แนวคิดในการเขียนบล็อกของผม
posted on 09 Mar 2009 14:47 by mahado in Analysisสวัสดีครับ ทุกๆคน
หลังจากเอนทรี่ก่อนผมได้ขึ้น Hot Post ผมก็หายตัวไปหลายวันเลย เพราะผมไปนั่งทำการบ้านมาครับ ซึ่งเป็นการบ้านที่ผมควรจะทำเสร็จก่อนแล้วถึงจะมาอัพเอนทรี่ที่แล้วด้วยซ้ำไป เป็นการบ้านที่อาจารย์ให้เขียนบทความครับ ซึ่งการบ้านชิ้นนี้ทำให้ผมรู้ว่าเขียนส่งอาจารย์ กับเขียนลงบล็อกนี่ความกดดันและความลื่นไหลในการเขียนต่างกันมากเลยล่ะครับ
แต่ตอนนี้การบ้านชิ้นนั้นเสร็จแล้วครับ เหลือแค่ตรวจทานก่อนส่งเท่านั้น ผมเลยถือโอกาสนี้มาอัพบล็อกครับ เพราะดองมาหลายวัน แล้วเร็วๆนี้ผมก็จะได้ต้องไปเรียนที่มหาลัยอีก(มีคอร์สให้เรียนตอนปิดเทอมน่ะครับ) ซึ่งผมก็ยังไม่รู้ว่าจะส่งผลกับการอัพบล็อกมากน้อยแค่ไหนนะครับ
ก่อนจะเข้าประเด็นที่ผมนำมาเขียนในวันนี้ ผมคงต้องบอกว่านี่เป็นแค่แนวคิดของผมครับ ใครที่มีแนวคิดต่างจากผม ก็ไม่ใช่ว่าผมจะไม่เห็นด้วยหรือไม่ชอบนะครับ เพราะถ้ายึดตามแนวของผมกันหมด คงจะมีบล็อกที่รสชาติจืดลงกว่าเดิมอีกหลายบล็อกเลยล่ะครับ เพราะฉะนั้นนี่เป็นแค่แนวคิด หรือแนวทางที่ผมใช้กับบล็อกของผมเท่านั้นครับ
"แนวคิดในการเขียนบล็อกของผม"
1.บล็อกเป็นสื่ออย่างหนึ่ง
ผมคิดว่าบล็อกก็คล้ายๆกับหนังสือพิมพ์ หรือโทรทัศน์ครับ สิ่งที่เราพิมพ์ลงไป มันจะไปถึงผู้อ่านที่เข้ามาอ่านบล็อก ซึ่งสื่อที่เรานำเสนอนั้นอาจจะเป็นรายการบันเทิง ข่าวสาร หรือ ให้แง่คิดก็ได้ แต่ต้องระลึกอยู่เสมอว่าเมื่อเราเขียนแล้ว ไม่ว่าจะมีคนอ่านหรือไม่ มันก็ได้ถูกเผยแพร่ไปแล้วเหมือนออกอากาศทางทีวีนั่นล่ะครับ
ซึ่งการเผยแพร่ในเน็ต มันไม่สามารถเลือกผู้รับสารได้หรอกครับ เราไม่มีทางทราบได้ว่าคนที่เข้ามาในบล็อกของเรามีอายุเท่าไหร่ แม้ว่าเนื้อหาในบล็อกจะเข้าใจง่ายหรือยากแค่ไหน ก็ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าผู้ที่เข้ามานั้นมีอายุเหมาะสมกับเนื้อหาที่เราได้นำเสนอไปแล้ว จริงอยู่ครับว่าโดยปกติผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการเซ็นเซ่อ แต่ผมก็พยายามที่จะไม่ให้บล็อกผมมีสิ่งที่ไม่เหมาะกับเยาวชนมากนัก แม้ว่าแนวคิดบางอย่างที่ผมพิมพ์ไปอาจจะไม่ใช่เรื่องที่เด็กอ่านแล้วจะเข้าใจก็ตาม (ผมไม่ได้ยึดแนวที่ให้เด็กมาอ่านแล้วรู้เรื่องนะครับ เพียงแค่ยึดหลักว่า ถ้าเด็กมาอ่านแล้ว ผมจะไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจว่ามันไม่เหมาะกับเด็กเท่านั้นเอง)
ถึงรายการโทรทัศน์จะเป็นรายการที่ให้บุคคลทั่วไปดู ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กจะดูไม่ได้ครับ การทำรายการบางประเภทไม่ต้องมีการเซ็นเซ่อก็สามารถให้เด็กดูได้ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมเขียนจะมีเด็กมาอ่านบ้างรึเปล่า แต่อย่างน้อยผมเลือกที่จะป้องกันไว้ก่อนว่า ถ้ามีเด็กเข้ามาอ่าน บล็อกของผมจะไม่ทำให้เด็กคนนั้นก้าวร้าวรุนแรงหรือใช้ภาษาไทยผิดมากนัก โดยผมพยายามที่จะหลีกเลี่ยงคำหยาบคาย และภาษาวิบัติครับ
หลายครั้งผมได้รับคอมเมนท์ในทำนองว่า ผมคงจะเป็นคนสุภาพ ผมก็ต้องขอบคุณนะครับที่ชมมา แต่จริงๆแล้ว ผมคิดว่า ตัวจริงผมก็ไม่ได้เป็นคนสุภาพเท่ากับในบล็อกหรอกครับ เพียงแต่ผมเลือกที่จะพิมพ์ให้สุภาพเท่านั้นเอง ผมไม่ได้คิดว่านี่เป็นการหน้าไหว้หลังหลอก หรือสร้างภาพ แต่นี่เป็นสิ่งที่เราเลือกที่จะนำเสนอได้ เหมือนในสื่อทั่วไปนั่นล่ะครับ ถ้าลองนึกภาพว่าในโทรทัศน์มีการขึ้น"กู"และ"มึง" ตลอดวัน ด้วยเหตุผลที่ว่าผู้ประกาศข่าวใช้คำเหล่านี้ในชีวิตประจำวัน มันก็คงจะไม่งามใช่มั้ยล่ะครับ
ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับกรณีด้วยว่าในบริบทของบทความนั้นๆ มีความจำเป็นที่จะต้องใช้รึเปล่า เพราะบางครั้งการใช้คำหยาบในบางบริบทก็ทำให้สื่อสารได้ง่ายขึ้น และไม่ได้แสดงถึงความหยาบคายพร่ำเพรื่อแต่อย่างใด ก่อนหน้านี้ผมคิดว่ามีหลายครั้งผมสุภาพจนเกินเหตุ เพิ่งจะมีระยะหลังที่เนื้อหาบางอย่างไม่เอื้อกับการใช้คำสุภาพมากนัก ผมก็เริ่มจะใช้คำหยาบตรงๆในการเขียนบ้าง ซึ่งคิดว่าต่อไปอาจจะมีให้เห็นเท่าที่จำเป็นนะครับ ถ้าเลี่ยงได้ก็คงจะเลี่ยงเหมือนเดิม
ในส่วนของภาษาวิบัติก็เป็นอีกเรื่องที่ผมคิดว่าค่อนข้างสำคัญครับ เพราะเป็นภาษาที่ทำให้อ่านยาก และการใช้กันเยอะๆก็ยิ่งทำให้มันแพร่หลายรวดเร็วมากขึ้น ผมจึงหลีกเลี่ยงภาษาวิบัติสุดๆครับ ถ้าจะใช้ก็ต้องเป็นกรณีที่จำเป็นแบบสุดๆ เช่น ลดดีกรีความแรงของคำหยาบบางคำ หรือ กำลังพูดถึงภาษาวิบัติอยู่ แต่โดยปกติผมจะไม่ค่อยอยากใช้ภาษาวิบัติในการพิมพ์ลงบล็อกเท่าไหร่ครับ (ถ้าในMSN ผมอาจจะพิมพ์แบบผิดหลักภาษาบ้าง เพราะมันแสดงน้ำเสียงได้ดีกว่าครับ)
นอกจากคำหยาบและภาษาวิบัติแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมหลีกเลี่ยงคือการโจมตีบุคคลอื่นครับ แม้ว่าจะเป็นบุคคลสาธารณะก็ตาม ที่ผ่านมาผมมีเหน็บแนมกองเซ็นเซ่อบ้างประปราย แต่ผมก็ไม่ใช้คำหยาบ ผมคิดว่าผมแค่แสดงความคิดเห็นว่าผมไม่ชอบการเซ็นเซ่อในแบบที่ตลกๆ เช่น
จับบุหรี่ จุดไฟแช็คยังเห็นชัดอยู่ แต่พอบุหรี่เข้าปากก็หมอกลงทันที พอเอาออกก็กลับมาปกติ แถมขึ้นตัวหนังสือว่าบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ << แล้วคนดูคงไม่รู้ว่าที่หมอกลงน่ะปิดบุหรี่สินะ
ผมคิดว่าถ้าแค่แซวๆ หรือแสดงความคิดเห็น ผมก็ยังไม่ต่างจากสื่อทั่วไปที่นำเสนอรายการโทรทัศน์ครับ แต่ถ้าถึงขั้นด่ากัน ใช้คำไม่สุภาพ โจมตีกัน ว่าร้ายกัน จะไปคล้ายกับสื่อเลือกสี ที่มีให้เห็นอยู่เหมือนกันครับ(ไม่ว่าจะสีไหนก็ตาม) ซึ่งผมไม่อยากให้บล็อกของผมเป็นสื่อเลือกสี ที่มีการโจมตีกันอยู่เรื่อยๆน่ะครับ
ทั้งนี้ไม่ว่าบล็อกไหนอยากจะเลือกสีอะไร ในประเด็นไหน ก็เป็นสิทธิ์ของบล็อกนั้นเช่นกันครับ ผมไม่ก้าวก่ายบล็อกอื่นๆ แนวคิดของผมเพียงแค่อยากให้บล็อกของผมเป็นเหมือนสื่อทั่วไปครับ(ซึ่งก็ไม่ได้บอกว่ามีสีหรือไม่มีสีนะครับ เพียงแต่จะไม่รุนแรงเท่านั้นเอง)
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าผมจะยึดถือไว้ก็คือ ถึงผมจะเป็นเจ้าของรายการ Skykid's Space ในสถานี Exteen (ออกอากาศนานๆครั้ง ถ้าไม่ดอง
) แต่เจ้าของสถานีก็ยังคงเป็นมาสเตอร์แชมป์ครับ ก่อนจะเขียนอะไรที่มีประเด็นเสี่ยงคุกเสี่ยงตาราง ก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะส่งไปยังเจ้าของสถานีซึ่งเปิดให้ใช้พื้นที่นี้ฟรีๆครับ
นอกจากนี้ถ้าสถานีโดนปิดก็คงจะสร้างความขุ่นข้องหมองใจให้กับเจ้าของรายการคนอื่นๆด้วย จริงมั้ยครับ
2.เขียนดี คนอ่านเยอะ
เห็นตั้งชื่อหัวข้อแบบนี้อย่าเข้าใจผิดนะครับ ว่าผมหมายถึง"เขียนดีแล้วจะมีคนอ่านเยอะ"
ผมคิดว่ามันเป็นคนละเรื่องกันครับ เพราะก่อนที่คนคลิกเข้ามาในบล็อกจะอ่านจบ เขาไม่รู้หรอกว่าเนื้อหาที่เราเขียนจะโดนใจหรือไม่โดนใจ มันก็เหมือนกับหนังทำเงินร้อยล้านบางเรื่องที่คนไปดูแล้วออกมาบ่นว่าหนังห่วย หรือ หนังบางเรื่องที่ไม่ทำเงินแต่คนดูประทับใจนั่นล่ะครับ คนที่ตีตั๋วหนังเข้าไปดูคือคนที่เสียเงินแล้ว แต่คนที่จะชอบหรือไม่ชอบหนังเรื่องนั้นคือคนที่ได้ดูครับ ซึ่งถ้าจะถามก็คงจะต้องถามคนดูครับถึงจะวัดได้ว่าหนังเรื่องนั้นดีหรือไม่
เพราะฉะนั้น คนที่คลิกเข้ามาแต่ไม่อ่าน หรือ คนที่ไม่ได้คลิกเข้ามาเลย ก็ยังไม่ได้เป็นคนตัดสินว่าเนื้อหาในเอนทรี่ของเราจะดีหรือไม่ และแต่ละคนก็มีมาตรฐานไม่เหมือนกัน เนื้อหาโดนใจบางคน อาจจะไม่โดนใจคนอีกหลายๆคนก็เป็นได้ ซึ่งบทความที่เขียนดีหลายๆบทความ อาจจะยังอยู่ในบล็อกที่ยังไม่มีใครได้เข้าไปอ่านก็ได้ครับ
จำนวน Pageview ก็เป็นแค่จำนวนคนที่คลิกเข้ามาเท่านั้น ส่วนจำนวนคอมเมนท์คือจำนวนคนที่เข้ามาอ่านแล้วแสดงความคิดเห็นตอบกลับมา ซึ่งบางครั้งเราอาจจะเจอสแปมไม่อ่านแต่คอมเมนท์ก็ยังเป็นไปได้เลยล่ะครับ การขึ้น Hot Posts ก็เหมือนหนังที่มีนักวิจารณ์ชมว่ายอดเยี่ยมหลายคน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่เข้ามาอ่านจะชอบเสมอไปครับ
ซึ่งในส่วนของ Hot Posts ผมคิดว่าเอนทรี่ที่ได้ฮอต ไม่ได้แปลว่าจะเขียนดีกว่าเอนทรี่ที่ไม่ได้ฮอตเสมอไปครับ
อ้ะๆ อย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมไม่ได้บอกว่ามาสเตอร์แชมป์เลือกเอนทรี่ขึ้นฮอตโพสไม่ดีหรอกครับ เพียงแต่การจะบอกว่าเขียนดีหรือไม่ดีนั้นมันมีหลายประเด็น ซึ่งแต่ละคนก็ให้นิยามคำว่าเขียนดีไม่เหมือนกันแน่นอน ผมคิดว่าเถียงกันไป10ปีก็อาจจะไม่ได้ข้อสรุป
แต่สาเหตุที่ผมคิดแบบนี้ เพราะผมมีเอนทรี่ที่ผมได้ขึ้นHot อยู่เอนทรี่นึง ที่ผมไม่คิดว่าเอนทรี่นั้นผมเขียนดีครับ แม้ว่าผมจะตั้งใจเขียนเอนทรี่นั้นก็ตาม เพราะเนื้อหาอาจจะแค่แรงโดนใจหลายๆคนจนได้ขึ้นHot แต่ผมไม่ได้เจตนาจะทำให้มันกลายเป็นประเด็นที่แรงเลยล่ะครับ
ในฐานะผู้ส่งสาร ผมไม่สามารถสื่อสารเนื้อหาในเอนทรี่นั้นให้ผู้รับสารเข้าใจได้ตรงกับที่ผมต้องการจะพิมพ์ครับ ซึ่งผู้อ่านไม่ใช่คนที่ผิดครับ ที่ผิดคือผมที่เป็นคนเขียน ผมเขียนไม่เคลียร์ ทำให้มีประเด็นแรงๆในบล็อกผมขึ้นมานิดหน่อย แม้จะไม่ร้อนแรงติดอันดับ แต่ก็ถือว่าผมเขียนได้ไม่ดีครับ เพราะสิ่งที่ผมเขียนกับสิ่งที่คนส่วนมากเข้าใจมันคนละอย่างกัน ถ้าให้เทียบกับเอนทรี่ที่ไม่ได้ขึ้นฮอตแต่คนอ่านเข้าใจในสิ่งที่ผมจะสื่อ ผมยังรู้สึกว่าแบบหลังผมเขียนดีกว่าครับ
หลังจากนั้นผมก็หลีกเลี่ยงการเขียนความคิดเห็นที่แตกต่างในบางเรื่องที่ผมคิดว่าจะทำให้ปัญหาตามมาครับ ซึ่งในส่วนนี้ถ้าผมพร้อมจะเขียนเมื่อไหร่ผมก็คงจะกลับไปเขียนครับ คงต้องรอให้ถึงจุดที่ผมคิดว่า ผมสามารถนำเสนอมุมมองได้หลากหลายในประเด็นนั้นๆซะก่อน เพราะในหลายๆเรื่องที่ผมพิมพ์หัวข้อเก็บไว้ ผมยังไม่สามารถเขียนให้มันครอบคลุมได้น่ะครับ
ซึ่งหลังจากเอนทรี่ที่ผมคิดว่าผมเขียนได้ไม่ดี ไปหลายเดือน ก็มีประกาศเตือนจากมาสเตอร์แชมป์เกี่ยวกับเรื่องการล่อเป้าขึ้นมาครับ และในหน้าที่ใช้เขียนเอนทรี่ก็จะมีป้ายแถบสีเหลืองว่า "อย่าใช้คำรุนแรง ดูถูก เสียดสี เขียนล่อเป้า" ซึ่งประโยคนี้ยังมีอยู่ในหน้าNew Entry และ Edit Entry จนทุกวันนี้ครับ
ตอนที่ผมได้อ่านคำเตือนนั้น ผมก็คิดเหมือนกันครับว่า เอนทรี่ที่เขียนแรงมักจะได้ขึ้นฮอตบ่อยจริงๆ เพราะจะมีคนที่ถูกใจกับความแรงเป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะมีคนไม่ชอบอยู๋ไม่น้อย แต่ก็ไม่เกี่ยวครับ เพราะไม่มีระบบดาวติดลบ ดราก้อนบอลได้แล้วได้เลย....ซึ่งก็น่าเห็นใจมาสเตอร์แชมป์ตามเอนทรี่คำเตือนล่ะครับ เพราะถึงจะมีระบบดาวติดลบจริง ก็คงจะไม่มีคนกดกันเยอะนัก เพราะมันเป็นการประกาศว่าเราไม่ชอบ
การเขียนแรงๆ อาจจะได้เสียงปรบมืออย่างท่วมท้นจากคนกลุ่มหนึ่ง แต่ผมคิดว่ามันก็ตามมาด้วยคำต่อว่าและเสียงโห่มากมายเช่นกันครับ เพียงแต่ในสังคมที่แท้จริง หรือสังคมออนไลน์ เสียงปรบมือมักจะดังกว่า เพราะคนกล้าที่จะโห่ มีน้อยกว่าคนกล้าที่จะปรบมือครับ
ที่จริงคำเตือนของผู้ใหญ่บ้านคราวนั้น อาจจะไม่เกี่ยวกับที่ผมเคยเขียนสักเท่าไหร่ เพราะเอนทรี่ของผมก็ผ่านไปนานแล้ว และไม่ได้ร้อนถึงขนาดกลายเป็นประเด็นในวงกว้างมาก แต่ผมก็คิดว่า ผมไม่ควรจะเขียนเนื้อหาที่สุ่มเสี่ยงกับความรุนแรงขัดแย้งเหมือนกันครับ และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลนึงที่ผมหลีกเลี่ยงการใช้คำหยาบคาย เพราะถ้าผมใช้ภาษาสุภาพดีกรีความรุนแรงของการเสนอความคิดเห็นมันจะดูเบาบางลง และเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดกัน มากกว่าการพยายามโต้เถียงเพื่อจะห้ำหั่นอีกฝ่ายครับ ซึ่งยังมีเหตุผลในข้อต่อไปอีกที่ทำให้ผมจะระวังการเขียนที่อาจจะกลายเป็นประเด็นล่อเป้าครับ
(หมายเหตุ : เอนทรี่ที่ผมรู้สึกว่าแรงโดยที่ผมไม่ต้องการ ผมก็ใช้ภาษาสุภาพนะครับ แต่แค่เนื้อหาเพียวๆมันก็เป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมาครับ)
3.ไม่ทะเลาะ
ผมคิดว่าชุมชนออนไลน์ที่ผมเข้าไปอยู่ไม่ว่าจะเป็นเวบบอร์ดหรือบล็อกก็แล้วแต่ ผมเข้าไปเพื่อผ่อนคลายครับ ไม่ใช่ไปเพื่อหาเรื่องเครียดใส่ตัว แค่การใช้ชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริงก็มีเรื่องน่าปวดหัวมากมายอยู่แล้ว การเข้ามาในโลกเสมือนยังจะหาเรื่องเครียดอีกทำไม
การเขียนบล็อกของผมจึงพยายามหลีกเลี่ยงการจุดชนวนปัญหาครับ แต่บางครั้งมันก็สุ่มเสี่ยงเหมือนกันระหว่างจุดชนวนทางความคิดเห็น กับจุดชนวนการโต้เถียงที่รุนแรงครับ ยังไงก็ตามผมยังเชื่อว่าคนเราคิดแตกต่างกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องทะเลาะกันครับ ที่ผ่านมาผู้อ่านหลายคนมีความคิดเห็นแตกต่างกับผมในหลายๆเรื่อง แต่ผมก็ยังไม่เคยทะเลาะกับคนอ่านคนไหน เพราะฉะนั้น ผมขอถือโอกาสนี้ขอบคุณคนอ่านที่แสดงความคิดเห็นทุกคน ที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีแต่มิตรภาพดีๆให้กันเสมอมา ไม่มีการทะเลาะเกิดขึ้นนะครับ
อีกสิ่งหนึ่งที่ผมคอยระวังในการเขียนเนื้อหาที่มีประเด็นความคิดเห็นต่างกัน ก็คือ การทะเลาะกันข้ามคอมเมนท์ครับ เพราะถ้าให้เปรียบเทียบก็เหมือนเราเปิดบ้านเราให้คนเข้ามาดู แต่มีคนเข้ามาตีกันในบ้านครับ ซึ่งมันคงจะไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ในฐานะเจ้าบ้าน และผมก็ไม่อยากให้เนื้อหาที่ผมเขียนกลายเป็นสิ่งที่ทำให้คนทะเลาะกันครับ
4. รักษาคนอ่าน
ที่จริงผมก็ไม่ใช่หมอหรอกครับ เลยไม่รู้วิธีการรักษาแบบแพทย์
(ยังจะพยายามปล่อยมุกแป้กๆ!!)
แต่ผมคิดว่าคนอ่านคือคนที่ยอมเสียเวลามาอ่านบทความของผม ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าผมเขียนดีหรือไม่ คอมเมนท์ของคนอ่านจะเป็นสิ่งสะท้อนกลับมาว่าสิ่งที่ผมเขียนไปดีหรือไม่ เข้าใจตรงกันรึเปล่า ซึ่งคำว่ารักษาในที่นี้ผมก็หมายถึงการรักษาน้ำใจที่มีต่อคนอ่านครับ ซึ่งจะบอกว่าผมแคร์คนอ่านก็คงจะไม่ผิด
Edit : การรักษาคนอ่านไว้ให้อ่านบล็อกเราต่อไปเรื่อยๆเป็นสิ่งที่ทำได้ยากครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมจึงเฉยๆนะครับ แต่ผมเน้นที่การรักษาน้ำใจคนอ่านน่ะครับ (กลับมาEdit ป้องกันการเข้าใจความหมายผิดครับ แต่ยังไม่เปลี่ยนชื่อหัวข้อเพราะเอาไว้ปล่อยมุกครับ ฮ่าๆๆ)
นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมคิดว่า ผมไม่อยากใช้คำหยาบคายหรือภาษาวิบัติในบล็อกครับ เพราะผมกับคนอ่านหลายๆคนไม่ได้รู้จักกันมาก่อน บางคนอายุมากกว่าผมเป็นสิบปี ถ้าผมใช้คำหยาบคาย เล่นหัว มันก็คงจะเสียมารยาท แม้ว่าคนที่เข้ามาอ่านบล็อกผมจะมีเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง หรือคนที่รู้จักกันมาอ่าน แต่ก็ยังมีคนอ่านอีกหลายคนที่ผมยังไม่เคยพูดคุยด้วยครับ
เมื่อรวมกันทั้ง 4 ข้อ จะสังเกตได้ว่าหลายๆครั้งที่ผมเขียนเอนทรี่ ผมมักจะมีคำเตือน มีหมายเหตุ มีปล. ความยาวหลายบรรทัด เพราะผมไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจผิดในเนื้อหาที่ผมต้องการจะสื่อ ผมไม่ต้องการทะเลาะกับใคร และไม่ต้องการให้คนอ่านทะเลาะกันเองครับ
เอาล่ะครับ ก็เขียนไปแล้ว4ข้อนะครับ ถ้าอนาคตมีเพิ่มอีกก็คงจะมาเขียนในเอนทรี่ถัดๆไปครับ หวังว่าเอนทรี่นี้คงจะทำให้คนที่ติดตามอ่านบล็อกของผมมานาน เพิ่งจะเริ่มติดตามอ่าน หรือเข้ามาอ่านเอนทรี่นี้เป็นเอนทรี่แรก เข้าใจแนวคิดในการเขียนของผมในบล็อกนี้มากขึ้นนะครับ แล้วโอกาสหน้าผมอาจจะหาเอนทรี่ที่มีประเด็นใหม่ๆที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันมาเขียนอีกครับ
ในเอนทรี่นี้ ผมคิดว่าผมควรจะทิ้งลิงค์อ้างอิงที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเอนทรี่นี้ไว้สักเล็กน้อยครับ
ว่าด้วยเรื่องของ Hot Posts << เป็นเอนทรี่ที่ผมเขียนเมื่อนานมาแล้วครับ
มารยาทกับการบล๊อก << เป็นเอนทรี่ของคุณเจ้าชายน้อยครับ เป็นเอนทรี่ที่ผมคิดว่ามีหลายประเด็นใกล้เคียงกับเนื้อหาในเอนทรี่นี้ของผมครับ ซึ่งผมคิดว่าผมอาจจะได้แรงขับเคลื่อนในการเขียนเอนทรี่นี้มาจากเอนทรี่ของคุณเจ้าชายน้อยครับ เพราะเดิมทีหัวข้อนี้ผมทิ้งค้างไว้หลายเดือนแล้ว แต่ไม่ได้โอกาสเขียนสักที แต่หลังจากอ่านเอนทรี่นั้นจบผมก็รู้สึกว่าอยากหยิบหัวข้อนี้มาปัดฝุ่นแล้วเขียนออกมาครับ
ปล.ผมเปลี่ยน Avatar นิดหน่อยนะครับ หากใครยังเห็นเป็นพื้นหลังสีขาวสามารถกดRefreshเพื่อให้เห็นเป็นAvatarใหม่ได้ครับ(เป็นไฟล์ PNG ไม่แน่ใจว่าถ้าไม่ได้ใช้ IE จะยังเห็นพื้นหลังเป็นสีขาวรึเปล่านะครับ)
แล้วพบกันใหม่เอนทรี่หน้า
สวัสดีครับ

#1 By เชน หยินและหยาง on 2009-03-09 16:23