เรื่องเล่าจากภูเขาไฟฟูจิ
posted on 04 Mar 2009 21:30 by mahado in To-Think
สวัสดีครับมิตรรักแฟนบล็อกทุกท่าน วันนี้ผมจะมาอัพเอนทรี่ที่ผมดองหัวข้อไว้เกือบปีครับ พึ่งจะได้ฤกษ์มาเขียนก็วันนี้ ทั้งๆที่ตั้งใจจะเขียนบทความส่งอาจารย์ให้เสร็จก่อน แต่ไฟในการเขียนบทความส่งอาจารย์ยังไม่แรงเท่ากับไฟในการมาอัพบล็อกครับ
(แต่เดี๋ยวก็ต้องกลับไปทำให้เสร็จ ใกล้ถึงวันหมดเขตส่งแล้วครับ)
เคยเห็นภูเขาไฟฟูจิของจริงที่ประเทศญี่ปุ่นกันมั้ยครับ?
ถ้าไม่เคยเห็นก็ไม่เป็นไรครับ เพราะเจ้าของบล็อกก็ยังไม่เคยเห็นเหมือนกัน (อ้าว...แล้วจะพูดทำไม)
จะว่าไปผมเองก็ยังไม่เคยไปเหยียบประเทศบ้านเกิดของโดราเอมอน ดิจิมอน ดราก้อนบอลเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เพราะฉะนั้นจะให้ผมไปเห็นภูเขาไฟฟูจิของจริงคงจะยังเป็นไปไม่ได้ ก็ได้แต่ฟังคำบอกเล่า ดูจากภาพถ่าย หรือเห็นเป็นภาพการ์ตูนเท่านั้นล่ะครับ ถ้าอนาคตมีโอกาส ผมอาจจะได้ไปเยือนญี่ปุ่นและเห็นภูเขาไฟฟูจิด้วยตาของผมเองก็เป็นได้
สาเหตุที่ผมหยิบยกเรื่องของภูเขาไฟฟูจิมาอัพลงบล็อก เพราะผมเห็นว่ามีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับแง่คิดที่ได้จากภูเขาไฟฟูจิครับ
เรื่องนี้ไม่ใช่ผมเป็นคนคิดเองหรือประสบมาด้วยตัวเอง แต่เป็นเรื่องที่ผมได้ฟังจากอาจารย์คนหนึ่งที่สอนผมตอนเทอม1ของปริญญาโทอีกทีครับ อาจารย์ของผมไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่นอยู่หลายปี ทำให้อาจารย์ของผมมีโอกาสขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของภูเขาไฟฟูจิครับ
ใช่แล้วครับ!! อาจารย์ของผมไปปีนขึ้นภูเขาไฟฟูจินั่นเอง
หมายเหตุ : เรื่องนี้ผมได้ฟังมาจากอาจารย์ตั้งแต่ปีที่แล้ว และอาจารย์ผมก็น่าจะไปขึ้นภูเขาไฟฟูจิมาหลายปีแล้ว ทำให้ผมอาจจะให้ข้อมูลที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการขึ้นภูเขาไฟฟูจิอยู่บ้างและผมอาจจะมีหลงๆลืมๆเนื้อหาที่ได้ฟังจากอาจารย์ไปบ้าง ถ้ามีใครทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขึ้นภูเขาไฟฟูจิและเห็นว่ามีข้อผิดพลาดช่วยบอกด้วยนะครับ จะได้แก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง (โดยเฉพาะเรื่องที่พักระหว่างทางขึ้นภูเขาน่ะครับ ผมไม่แน่ใจว่าผมจำถูกรึเปล่า)
อาจารย์เล่าให้ผมและเพื่อนๆในห้องเรียนฟังว่า...
รายการโทรทัศน์ของประเทศญี่ปุ่นมีหลายรายการที่ถ่ายทำสารคดีหรือรายการให้ดู ภาพการพิชิตยอดภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งทำให้เห็นถึงความยากลำบากในการขึ้นเขาเป็นอย่างมาก ทั้งความชัน และระยะทางที่ต้องเดินทาง นอกจากนี้การจะขึ้นภูเขาไฟฟูจิได้นั้น จะมีช่วงที่ถูกกำหนดไว้ว่าสามารถขึ้นได้หรือขึ้นไม่ได้ โดยดูจากฤดูกาล ถ้าไปขึ้นฤดูอื่นที่ไม่ได้กำหนดไว้จะมีความอันตรายเป็นอย่างมาก(ถ้าผมจำไม่ผิดจะขึ้นฤดูหนาวไม่ได้เพราะหิมะปกคลุมและลื่นมาก) ระยะเวลาที่จะเปิดให้ขึ้นใน1ปีจึงมีจำกัด แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีคนอยากจะขึ้นไปให้ถึงยอดเขาเป็นจำนวนมาก
อาจารย์ของผมศึกษาข้อมูลการขึ้นภูเขาไฟฟูจิอยู่นาน(น่าจะหลายปี) และมีความต้องการที่จะพิชิตยอดภูเขาไฟฟูจิให้ได้ ดังนั้นอาจารย์ของผมจึงได้ดูรายการที่ถ่ายทำเกี่ยวกับการขึ้นภูเขาไฟฟูจิเป็นจำนวนมาก ทำให้อาจารย์รู้ถึงสภาพที่จะต้องเตรียมรับมือในการขึ้นภูเขาลูกนี้เป็นอย่างดี
ในที่สุดวันที่อาจารย์ของผมจะขึ้นเขาก็มาถึง อาจารย์ของผมเตรียมตัวขึ้นเขามาดีมาก อาจารย์รู้ว่าจะต้องปีนขึ้นเขาเป็นเวลานานประมาณเท่าไหร่ ถึงจะได้พัก และที่พักมีสภาพที่นอนเป็นอย่างไร ซึ่งที่จริงแล้วที่นอนบนภูเขาไฟฟูจินั้นไม่ได้น่านอน แม้จะเรียกว่าเป็นโรงแรมบนภูเขาก็ตาม อาจารย์ของผมเล่าให้ฟังว่ามันเป็นลักษณะคล้ายๆกับเป็นเหมือนลิ้นชักขนาดใหญ่ หรือจะพูดว่าโลงก็อาจจะทำให้เห็นภาพได้ชัดขึ้น แล้วก็ให้เอาร่างของเราเข้าไปนอน แล้วก็ปิดลิ้นชัก จะมีเวลานอนเพียงแค่ประมาณชั่วโมงครึ่งเท่านั้น เพื่อให้คนอื่นได้สลับเข้าไปนอนบ้าง เนื่องจากที่นอนมีจำกัด
ฟังถึงตรงนี้แล้ว ผมเริ่มคิดว่าสภาพระหว่างทางมันช่างลำบากเสียจริงๆ การจะขึ้นสู่ยอดเขาของภูเขาไฟที่ดูจากภายนอกมีความสวยงาม มันยากลำบากถึงเพียงนี้เชียวหรือแม้ว่าในช่วงแรกจะยังรู้สึกว่ามันไม่เกี่ยวกับเนื้อหาวิชาเรียนเท่าไหร่ แต่ผมก็ตั้งใจฟัง เพราะชอบฟังเรื่องแบบนี้ครับ
อาจารย์ของผมเล่าให้ฟังต่อว่าใช้เวลาเดินอีกหลายชั่วโมง ในที่สุดก็ถึงยอดเขา พอมาถึงตรงนี้อาจารย์ก็บรรยายลักษณะของจุดสูงสุดของภูเขาไฟฟูจิให้ฟังว่า... ข้างบนนั้นไม่มีอะไรเลย มีแต่หลุม หรือจะพูดให้เป็นทางการขึ้นมาอีกนิดก็คงจะต้องบอกว่าเป็นปล่องภูเขาไฟนั่นล่ะครับ ซึ่งเมื่อเทียบกับภาพลักษณ์จากภายนอกแล้ว ทิวทัศน์ตรงนี้ไม่ได้สวยงามเหมือนกับที่เห็นจากภายนอก นี่คือสถานที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยพยายามบากบั่น และปีนขึ้นมา เพื่อที่จะถ่ายรูป แล้วก็ลงจากภูเขาไป ทั้งๆที่ระหว่างทางที่ขึ้นเขา มันทั้งสูงชัน เหน็ดเหนื่อย และอันตราย แต่ก็ยังยินดีที่จะขึ้นมากัน
อาจารย์ของผมก็ไม่รอช้าที่จะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพ แน่นอนว่าไม่ว่าจะเป็นใครเมื่อมาถึงจุดนี้ ก็ต้องเก็บภาพแห่งความทรงจำ และความประทับใจให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าปล่องนั้นจะสวยหรือไม่ก็ตาม ก็จะถ่ายเก็บไว้ทุกมุม ไม่ว่าจะโพสท่าไหนก็ขอให้ได้ถ่ายภาพตอนที่อยู่บนยอดเขาก็แล้วกัน
ซึ่งอาจารย์ของผมถ่ายภาพเพลินไปหน่อย ทำให้กลุ่มที่มาด้วยกัน(เป็นเหมือนกลุ่มทัวร์) เริ่มลงเขากันไปหมดแล้ว เพราะต้องไปอาบน้ำก่อนจะถึงเวลาที่นัดหมายที่เชิงเขา และตอนที่อาจารย์ของผมจะลงจากยอดเขานั่นเอง ก็ได้พบกับความยากลำบากกว่าตอนขึ้น และสิ่งนั้นคือสาเหตุที่ทำให้ผมประทับใจเรื่องนี้จนนำมาอัพลงบล็อกนี่ล่ะครับ
อาจารย์เล่าว่าทางลงเป็นทางที่ชันและเป็นดินโคลน ทำให้อันตรายกว่าตอนขึ้นมากๆ ถ้าก้าวไม่ดีอาจจะกลิ้งหรือพลัดตกได้ง่ายๆ และจะไปลงทางขึ้นก็ไม่ได้เพราะจะมีคนขึ้นเขาชุดต่อไปขึ้นมา ซึ่งกว่าอาจารย์จะมาถึงเชิงเขา คนอื่นก็ขึ้นรถทัวร์หมดแล้ว ทำให้อาจารย์ดูแปลกมากเมื่อขึ้นรถ เพราะเป็นคนเดียวที่ยังไม่ได้อาบน้ำล้างฝุ่นจากตอนลง เนื้อตัวยังเปื้อนฝุ่นโคลนอยู่ หน้าตามอมแมมจนกระทั่งกลับถึงที่พัก เมื่อเล่าถึงความอันตรายและความยากลำบากของการลงภูเขาไฟฟูจิเสร็จ อาจารย์ของผมก็พูดต่อว่า....
"ทุกครั้งที่รายการโทรทัศน์ถ่ายทำสารคดีการขึ้นภูเขาไฟฟูจิ จะถ่ายตอนขึ้นเขาว่าเป็นอย่างไร แล้วก็ภาพการกระโดดโลดเต้นของผู้พิชิตยอดเขา แต่ไม่เคยถ่ายทำสิ่งที่อยู่หลังจากนั้น นั่นคือไม่เคยมีรายการถ่ายทำตอนลงเขาเลย"
อาจารย์ของผมจึงให้แง่คิดไว้ว่า
"เวลาเราจะมองอะไรเราต้องมองให้กว้างๆ เราอาจจะรู้ว่าต้องขึ้นยังไง ขึ้นไปแล้วจะเจออะไร...แต่เราไม่รู้ว่าตอนจะลงจากจุดนั้นเราจะเจออะไร...การตัดสินใจจะทำอะไรต้องคิดให้ดีๆ ตอนที่อาจารย์ไป อาจารย์คิดแต่ว่าจะขึ้นให้ถึงยอดเขา ไม่ได้คิดถึงตอนลงเลย และไม่รู้ด้วยว่าจะลงยังไง...แล้วที่เรามองดูภูเขาภายนอกมันอาจจะสวย แต่เมื่อเรามาอยู่ที่ภูเขาไฟฟูจิแล้ว ...มันอาจจะไม่สวยเหมือนกับที่เราเห็นจากที่ไกลๆ"
(ไม่เป๊ะ แต่ประมาณนี้นะครับ)
สำหรับผมนอกจากแง่คิดที่ได้จากอาจารย์แล้ว ตรงนี้ผมคิดว่ามันก็เหมือนกับชีวิตของคนเราด้วยล่ะครับ
คนเราจะสนใจเรื่องราวความสำเร็จของใครสักคนก็มักจะเป็นที่จุดสูงสุด เป้าหมายความสำเร็จสูงสุดอาจจะเป็นเหมือนยอดภูเขาไฟฟูจิ ที่แม้จะมีคนทำ How to หรือชีวประวัติบอกเล่าความสำเร็จอะไรออกมาก็แล้วแต่ ก็จะถ่ายทอดเรื่องราวก่อนที่จะสำเร็จ ไปจนถึงช่วงชีวิตที่เขาสำเร็จ
ภาพแห่งความประทับใจในช่วงของความสำเร็จเป็นสิ่งที่ทุกคนที่ถึงจุดนั้นยินดีเมื่อไปถึง แต่หลังจากที่เขาก้าวลงจากจุดสูงสุดแล้ว มีใครสนใจหรือเปล่าว่าเขาเป็นอย่างไรต่อไป ยากลำบากหรือไม่ ไม่ค่อยมีใครสนใจแล้ว ไม่มีใครถ่ายทำภาพของช่วงเวลานั้นมาให้เราดู เราจึงไม่อาจทราบได้ว่าตอนลงนั้นจะเป็นอย่างไร ทั้งๆที่การลงจากภูเขาของคนๆนั้น มันก็เป็นผลมาจากการปีนขึ้นภูเขาของเขานั่นเอง การตกที่นั่งลำบากหลังจากประสบความสำเร็จอาจจะเป็นสิ่งที่เกิดจากการก้าวไปสู่จุดสูงสุดก็เป็นได้
แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องนี้แม้อาจารย์ของผมจะพบกับความอันตรายและความเสี่ยงมากมายจากการลงเขา แต่อาจารย์ของผมก็ได้ชื่อว่าเป็น หนึ่งในคนที่ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของภูเขาไฟฟูจิแล้วล่ะครับ
หากคนที่คิดจะขึ้นภูเขาไฟฟูจิเห็นว่าทางขึ้นกับทางลงมันยากลำบาก
แล้วไม่ได้ปีนขึ้นเขา ก็คงจะไม่ได้พิชิตยอดภูเขาไฟฟูจิอยู่ดี

#1 By Nerd de Scriptorus on 2009-03-04 22:09