Hot!

#1 By Nerd de Scriptorus on 2009-03-04 22:09

ชวนให้คิดว่า

คนเรามัวแต่มองยอดเขา ทางขึ้นเขา
จนลืมทางเรื่องลำบากของตอนลงไปซะหมด...

แต่ยังไงชัยชนะย่อมเหนือกว่าอุปสรรคจริงๆนั่นแหละครับopen-mounthed smile Hot!

#2 By Crozzax on 2009-03-04 22:29

เห็นด้วยค่ะ..ดีมากเลยคำสอนของอาจารย์ Hot!

ขาลงลำบาก มากว่า ขาขึ้นค่ะ

ทำตาคนสำเร็จที่รู้วิธีลงคงดีที่สุดแล้วครับ big smile Hot! Hot! Hot!
ขาลงคนเราจะเหนื่อยกว่าตอนขึ้นครับHot!

#5 By [Joey]I'm the tutor home Reborn on 2009-03-04 23:06

โอโห ช่างคมคาย เปรียบเทียบได้เจ๋ง ขอบคุณที่เล่าสู่กันฟังนะครับ

#6 By hungryangry on 2009-03-04 23:56

ชอบตรงที่ว่ามาอยู่ใกล้ๆ บางทีก็ไม่สวยงามopen-mounthed smile

#7 By wesong on 2009-03-05 01:24

ผมว่าการปีนภูเขาไฟฟูจิก็เหมือนการมาญี่ปุ่นนะ

ทุกคนอยากมา เพราะมันสวย
แต่ลืมไปว่าพอมาแล้วต้องเจออะไรบ้าง
อารมณ์เหมือนเดินลงเขาเลยครับ

"พอขึ้นไปแล้วไม่มีอะไร แล้วลงก็ลงลำบากอีก"



เอนทรี่นี้โดนอย่างแรง !!

Hot! Hot! big smile

#8 By พงคุง on 2009-03-05 01:32

"การตกที่นั่งลำบากหลังจากประสบความสำเร็จอาจจะเป็นสิ่งที่เกิดจากการก้าวไปสู่จุดสูงสุดก็เป็นได้ "


Hot!
ไม่เคยเห็นแต่ก็อยากจะไปเห็นครับ
Hot! เมื่อสัมผัส จึงได้รู้

#11 By on 2009-03-05 12:51

เพิ่มเติมนิด
ถ้ามาดูดีๆ เหมือนคนที่ไปเรียนนอกมา จ่ายไปหลายหลานขอตังค์พอ่แม่ไปแล้วกลับมาอายุซัก 25 ไม่มีงานทำอ่ะคับ ? เหมือนเห่อไปตามกระแส เรียนให้หนัก ขยัน แต่คนขยันจำนวนมากไม่สำเร็จ เพราะขยันปีนขึ้นไป พออายุ 30 เพิ่งจะเริ่มคิดว่าจะทำอะไร...แต่แค่คิดนะ ยังไม่ทำ รอให้คนเห็นด้วยทั้งโลกก่อนค่อยทำ

มาปีนภูเขาไปด้วยกันนะครับ พยายามไปด้วยกันนะครับHot! big smile

#13 By redtear on 2009-03-05 15:51

อืมดีมากเลยครับ Hot! จัดให้

#14 By lab-bababa on 2009-03-05 16:16

บาดใจจริงๆ cry Hot! Hot!

#15 By NOT_KUNG on 2009-03-05 16:17

สุดยอด+
แง่คิดดีมากครับHot!

#16 By hackerlife on 2009-03-05 16:34

ข้อคิดดีมากเลยค่ะ Hot!

#17 By Daughter Of Sparda on 2009-03-05 19:15

ลำบากตอนขึ้น .. ไปถึงก็ไม่เจออะไร..
แล้วต้องลำบากตอนลงอีก..

แต่ก็.. ได้ความสำเร็จมา Hot! Hot!

#18 By filtduo on 2009-03-05 19:26

เวลาจะทำอะไรองรอบคอบจริงๆHot!

#19 By mils12 on 2009-03-05 19:35

ข้อคิดดีมากคับHot!

#20 By Aelita~[-X-]~ on 2009-03-05 20:16

Hot! ...มันอาจจะไม่สวยเหมือนกับที่เราเห็นจากที่ไกลๆ...

เห็นด้วยครับ

#21 By K r a i on 2009-03-05 20:24

นั่นสิเนอะ ความยากลำบากของตอนลงคงไม่แพ้ตอนขึ้น
แถมตอนลง แรงฮึด ก็คงหมดลงไปแล้วจากตอนปีนขึ้น
ลำบากน่าดูเลย ^ ^"

แต่ถึงอย่างไร อาจารย์ของคุณก็สามารถพิชิตยอดฟูจิซัง และลงมาโดยปลอดภัย
แถมยังนำเรื่องเล่าสนุก ๆ แฝงแง่คิดดี ๆ มาเล่าคุณได้ฟังด้วย confused smile
ช่างเป็นอาจารย์ที่ดีจริง ๆ ^ ^ Hot!

#22 By INDEWAY on 2009-03-05 21:05

มันอาจจะไม่สวย เหมือนที่เรามองจากที่ไกลๆbig smile

มันทำให้คิดถึงดวงจันทร์
กับตอนที่ซื้อเสื้อตัวใหม่ แต่พอลองใส่แล้วไม่สวยอย่างที่คิด

#23 By ire_u on 2009-03-05 21:15

ข้อคิดดีจริงๆ

ถ้าถ่ายให้เห้นว่าขึ้นไปแล้วลำบากคนเขาก็ไม่มาเที่ยวกันน่ะสิ
เอาจุดขายเข้าไว้ เบื้องหลังช่างมัน

#24 By inu_monster on 2009-03-06 00:57

Hot! เป็นมุมมองที่มากเลยค่ะ

#25 By kitsune on 2009-03-06 02:33

Hot! เป็นมุมมองที่ดีมากเลยค่ะ

#26 By kitsune on 2009-03-06 02:34

เป็นอาจารย์ที่มีวิธีสอนที่แยบคายมากนะคะ น่ารักจัง confused smile Hot!
บางสิ่งบางอย่างก็สวยเมื่ออยู่ไกลๆ แต่กว่าเราจะรู้ได้ ต้องลองเข้าไปสัมผัสใกล้ๆด้วยตัวเอง big smile

ปีนลงมันยากกว่าขึ้นจริงๆแหละค่ะ Hot!
สุดยอด Hot!

อะไรๆอาจไม่เป็นอย่างที่เห็น ต้องมาสัมผัสเองถึงจะรู้

#29 By เจน on 2009-03-06 13:05

อืม
ขาลงคงลุ้นระทึกน่าดูเลยแฮะ
จริงที่ว่า รายการไม่เคยถ่ายช่วงนั้นเลย

#30 By ☆ •★ [ CHiNG ] ★•☆ on 2009-03-06 13:11

ได้ข้อคิดดีมากๆครับbig smile

Hot!
เหมือนนักกีฬาที่คนเอาแต่มองที่ความสำเร็จ

ไม่ได้มองว่ากว่าเขาจะฝึกซ้อมจนได้รางวัลนั้นเหนื่อยแค่ไหน

ถ้าคนที่ปีนภูเขาไฟฟูจิปีนไม่ถึงและไม่รอดกลับมา

เขาก็คงไม่มีเรื่องเล่าไว้ให้ลูกหลานชื่นชมหรอก จริงไม๊

#32 By frogchocolate on 2009-03-06 23:51

Hot! big smile

#33 By baibua on 2009-03-07 12:34

big smile big smile big smile

คมกริบ

#34 By six on 2009-03-07 17:42

เห็นด้วยคะ ตอนไปปีนก็ไม่ได้คิดถึงตอนลงแม้แต่นิด

แถมก่อนปีนเรายังมีจุดมุ่งหมายว่าต้องไปให้ถึงยอด ต้องทำให้สำเร็จ แต่พอไปถึงข้างบนแล้วต้องลงมา มันยากกว่าและทรมานกว่าหลายเท่า ยิ่งกว่านั้นคือ เราไม่ได้เตรียมมาทรมานตอนลงขนาดนั้น ลงมาเนี่ยเกือบตายเลย

อาจารย์ให้มุมมองที่น่าสนใจมากๆ เลย

#35 By tapum on 2009-03-07 21:11

ทำไมตอนเราเรียนอาจารย์ไม่เล่ามั่งอะ (หรือเราหลับหว่า?)
ถ้าให้เดานะต้องเป็นวิชา SA แน่ๆ แบบว่าอยากให้มองภาพรวมของระบบ 555

เอาเรื่องมาเขียนจนได้ดาว อย่าลืมไปขอบคุณอาจารย์ล่ะ อิอิ

#36 By NOOPLOY^-^ on 2009-03-07 22:05

"ความสำเร็จ" ย่อมตามมาด้วย "ภาระ" และ "ความรับผิดชอบ" เสมอค่ะ big smile

#37 By Sp@rk on 2009-03-07 22:52

อยากไปเที่ยวชม ภูเขาไฟฟูจิบ้างจังอ่ะ-.-question

#38 By D:\My Pictures\sÇÁÀÒW¨oÂ\background-vMI0e31[1].jpg (110.164.11.190) on 2009-10-26 14:33