สวัสดีครับ ทุกๆคน

 

หลังจากเอนทรี่ก่อนผมได้ขึ้น Hot Post ผมก็หายตัวไปหลายวันเลย เพราะผมไปนั่งทำการบ้านมาครับ ซึ่งเป็นการบ้านที่ผมควรจะทำเสร็จก่อนแล้วถึงจะมาอัพเอนทรี่ที่แล้วด้วยซ้ำไป เป็นการบ้านที่อาจารย์ให้เขียนบทความครับ ซึ่งการบ้านชิ้นนี้ทำให้ผมรู้ว่าเขียนส่งอาจารย์ กับเขียนลงบล็อกนี่ความกดดันและความลื่นไหลในการเขียนต่างกันมากเลยล่ะครับ

 

แต่ตอนนี้การบ้านชิ้นนั้นเสร็จแล้วครับ เหลือแค่ตรวจทานก่อนส่งเท่านั้น ผมเลยถือโอกาสนี้มาอัพบล็อกครับ เพราะดองมาหลายวัน แล้วเร็วๆนี้ผมก็จะได้ต้องไปเรียนที่มหาลัยอีก(มีคอร์สให้เรียนตอนปิดเทอมน่ะครับ) ซึ่งผมก็ยังไม่รู้ว่าจะส่งผลกับการอัพบล็อกมากน้อยแค่ไหนนะครับ

 

ก่อนจะเข้าประเด็นที่ผมนำมาเขียนในวันนี้ ผมคงต้องบอกว่านี่เป็นแค่แนวคิดของผมครับ ใครที่มีแนวคิดต่างจากผม ก็ไม่ใช่ว่าผมจะไม่เห็นด้วยหรือไม่ชอบนะครับ เพราะถ้ายึดตามแนวของผมกันหมด คงจะมีบล็อกที่รสชาติจืดลงกว่าเดิมอีกหลายบล็อกเลยล่ะครับ เพราะฉะนั้นนี่เป็นแค่แนวคิด หรือแนวทางที่ผมใช้กับบล็อกของผมเท่านั้นครับ

 


"แนวคิดในการเขียนบล็อกของผม"

 

1.บล็อกเป็นสื่ออย่างหนึ่ง


ผมคิดว่าบล็อกก็คล้ายๆกับหนังสือพิมพ์ หรือโทรทัศน์ครับ สิ่งที่เราพิมพ์ลงไป มันจะไปถึงผู้อ่านที่เข้ามาอ่านบล็อก ซึ่งสื่อที่เรานำเสนอนั้นอาจจะเป็นรายการบันเทิง ข่าวสาร หรือ ให้แง่คิดก็ได้ แต่ต้องระลึกอยู่เสมอว่าเมื่อเราเขียนแล้ว ไม่ว่าจะมีคนอ่านหรือไม่ มันก็ได้ถูกเผยแพร่ไปแล้วเหมือนออกอากาศทางทีวีนั่นล่ะครับ


ซึ่งการเผยแพร่ในเน็ต มันไม่สามารถเลือกผู้รับสารได้หรอกครับ เราไม่มีทางทราบได้ว่าคนที่เข้ามาในบล็อกของเรามีอายุเท่าไหร่  แม้ว่าเนื้อหาในบล็อกจะเข้าใจง่ายหรือยากแค่ไหน ก็ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าผู้ที่เข้ามานั้นมีอายุเหมาะสมกับเนื้อหาที่เราได้นำเสนอไปแล้ว จริงอยู่ครับว่าโดยปกติผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการเซ็นเซ่อ แต่ผมก็พยายามที่จะไม่ให้บล็อกผมมีสิ่งที่ไม่เหมาะกับเยาวชนมากนัก แม้ว่าแนวคิดบางอย่างที่ผมพิมพ์ไปอาจจะไม่ใช่เรื่องที่เด็กอ่านแล้วจะเข้าใจก็ตาม (ผมไม่ได้ยึดแนวที่ให้เด็กมาอ่านแล้วรู้เรื่องนะครับ เพียงแค่ยึดหลักว่า ถ้าเด็กมาอ่านแล้ว ผมจะไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจว่ามันไม่เหมาะกับเด็กเท่านั้นเอง)


ถึงรายการโทรทัศน์จะเป็นรายการที่ให้บุคคลทั่วไปดู ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กจะดูไม่ได้ครับ การทำรายการบางประเภทไม่ต้องมีการเซ็นเซ่อก็สามารถให้เด็กดูได้ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมเขียนจะมีเด็กมาอ่านบ้างรึเปล่า แต่อย่างน้อยผมเลือกที่จะป้องกันไว้ก่อนว่า ถ้ามีเด็กเข้ามาอ่าน บล็อกของผมจะไม่ทำให้เด็กคนนั้นก้าวร้าวรุนแรงหรือใช้ภาษาไทยผิดมากนัก โดยผมพยายามที่จะหลีกเลี่ยงคำหยาบคาย และภาษาวิบัติครับ


หลายครั้งผมได้รับคอมเมนท์ในทำนองว่า ผมคงจะเป็นคนสุภาพ ผมก็ต้องขอบคุณนะครับที่ชมมา แต่จริงๆแล้ว ผมคิดว่า ตัวจริงผมก็ไม่ได้เป็นคนสุภาพเท่ากับในบล็อกหรอกครับ เพียงแต่ผมเลือกที่จะพิมพ์ให้สุภาพเท่านั้นเอง ผมไม่ได้คิดว่านี่เป็นการหน้าไหว้หลังหลอก หรือสร้างภาพ แต่นี่เป็นสิ่งที่เราเลือกที่จะนำเสนอได้ เหมือนในสื่อทั่วไปนั่นล่ะครับ ถ้าลองนึกภาพว่าในโทรทัศน์มีการขึ้น"กู"และ"มึง" ตลอดวัน ด้วยเหตุผลที่ว่าผู้ประกาศข่าวใช้คำเหล่านี้ในชีวิตประจำวัน มันก็คงจะไม่งามใช่มั้ยล่ะครับ


ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับกรณีด้วยว่าในบริบทของบทความนั้นๆ มีความจำเป็นที่จะต้องใช้รึเปล่า เพราะบางครั้งการใช้คำหยาบในบางบริบทก็ทำให้สื่อสารได้ง่ายขึ้น และไม่ได้แสดงถึงความหยาบคายพร่ำเพรื่อแต่อย่างใด ก่อนหน้านี้ผมคิดว่ามีหลายครั้งผมสุภาพจนเกินเหตุ เพิ่งจะมีระยะหลังที่เนื้อหาบางอย่างไม่เอื้อกับการใช้คำสุภาพมากนัก ผมก็เริ่มจะใช้คำหยาบตรงๆในการเขียนบ้าง ซึ่งคิดว่าต่อไปอาจจะมีให้เห็นเท่าที่จำเป็นนะครับ ถ้าเลี่ยงได้ก็คงจะเลี่ยงเหมือนเดิม


ในส่วนของภาษาวิบัติก็เป็นอีกเรื่องที่ผมคิดว่าค่อนข้างสำคัญครับ เพราะเป็นภาษาที่ทำให้อ่านยาก และการใช้กันเยอะๆก็ยิ่งทำให้มันแพร่หลายรวดเร็วมากขึ้น ผมจึงหลีกเลี่ยงภาษาวิบัติสุดๆครับ ถ้าจะใช้ก็ต้องเป็นกรณีที่จำเป็นแบบสุดๆ เช่น ลดดีกรีความแรงของคำหยาบบางคำ หรือ กำลังพูดถึงภาษาวิบัติอยู่ แต่โดยปกติผมจะไม่ค่อยอยากใช้ภาษาวิบัติในการพิมพ์ลงบล็อกเท่าไหร่ครับ (ถ้าในMSN ผมอาจจะพิมพ์แบบผิดหลักภาษาบ้าง เพราะมันแสดงน้ำเสียงได้ดีกว่าครับ)


นอกจากคำหยาบและภาษาวิบัติแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมหลีกเลี่ยงคือการโจมตีบุคคลอื่นครับ แม้ว่าจะเป็นบุคคลสาธารณะก็ตาม ที่ผ่านมาผมมีเหน็บแนมกองเซ็นเซ่อบ้างประปราย แต่ผมก็ไม่ใช้คำหยาบ ผมคิดว่าผมแค่แสดงความคิดเห็นว่าผมไม่ชอบการเซ็นเซ่อในแบบที่ตลกๆ เช่น

จับบุหรี่ จุดไฟแช็คยังเห็นชัดอยู่ แต่พอบุหรี่เข้าปากก็หมอกลงทันที พอเอาออกก็กลับมาปกติ แถมขึ้นตัวหนังสือว่าบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ << แล้วคนดูคงไม่รู้ว่าที่หมอกลงน่ะปิดบุหรี่สินะ


ผมคิดว่าถ้าแค่แซวๆ หรือแสดงความคิดเห็น ผมก็ยังไม่ต่างจากสื่อทั่วไปที่นำเสนอรายการโทรทัศน์ครับ แต่ถ้าถึงขั้นด่ากัน ใช้คำไม่สุภาพ โจมตีกัน ว่าร้ายกัน จะไปคล้ายกับสื่อเลือกสี ที่มีให้เห็นอยู่เหมือนกันครับ(ไม่ว่าจะสีไหนก็ตาม) ซึ่งผมไม่อยากให้บล็อกของผมเป็นสื่อเลือกสี ที่มีการโจมตีกันอยู่เรื่อยๆน่ะครับ


ทั้งนี้ไม่ว่าบล็อกไหนอยากจะเลือกสีอะไร ในประเด็นไหน ก็เป็นสิทธิ์ของบล็อกนั้นเช่นกันครับ ผมไม่ก้าวก่ายบล็อกอื่นๆ แนวคิดของผมเพียงแค่อยากให้บล็อกของผมเป็นเหมือนสื่อทั่วไปครับ(ซึ่งก็ไม่ได้บอกว่ามีสีหรือไม่มีสีนะครับ เพียงแต่จะไม่รุนแรงเท่านั้นเอง)


อีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าผมจะยึดถือไว้ก็คือ ถึงผมจะเป็นเจ้าของรายการ Skykid's Space ในสถานี Exteen (ออกอากาศนานๆครั้ง ถ้าไม่ดอง ) แต่เจ้าของสถานีก็ยังคงเป็นมาสเตอร์แชมป์ครับ ก่อนจะเขียนอะไรที่มีประเด็นเสี่ยงคุกเสี่ยงตาราง ก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะส่งไปยังเจ้าของสถานีซึ่งเปิดให้ใช้พื้นที่นี้ฟรีๆครับ

 

นอกจากนี้ถ้าสถานีโดนปิดก็คงจะสร้างความขุ่นข้องหมองใจให้กับเจ้าของรายการคนอื่นๆด้วย จริงมั้ยครับ

 

 

2.เขียนดี คนอ่านเยอะ

 

เห็นตั้งชื่อหัวข้อแบบนี้อย่าเข้าใจผิดนะครับ ว่าผมหมายถึง"เขียนดีแล้วจะมีคนอ่านเยอะ"

 

ผมคิดว่ามันเป็นคนละเรื่องกันครับ เพราะก่อนที่คนคลิกเข้ามาในบล็อกจะอ่านจบ เขาไม่รู้หรอกว่าเนื้อหาที่เราเขียนจะโดนใจหรือไม่โดนใจ มันก็เหมือนกับหนังทำเงินร้อยล้านบางเรื่องที่คนไปดูแล้วออกมาบ่นว่าหนังห่วย หรือ หนังบางเรื่องที่ไม่ทำเงินแต่คนดูประทับใจนั่นล่ะครับ คนที่ตีตั๋วหนังเข้าไปดูคือคนที่เสียเงินแล้ว แต่คนที่จะชอบหรือไม่ชอบหนังเรื่องนั้นคือคนที่ได้ดูครับ ซึ่งถ้าจะถามก็คงจะต้องถามคนดูครับถึงจะวัดได้ว่าหนังเรื่องนั้นดีหรือไม่

 

เพราะฉะนั้น คนที่คลิกเข้ามาแต่ไม่อ่าน หรือ คนที่ไม่ได้คลิกเข้ามาเลย ก็ยังไม่ได้เป็นคนตัดสินว่าเนื้อหาในเอนทรี่ของเราจะดีหรือไม่ และแต่ละคนก็มีมาตรฐานไม่เหมือนกัน เนื้อหาโดนใจบางคน อาจจะไม่โดนใจคนอีกหลายๆคนก็เป็นได้  ซึ่งบทความที่เขียนดีหลายๆบทความ อาจจะยังอยู่ในบล็อกที่ยังไม่มีใครได้เข้าไปอ่านก็ได้ครับ

 

จำนวน Pageview ก็เป็นแค่จำนวนคนที่คลิกเข้ามาเท่านั้น ส่วนจำนวนคอมเมนท์คือจำนวนคนที่เข้ามาอ่านแล้วแสดงความคิดเห็นตอบกลับมา ซึ่งบางครั้งเราอาจจะเจอสแปมไม่อ่านแต่คอมเมนท์ก็ยังเป็นไปได้เลยล่ะครับ การขึ้น Hot Posts ก็เหมือนหนังที่มีนักวิจารณ์ชมว่ายอดเยี่ยมหลายคน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่เข้ามาอ่านจะชอบเสมอไปครับ

 

ซึ่งในส่วนของ Hot Posts ผมคิดว่าเอนทรี่ที่ได้ฮอต ไม่ได้แปลว่าจะเขียนดีกว่าเอนทรี่ที่ไม่ได้ฮอตเสมอไปครับ

 

อ้ะๆ อย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมไม่ได้บอกว่ามาสเตอร์แชมป์เลือกเอนทรี่ขึ้นฮอตโพสไม่ดีหรอกครับ เพียงแต่การจะบอกว่าเขียนดีหรือไม่ดีนั้นมันมีหลายประเด็น ซึ่งแต่ละคนก็ให้นิยามคำว่าเขียนดีไม่เหมือนกันแน่นอน ผมคิดว่าเถียงกันไป10ปีก็อาจจะไม่ได้ข้อสรุป

 

แต่สาเหตุที่ผมคิดแบบนี้ เพราะผมมีเอนทรี่ที่ผมได้ขึ้นHot อยู่เอนทรี่นึง ที่ผมไม่คิดว่าเอนทรี่นั้นผมเขียนดีครับ แม้ว่าผมจะตั้งใจเขียนเอนทรี่นั้นก็ตาม เพราะเนื้อหาอาจจะแค่แรงโดนใจหลายๆคนจนได้ขึ้นHot แต่ผมไม่ได้เจตนาจะทำให้มันกลายเป็นประเด็นที่แรงเลยล่ะครับ

 

ในฐานะผู้ส่งสาร ผมไม่สามารถสื่อสารเนื้อหาในเอนทรี่นั้นให้ผู้รับสารเข้าใจได้ตรงกับที่ผมต้องการจะพิมพ์ครับ ซึ่งผู้อ่านไม่ใช่คนที่ผิดครับ ที่ผิดคือผมที่เป็นคนเขียน ผมเขียนไม่เคลียร์ ทำให้มีประเด็นแรงๆในบล็อกผมขึ้นมานิดหน่อย แม้จะไม่ร้อนแรงติดอันดับ แต่ก็ถือว่าผมเขียนได้ไม่ดีครับ เพราะสิ่งที่ผมเขียนกับสิ่งที่คนส่วนมากเข้าใจมันคนละอย่างกัน ถ้าให้เทียบกับเอนทรี่ที่ไม่ได้ขึ้นฮอตแต่คนอ่านเข้าใจในสิ่งที่ผมจะสื่อ ผมยังรู้สึกว่าแบบหลังผมเขียนดีกว่าครับ

 

หลังจากนั้นผมก็หลีกเลี่ยงการเขียนความคิดเห็นที่แตกต่างในบางเรื่องที่ผมคิดว่าจะทำให้ปัญหาตามมาครับ ซึ่งในส่วนนี้ถ้าผมพร้อมจะเขียนเมื่อไหร่ผมก็คงจะกลับไปเขียนครับ คงต้องรอให้ถึงจุดที่ผมคิดว่า ผมสามารถนำเสนอมุมมองได้หลากหลายในประเด็นนั้นๆซะก่อน เพราะในหลายๆเรื่องที่ผมพิมพ์หัวข้อเก็บไว้ ผมยังไม่สามารถเขียนให้มันครอบคลุมได้น่ะครับ

 

ซึ่งหลังจากเอนทรี่ที่ผมคิดว่าผมเขียนได้ไม่ดี ไปหลายเดือน ก็มีประกาศเตือนจากมาสเตอร์แชมป์เกี่ยวกับเรื่องการล่อเป้าขึ้นมาครับ และในหน้าที่ใช้เขียนเอนทรี่ก็จะมีป้ายแถบสีเหลืองว่า "อย่าใช้คำรุนแรง ดูถูก เสียดสี เขียนล่อเป้า" ซึ่งประโยคนี้ยังมีอยู่ในหน้าNew Entry และ Edit Entry จนทุกวันนี้ครับ 

 

ตอนที่ผมได้อ่านคำเตือนนั้น ผมก็คิดเหมือนกันครับว่า เอนทรี่ที่เขียนแรงมักจะได้ขึ้นฮอตบ่อยจริงๆ เพราะจะมีคนที่ถูกใจกับความแรงเป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะมีคนไม่ชอบอยู๋ไม่น้อย แต่ก็ไม่เกี่ยวครับ เพราะไม่มีระบบดาวติดลบ ดราก้อนบอลได้แล้วได้เลย....ซึ่งก็น่าเห็นใจมาสเตอร์แชมป์ตามเอนทรี่คำเตือนล่ะครับ เพราะถึงจะมีระบบดาวติดลบจริง ก็คงจะไม่มีคนกดกันเยอะนัก เพราะมันเป็นการประกาศว่าเราไม่ชอบ

 

การเขียนแรงๆ อาจจะได้เสียงปรบมืออย่างท่วมท้นจากคนกลุ่มหนึ่ง แต่ผมคิดว่ามันก็ตามมาด้วยคำต่อว่าและเสียงโห่มากมายเช่นกันครับ เพียงแต่ในสังคมที่แท้จริง หรือสังคมออนไลน์ เสียงปรบมือมักจะดังกว่า เพราะคนกล้าที่จะโห่ มีน้อยกว่าคนกล้าที่จะปรบมือครับ 

 

ที่จริงคำเตือนของผู้ใหญ่บ้านคราวนั้น อาจจะไม่เกี่ยวกับที่ผมเคยเขียนสักเท่าไหร่ เพราะเอนทรี่ของผมก็ผ่านไปนานแล้ว และไม่ได้ร้อนถึงขนาดกลายเป็นประเด็นในวงกว้างมาก แต่ผมก็คิดว่า ผมไม่ควรจะเขียนเนื้อหาที่สุ่มเสี่ยงกับความรุนแรงขัดแย้งเหมือนกันครับ และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลนึงที่ผมหลีกเลี่ยงการใช้คำหยาบคาย เพราะถ้าผมใช้ภาษาสุภาพดีกรีความรุนแรงของการเสนอความคิดเห็นมันจะดูเบาบางลง และเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดกัน มากกว่าการพยายามโต้เถียงเพื่อจะห้ำหั่นอีกฝ่ายครับ ซึ่งยังมีเหตุผลในข้อต่อไปอีกที่ทำให้ผมจะระวังการเขียนที่อาจจะกลายเป็นประเด็นล่อเป้าครับ

 

(หมายเหตุ : เอนทรี่ที่ผมรู้สึกว่าแรงโดยที่ผมไม่ต้องการ ผมก็ใช้ภาษาสุภาพนะครับ แต่แค่เนื้อหาเพียวๆมันก็เป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมาครับ)

 

 

3.ไม่ทะเลาะ

 

ผมคิดว่าชุมชนออนไลน์ที่ผมเข้าไปอยู่ไม่ว่าจะเป็นเวบบอร์ดหรือบล็อกก็แล้วแต่ ผมเข้าไปเพื่อผ่อนคลายครับ ไม่ใช่ไปเพื่อหาเรื่องเครียดใส่ตัว แค่การใช้ชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริงก็มีเรื่องน่าปวดหัวมากมายอยู่แล้ว การเข้ามาในโลกเสมือนยังจะหาเรื่องเครียดอีกทำไม

 

การเขียนบล็อกของผมจึงพยายามหลีกเลี่ยงการจุดชนวนปัญหาครับ แต่บางครั้งมันก็สุ่มเสี่ยงเหมือนกันระหว่างจุดชนวนทางความคิดเห็น กับจุดชนวนการโต้เถียงที่รุนแรงครับ ยังไงก็ตามผมยังเชื่อว่าคนเราคิดแตกต่างกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องทะเลาะกันครับ ที่ผ่านมาผู้อ่านหลายคนมีความคิดเห็นแตกต่างกับผมในหลายๆเรื่อง แต่ผมก็ยังไม่เคยทะเลาะกับคนอ่านคนไหน เพราะฉะนั้น ผมขอถือโอกาสนี้ขอบคุณคนอ่านที่แสดงความคิดเห็นทุกคน ที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีแต่มิตรภาพดีๆให้กันเสมอมา ไม่มีการทะเลาะเกิดขึ้นนะครับ

 

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมคอยระวังในการเขียนเนื้อหาที่มีประเด็นความคิดเห็นต่างกัน ก็คือ การทะเลาะกันข้ามคอมเมนท์ครับ เพราะถ้าให้เปรียบเทียบก็เหมือนเราเปิดบ้านเราให้คนเข้ามาดู แต่มีคนเข้ามาตีกันในบ้านครับ ซึ่งมันคงจะไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ในฐานะเจ้าบ้าน และผมก็ไม่อยากให้เนื้อหาที่ผมเขียนกลายเป็นสิ่งที่ทำให้คนทะเลาะกันครับ

 

 

4. รักษาคนอ่าน

 

ที่จริงผมก็ไม่ใช่หมอหรอกครับ เลยไม่รู้วิธีการรักษาแบบแพทย์  (ยังจะพยายามปล่อยมุกแป้กๆ!!)

 

แต่ผมคิดว่าคนอ่านคือคนที่ยอมเสียเวลามาอ่านบทความของผม ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าผมเขียนดีหรือไม่ คอมเมนท์ของคนอ่านจะเป็นสิ่งสะท้อนกลับมาว่าสิ่งที่ผมเขียนไปดีหรือไม่ เข้าใจตรงกันรึเปล่า ซึ่งคำว่ารักษาในที่นี้ผมก็หมายถึงการรักษาน้ำใจที่มีต่อคนอ่านครับ ซึ่งจะบอกว่าผมแคร์คนอ่านก็คงจะไม่ผิด

 

Edit : การรักษาคนอ่านไว้ให้อ่านบล็อกเราต่อไปเรื่อยๆเป็นสิ่งที่ทำได้ยากครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมจึงเฉยๆนะครับ แต่ผมเน้นที่การรักษาน้ำใจคนอ่านน่ะครับ (กลับมาEdit ป้องกันการเข้าใจความหมายผิดครับ แต่ยังไม่เปลี่ยนชื่อหัวข้อเพราะเอาไว้ปล่อยมุกครับ ฮ่าๆๆ)

นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมคิดว่า ผมไม่อยากใช้คำหยาบคายหรือภาษาวิบัติในบล็อกครับ เพราะผมกับคนอ่านหลายๆคนไม่ได้รู้จักกันมาก่อน บางคนอายุมากกว่าผมเป็นสิบปี ถ้าผมใช้คำหยาบคาย เล่นหัว มันก็คงจะเสียมารยาท แม้ว่าคนที่เข้ามาอ่านบล็อกผมจะมีเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง หรือคนที่รู้จักกันมาอ่าน แต่ก็ยังมีคนอ่านอีกหลายคนที่ผมยังไม่เคยพูดคุยด้วยครับ  

 

 

เมื่อรวมกันทั้ง 4 ข้อ จะสังเกตได้ว่าหลายๆครั้งที่ผมเขียนเอนทรี่ ผมมักจะมีคำเตือน มีหมายเหตุ มีปล. ความยาวหลายบรรทัด เพราะผมไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจผิดในเนื้อหาที่ผมต้องการจะสื่อ ผมไม่ต้องการทะเลาะกับใคร และไม่ต้องการให้คนอ่านทะเลาะกันเองครับ 


เอาล่ะครับ ก็เขียนไปแล้ว4ข้อนะครับ ถ้าอนาคตมีเพิ่มอีกก็คงจะมาเขียนในเอนทรี่ถัดๆไปครับ หวังว่าเอนทรี่นี้คงจะทำให้คนที่ติดตามอ่านบล็อกของผมมานาน เพิ่งจะเริ่มติดตามอ่าน หรือเข้ามาอ่านเอนทรี่นี้เป็นเอนทรี่แรก เข้าใจแนวคิดในการเขียนของผมในบล็อกนี้มากขึ้นนะครับ แล้วโอกาสหน้าผมอาจจะหาเอนทรี่ที่มีประเด็นใหม่ๆที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันมาเขียนอีกครับ

 

 

ในเอนทรี่นี้ ผมคิดว่าผมควรจะทิ้งลิงค์อ้างอิงที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเอนทรี่นี้ไว้สักเล็กน้อยครับ

 

ว่าด้วยเรื่องของ Hot Posts << เป็นเอนทรี่ที่ผมเขียนเมื่อนานมาแล้วครับ

 

มารยาทกับการบล๊อก << เป็นเอนทรี่ของคุณเจ้าชายน้อยครับ เป็นเอนทรี่ที่ผมคิดว่ามีหลายประเด็นใกล้เคียงกับเนื้อหาในเอนทรี่นี้ของผมครับ ซึ่งผมคิดว่าผมอาจจะได้แรงขับเคลื่อนในการเขียนเอนทรี่นี้มาจากเอนทรี่ของคุณเจ้าชายน้อยครับ เพราะเดิมทีหัวข้อนี้ผมทิ้งค้างไว้หลายเดือนแล้ว แต่ไม่ได้โอกาสเขียนสักที แต่หลังจากอ่านเอนทรี่นั้นจบผมก็รู้สึกว่าอยากหยิบหัวข้อนี้มาปัดฝุ่นแล้วเขียนออกมาครับ

 

ปล.ผมเปลี่ยน Avatar นิดหน่อยนะครับ หากใครยังเห็นเป็นพื้นหลังสีขาวสามารถกดRefreshเพื่อให้เห็นเป็นAvatarใหม่ได้ครับ(เป็นไฟล์ PNG ไม่แน่ใจว่าถ้าไม่ได้ใช้ IE จะยังเห็นพื้นหลังเป็นสีขาวรึเปล่านะครับ)

 

แล้วพบกันใหม่เอนทรี่หน้า

 

สวัสดีครับ

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ถึงผมเป็นหมอแต่ก็รักษาคนอ่านได้ไม่นานเหมือนกันครับ sad smile
เอิ่ม... สำหรับผมสั้นมากเลยนะ "ตามใจฉัน"
เรื่องล่อเป้า ผมลดดีกรีลงมาบ้างแล้ว อาจจะเปลี่ยนจากคำหยาบมาเป็นการแขวะกัดด้วยวิธีอื่นแทน เช่นรูปภาพ คำบางคำที่มีนัยยะเป็นต้น open-mounthed smile open-mounthed smile

ส่วนใหญ่ไม่ซีเรียสเท่าไหร่เรื่อง hot ไม่ hot
hot แล้วคนรุ้จักเยอะ=ศัครูเยอะ =เงาตามตัว แต่แน่นอน เขาคงไม่กล้าทำอะไรเพราะไม่ใช่ถิ่นเขา ไม่ใช่ admin , staff ทีนี่ก็ทำไรไม่ได้ :P !!!

จุดหนึ่งทีชอบก็คือนโยบายของ ที่นี่ "ถ้าไม่ชอบบล็อกไหน ก็เอาข้อมูลมาหักล้าง" ผมชอบนะนโยบายแบบนี้ แทนที่จะมัดมือมัดเท้า ปิดหูปิดตาปิดปาก แบน question question
#1,2 ผมก็รักษาคนอ่านได้ไม่นานเช่นเดียวกันครับ เพราะฉะนั้นผมก็อัพตามใจผมเหมือนกัน แต่ผมจะรักษาน้ำใจคนอ่านไว้ครับ เพราะเป็นสิ่งที่เราสามารถตอบแทนให้กับคนอ่านที่แวะเข้ามาเยี่ยมเยียนเราได้ครับ confused smile

#3 By SkyKiD on 2009-03-09 16:28


ไม่ต้องห่วงเรื่องเห็นด้วยไม่เห็นด้วยครับ..
ถ้าไม่เห็นด้วย และรู้สึกไม่ชอบ ผมเลือกที่จะไม่แสดงความคิดเห็นดีกว่า..
แต่ไม่ใช่ว่า entry ที่ไม่เข้าไป comment หมายถึงไม่เห็นด้วยไปซะหมดนะครับ..
ส่วนใหญ่แปลว่า ไม่ได้เข้ามาอ่าน เพราะ blog ตัวเองก็ดองไว้นานเหลือเกิน อิอิ..sad smile

การเขียน blog ของผมไม่ได้อยู่ภายใต้แนวคิดใดๆเลยครับ..
เอาความอยากเข้าว่า และหลังๆพยายามไม่พูดถึงเรื่องที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง..
เช่นเรื่องการเมือง ไม่พูดอีกเลย.. อีกอย่าง.. เห็นข้อความเตือนของคุณแชมป์แล้ว
รู้สึกเกรงใจอยู่เหมือนกันครับ sad smile

#4 By :: KinG MoJi :: on 2009-03-09 16:29

ต่างคนก็ต่างความคิด คนที่เขาเขียนบล็อกเพื่อคุยกับเพื่อนก็ึคงไม่กังวลเรื่องภาษาหรือเรื่องรักษาคนอ่าน แต่ถ้่าเขียนบล็อกเพื่อต้องการเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะก็น่าจะนำสี่ข้อนี้ไปพิจารณานะ big smile

ปล. เอนทรี่ยาวมาก โฮก

#5 By persona non grata on 2009-03-09 16:37

ึครับ เข้ามาอ่านบล็อกนี้ทีไรสบายใจตลอดเลยผม ฮา ฮา

แบบรู้สึกว่ามีคนมาพูดดีดีกับผมตลอดเวลา (ผิดกับบล็อกตัวเอง)

ยังไงผมก็เชื่อนะครับว่าทุกคนมีแนวทางของตัวเอง
และัถึงยังไงซะ เวลาจะเป็นคำตอบครับ

แรงเร็ว วูบเร็ว หรือ แรงสม่ำเสมอก็ไปได้อย่างสม่ำเสมอ

หลังๆ ผมพยายามจะเป็นรายการทีวีแบบไม่มีพีคเหมือนกันครับ

รู้สึกว่าตัวเองอ่านเองก็คงเหนื่อย ถ้าจะแรงกันตลอดศก


big smile

#6 By พงคุง on 2009-03-09 16:41

ส่วนตัวคิดว่า เขียนเป็นตัวเองครับ
และผมรู้สึกดีใจมากๆครับที่ได้เป็นเพื่อนบล็อกกับคุณเฟธ
เหมือนเป็นเพื่อนที่เข้าใจกันเลย มิตรภาพนี่ดีจริงๆนะครับsurprised smile

#7 By redtear on 2009-03-09 17:01

เห็นด้วยกับประเด็นที่ว่า เอ็นทรี่แซ่บๆมักจะได้ขึ้น ฮอตครับbig smile

#8 By Nerd de Scriptorus on 2009-03-09 17:07

แนวคิดในการเขียนบล๊อก ก็สไตล์ใครสไตล์มันอ่าน้าาา
---------------------------
ส่วนใหญ่ที่เห็นจะเน้นไปที่การใช้ภาษามากกว่านะ

ภาษาเป็นเหมือนประเด็นที่ไม่รู้ต่อกี่บล๊อกนำไปเขียนได้ยาวเหยียด
-*อย่าใช้คำรุนแรง ดูถูก เสียดสี เขียนล่อเป้า*- เห็นเหมือนกันตอนเขียนEntry
---------------------------
เขียนดีคนอ่านเยอะ เป็นความจริงที่ไม่ตายยยยconfused smile confused smile

#9 By Fenfen on 2009-03-09 18:12

เขียนเก่งจัง

เราเป็นประเภทเขียนแล้วงงๆ วนไปมา คืออ่านแล้วเขียนเองยังแอบงงเอง
เพราะฉะนั้นบล๊อกเราเลยเขียนได้ไม่ค่อยยาวเท่าไหร่

คอมเมนท์นี่ยิ่งแทบไม่มี sad smile


แต่เราก็ยังสนุกกับการเขียนบลอกอยู่นะ ได้มุมมองที่หลกหลายดีbig smile

#10 By .-.Chill.-. on 2009-03-09 19:20

จะว่าไปก็เห็นด้วยเหมือนกันทุกข้อเลย

ที่ได้เรียนรู้อย่างหนึ่งในการอ่านและเขียนคือ...โลกนี้มันกว้้าง
มีเรื่องราวให้อ่านและทัศนคติ มากมาย... confused smile

#11 By wesong on 2009-03-09 21:26

เฟธจริงจังมีหลักการและตั้งใจเขียน Blog มากๆ นับถือๆ ขอให้รักษาคนอ่านได้นานๆนะ

#12 By NOOPLOY^-^ on 2009-03-10 00:00

เรื่องการตั้งเอนทรีล่อเป้า ทะเลาะผ่านคอมเมนท์ หรือมีปัญหาระหว่างบล็อกนี่...เอาจริงๆผมก็คิดว่า ยังเป็นปัญหาเรื้อรังที่พบได้อยู่ครับ ^^"

แม้จะเคยถูกนำมาพูดเป็นประเด็นร้อนแรงอยู่เป็นพักๆ แต่พอผ่านไปช่วงนึง...ปัญหาเดิมๆก็กลับมา แค่อาจจะเปลี่ยนรูปแบบ ปรับอารมณ์ หรือลดระดับให้มันดูรุนแรงน้อยลง (หน่อย) เท่านั้นเอง

...ซึ่งไอ้เรื่องความชัดแย้งทางความคิดนี่ ก็รู้ๆกันอยู่ว่า เป็นประเด็นละเอียดอ่อน คนนอกคงเข้าไปห้ามปราม หรือตักเตือนอะไรไม่ได้ง่ายๆ อย่างน้อยถ้าตัวเราเอง ช่วยๆกันลดเรื่องพวกนี้ในบล็อกของเรา ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆแล้วครับ big smile



ส่วนเรื่องการรักษาคนอ่านนี่...ขอฮาเฉยๆละกัน confused smile แต่ปกติ หมอๆก็จะเจอแต่คนไม่ซ้ำหน้าอยู่แล้วอ่ะนะ question

ขอให้มีความสุขกับการเขียนต่อไปนะครับ

#13 By Zieghart on 2009-03-10 09:16

ตอนนี้ผมเองก็กำลังพยายามหาลู่ทางที่เหมาะๆอยู่ครับ ถ้าเขียนเมามันส์แบบเมื่อก่อน บางทีเจอกระแสทักท้วงสวนมาแรงๆ เราก็เอากลับมาคิดได้เหมือนกันว่ามันก็จริงนะ ลดดีกรีลงบ้าง

แม้ตอนนี้หลายคนอาจจะบ่นว่าไม่มันส์เหมือนเดิม แต่ผมว่ามันทำให้เราเขียนแบบสบายใจมากกว่าครับ ไม่ต้องกลัวว่าจะไปกระทบใคร

ประเด็นจริงๆ น่าจะอยู่ตรงที่ เราแคร์คนอ่าน มากขนาดไหน ครับ

#14 By on 2009-03-10 11:42

เขียนดียังไงคนอ่านก็เยอะ
ถ้าเราเขียนดีจริงๆ ยังไงเค้าก็กลับมาอ่านอ่ะครับbig smile
พออ่านจบ ผมรู้สึกได้อย่างนึ่ง คุณSkyKiD
เป็นคนที่มีความตั้งใจกับทุกสิ่งที่ทำเลยนะครับ
นับถือๆ
big smile

#16 By lekprapan on 2009-03-10 16:59

เรื่องที่ว่าล่อเป้าไม่ได้อ่านเลยครับ ตกข่าวอย่างแรงงงงงงง

ผมเห็นด้วยกับแนวคิดนี้นะครับ แล้วก็พยายามรักษามาตรฐานของแนวคิดนี้ไว้ด้วย เพื่อที่คนอ่านจะได้ได้อะไรกลับไปบ้าง ไม่มากก็น้อยครับ

#17 By เจ้าชายน้อย on 2009-03-10 20:53