ข้อแตกต่างระหว่างการเรียนป.ตรี กับป.โท[1]
posted on 11 Mar 2009 02:34 by mahado in MyLife
สวัสดีครับมิตรรักแฟนบล็อกและผู้มาเยี่ยมเยียนทุกท่าน เอนทรี่นี้ผมจะพูดถึงข้อแตกต่างระหว่างการเรียนในระดับปริญญาตรีกับปริญญาโท ตามประสบการณ์ที่ผมได้สัมผัสมานะครับ มุมมองที่ผมจะพิมพ์ลงในเอนทรี่นี้เป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัวครับ ไม่ว่าเรื่องราวในเอนทรี่นี้มันจะเหมือนหรือต่างกับที่คนอื่นๆได้เจอ หรือกำลังจะเจอ ก็หวังว่าเอนทรี่นี้จะเป็นประโยชน์และเป็นข้อมูลให้กับผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ
ข้อแตกต่างระหว่างการเรียนป.ตรี กับป.โท [ภาค1]
1.เวลาเรียน
หากเป็นสมัยมัธยมเราคงได้เรียนตามตารางสอนไปเช้ากลับเย็นทุกวันจันทร์-ศุกร์ แต่พอเรียนปริญญาตรีเราก็จะได้พบกับความแปลกใหม่ที่ตารางสอนเรา เราเป็นคนเลือกเอง บางวันเรียนแค่ครึ่งวัน ทำให้เรามีเวลาว่างเพิ่มขึ้น ลงทะเบียนแน่นยังไง มันก็ต้องมีสักบ่ายที่ว่าง หรือถ้าบ่ายเต็ม เช้าเราก็จะว่าง นอกจากจะลงเกิน22หน่วยกิต หรือลงวิชาพิเศษ เช่น แลปเคมี แลปฟิสิกส์ หรือวิชากีฬาที่หน่วยกิตเดียวแต่2 ชั่วโมงไปหลายๆวิชา
อ้ะ นี่ผมกำลังเขียนเรื่องข้อแตกต่างของป.โท กับ ป.ตรีอยู่นี่นะ แล้วจะพูดถึงมัธยมทำไม เอาใหม่ๆ
จากสมัยป.ตรี เวลาเรียนจะมีว่างบ้างเป็นบางวัน แต่ลงทะเบียนยังไงเราก็ต้องมาเรียนประมาณ4วันต่อสัปดาห์อยู่ดีครับ นอกจากว่าจะเป็นเทอมท้ายๆที่หน่วยกิตเราใกล้ครบแล้ว หรือเราจะลงแบบชิวๆไม่รีบไม่ร้อน ก็จะได้เรียนน้อยวันหน่อย ซึ่งถ้าผมจำไม่ผิดเทอมสุดท้ายผมมาเรียนแค่3วัน เพราะผมเก็บทุกวิชาครบหมดแล้ว เหลือแค่วิชาโปรเจคอีก2หน่วยกิตเท่านั้น ซึ่งคนที่ขาดแค่โปรเจคก็จะจบ แล้วไปลงวิชาเลือกเล่นๆอะไรก็ได้ เพื่อนๆผมบางคนจะเรียกสถานการณ์นี้แบบขำๆว่า "แค่มาหายใจก็พอ" (เพราะแค่ทำโปรเจคเสร็จก็จบแล้ว)
แต่พอขึ้นมาเรียนป.โท ในแต่ละเทอมผมลงทะเบียนแค่12หน่วยกิต หรือ4วิชาเท่านั้นครับ(ไม่แน่ว่าพอปี2อาจจะมีบางเทอม15หน่วยกิต รึเปล่า) ซึ่ง2เทอมที่ผ่านมา ผมเรียน3วันต่อสัปดาห์ทั้ง2เทอม โดยจะมีวันนึงที่ผมเรียน2วิชา(เช้าและบ่าย) จะเห็นได้ว่าตารางสอนชิวมากๆครับ
เรียนในปริญญาโทใครว่าหนัก ไม่จริงหรอก เรียนแค่ 3 วัน ..เอ๊ง...ง..ง..
(ถ้าอ่านจนจบทุกตอน จะทราบว่าทำไมถึงเรียนแค่3วันครับ T-T)
2.การบ้าน
สมัยป.ตรีผมมีการบ้านบ้างเป็นระยะๆ การบ้านส่วนมากจะเป็นการบ้านเดี่ยว บางวิชาสั่งการบ้านให้กลับไปทำเป็นแบบฝึกหัด แต่ไม่ต้องส่งก็มีครับ(ช่วงปี1)
แต่พอขึ้นป.โท การบ้านเพียบครับ มีทั้งงานเดี่ยว งานกลุ่ม งานเข้า เอ้ย! อันหลังไม่เกี่ยว ซึ่งการบ้านที่เป็นงานกลุ่มเรียกได้ว่าเป็นงานที่ค่อนข้างสมน้ำสมเนื้อมากๆเลยครับ ถ้าทำคนเดียวหรือมาทำแค่ครึ่งกลุ่มอาจจะอ่วมได้
การบ้านหลายชิ้นเน้นการวิเคราะห์ ถ้าคิดคนเดียว สรุปคนเดียว มันจะไม่ครบทุกประเด็น สู้การสุมหัวกันแล้วเอาความคิดมาสรุปรวมกันไม่ได้ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ต้องมีในการเรียนป.โท คือ การทำงานเป็นทีมครับ ส่วนความโหดหินของการบ้านนั้น ไว้ผมจะไปพูดต่อในหัวข้ออื่นๆ และบางประเด็นยกยอดไปตอนหน้าครับ
(เรื่องการบ้านมีผลกับเรื่องอื่นๆอีกเพียบครับ)
3.การนำเสนอผลงาน(หรือการ Presentงานหน้าห้อง)
สมัยป.ตรี มีน้อยครั้งมากๆที่ผมจะได้ออกไปพูดหน้าห้องครับ จะมีครั้งใหญ่ๆอยู่แค่3-4ครั้ง ตามนี้ครับ
- ในวิชา Seminar หรือ สัมมนา จะมี2ครั้ง ซึ่งเท่าที่ฟังมา สาขาของผมเมื่อเทียบกับสาขาอื่นๆในคณะน่าจะโหดกว่าพอสมควร คือ ผมต้องไปหาเปเปอร์ที่พิสูจน์ทฤษฎีทางคณิตศาสตร์มา แล้วก็ต้องไปนำเสนอหน้าชั้นเรียนครับ(โดยการนำเสนอครั้งแรกอาจารย์จะหาเปเปอร์มาให้)
ซึ่งจะมีอาจารย์อีก2คนคอยยิงครับ โดยคำถามนั้นจะเป็นการต่อยอดจากเปเปอร์เรา เราไม่มีสิทธิ์รู้ล่วงหน้าว่าอาจารย์จะถามอะไร จะให้พิสูจน์ทฤษฎีไหนต่อหน้ารึเปล่า(ทฤษฏีของเปเปอร์นั้นต้องพิสูจน์อยู่แล้ว) แน่นอนว่าเปเปอร์ที่นำเสนออยู่ เราไม่เคยเรียนหรอกครับ แต่สิ่งที่นำมาประกอบเป็นกันเป็นเปเปอร์นั้น ส่วนมากจะมาจากที่เราเคยเรียนมาแล้วครับ(ถ้าไม่หาให้ได้เปเปอร์แบบนี้ ตอนพรีเซนต์จะยาก)
วิชานี้เลยเหมือนช่วงเอาคืนของอาจารย์ครับ ถ้าใครไม่ตั้งใจเรียนตลอด3ปีที่ผ่านมา พอมาเจอวิชานี้ตอนปี4 มีสิทธิ์ดับอนาถหน้าห้อง โดยมีเพื่อนๆอีกครึ่งรุ่นเป็นสักขีพยานครับ(วิชานี้1รุ่นแบ่งเรียน2ห้องครับ) เพราะอาจารย์สามารถถามนิยามหรือถามอะไรก็ได้ ที่เปเปอร์สามารถโยงถึง(ซึ่งมันกว้างมาก) ทางแก้คือต้องเตรียมตัวให้ดีก่อนจะนำเสนอครับ มีเวลานั่งเครียดหน้าห้องทั้งสิ้น50นาทีต่อครั้ง บวกลบไม่เกิน10นาที เป็นการนำเสนอที่ยาวนานมาก ประหนึ่งให้เราเป็นโปรเฟสเซอร์มาอธิบายทฤษฎีเองก็ว่าได้ครับ
- ในการทำโปรเจค จะมีการพรีเซนต์หลักๆ2ครั้งคือ Project Proposal เป็นการนำเสนอว่าโปรเจคเราจะทำอะไรบ้าง กับใน Senior Project ที่นำเสนอผลงานที่เสร็จแล้ว ซึ่งผมโชคดีที่เจออาจารย์ใจดีครับ(มีอาจารย์คุมสอบ3คน ใจดีหมด)
นอกจากอาจารย์ใจดีแล้ว ผมยังทำโปรเจคเป็นคู่ด้วยครับ เพื่อนผมที่ทำโปรเจคด้วยกันเป็นคนพูดเก่ง นำเสนอเก่ง แต่ผมเป็นคนพูดไม่ค่อยรู้เรื่องครับ ปกติผมจะเป็นคนเสียงดัง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าไมค์ซึ่งเป็นเครื่องขยายเสียง เสียงผมจะเบาลงมากๆ ประมาณว่าโดนไมค์ดูดเสียงไปหมด (ไม่เกี่ยวกับตอนร้องคาราโอเกะนะครับ อันนั้นใส่ไม่ยั้ง 5555) แม้ว่าอาจารย์จะใจดีแต่ผมก็โดนอาจารย์ติตอนหลังจากซ้อมพรีเซนต์ว่า "พูดไม่ค่อยรู้เรื่องเลย อีกคนนำเสนอดีกว่า" พอถึงวันพรีเซนต์จริงผมเลยพูดน้อยกว่าเพื่อนน่ะครับ
ซึ่งจากที่ผมเคยฟังมา การนำเสนอทั้ง2วิชานี้ ทำให้คนพรีเซนต์เสียน้ำตาได้ทั้งคู่ครับ
ในกรณีของวิชาแรก คือโดนอาจารย์ยิงแล้วใบ้รับประทาน คือไม่รู้ ไม่ทราบ ไม่สามารถพิสูจน์ได้
ส่วนวิชาหลังนี่คือโปรเจคมีข้อผิดพลาด แล้วอาจจะหมิ่นเหม่ต่อการเรียนไม่จบครับ โดยเฉพาะวิชาหลัง ถ้าไม่ได้เจออาจารย์ใจดีล่ะก็ บางคนอาจจะโดนอาจารย์3ท่านรุมกินโต๊ะ และไม่สามารถป้องกันดาเมจจากการโจมตีของอาจารย์ ต้องกลับไปนั่งแก้Proposal หรือ แก้ Projectใหม่ครับ ยิ่งกว่านั้นการนำเสนอโปรเจคบางโปรเจคอาจารย์อาจจะสนใจเป็นพิเศษ และมีอาจารย์เข้ามารับฟังเพิ่มเติม ....ทำให้โอกาสโดนยิงอาจจะเพิ่มมากกว่าเดิมตามไปด้วยครับ
พิมพ์มันส์มือไปหน่อยครับเลยยาว แต่ของป.โทก็มีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวการนำเสนอหน้าชั้นเรียนเหมือนกันครับ
โดยเฉลี่ยแล้วผมจะมีการบ้านให้พรีเซนต์ทุกสัปดาห์ครับ บางสัปดาห์มีพรีเซนต์มากกว่า1วิชา และจะมีพิเศษ คือพรีเซนต์โปรเจคชิ้นใหญ่ครับ จะเรียกว่าเป็นการสอบโปรเจคของวิชาก็ได้ เราไปนั่งวิเคราะห์นั่งคิดโปรเจคของวิชานั้นมาทั้งเทอมแล้ว พอนำมาเสนอให้อาจารย์ อาจารย์ก็จะชี้ให้เห็นข้อผิดพลาด แนะนำปัญหาของระบบที่เราออกแบบมา เป็นต้น ซึ่งอาจารย์จะมีเพียง1คนเท่านั้นครับ แต่คราวนี้จำนวนคนนำเสนอมีทั้งหมด8คน
โอ้โห...ตอนป.ตรี3รุม1 ตอนนี้ชิวเลยสิ 1ต่อ8 รุมอาจารย์เลย
...แต่ความจริงแล้วมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลยครับ
เคยดูจาพนมสู้กับตัวประกอบมั้ยครับ เหมือนกันเลยครับ งานนี้จะเรียกว่า1รุม8ก็ได้ ถึงจะมากัน8คน แต่เราก็พูดได้ทีละคนครับ เหมือนจาพนมที่เล่นงานตัวประกอบให้ค่อยๆกระดูกหักไปทีละคน2คน และเพราะเป็นการสอบอาจารย์จึงให้คนที่กำลังพูดเป็นคนแก้ต่างในจุดนั้นๆ คนอื่นห้ามช่วยครับ!!
นอกจากนี้ทั้ง8คนต้องกำลังพูดเรื่องเดียวกันอยู่ ถ้าพูดไม่ตรงกันก็แสดงว่าเตรียมตัวมาไม่ดี หรืออาจจะมีคนไม่เข้าใจในงานที่ตัวเองทำ โดนหักคะแนนอีกครับ โดยคราวนั้นกลุ่มผมพรีเซนต์ไปทั้งสิ้น3ชั่วโมงครับ คือ 3ชั่วโมงนั้นมีแต่กลุ่มผม8คน กับอาจารย์ในห้องคนเดียว คงไม่ต้องบอกผลนะครับว่าจะเละเป็นโจ๊กขนาดไหน
หลังจากการพรีเซนต์จบลง ก็พูดว่าได้รับประสบการณ์ที่ดีและได้ความรู้มาต่อยอดมากมายครับ เพราะข้อผิดพลาดที่มีในโปรเจคของวิชานั้น มันเป็นบทเรียนที่เราสามารถนำไปปรับปรุงต่อได้ในอนาคตครับ สำหรับอาการบาดเจ็บที่อาจจะได้รับจากการโดนอาจารย์ยิงนั้น ผมคิดว่าแรงกว่าสมัยป.ตรีมากๆครับ ผมเชื่อว่าถ้าใครไม่ใจแข็งพอ อาจจะน้ำตาร่วงได้เลยครับ แต่ในระดับป.โทส่วนมากจะใจแข็งกันมากกว่าป.ตรี และเข้าใจดีว่าอาจารย์ยิงเพราะหวังดีครับ(เพราะถ้าไม่โดนตอนนี้ ตอนพรีเซนต์มาสเตอร์โปรเจคโดนยิงแล้วไม่ผ่านจะหนักกว่านี้ครับ)
ขอยกตัวอย่างอีกวิชานึงละกันนะครับ เป็นวิชาที่ไม่มีการสอบ แต่มีการนำเสนอหน้าชั้นเรียน2ครั้ง กับเขียนบทความ1เรื่องครับ ซึ่งแน่นอนว่าการนำเสนอหน้าชั้นเรียนก็ต้องทำออกมาให้ดูดีที่สุด อาจารย์ไม่ได้บังคับว่าจะต้องใช้รูปแบบทางการ เอาให้รู้เรื่องก็พอ แน่นอนว่าความสร้างสรรค์ได้เกิดขึ้นมากมายครับ ทีนี้เรื่องมันก็มาเกิดตรงที่ว่า รุ่นพี่ก่อนผม1รุ่น เคยทำคลิปวีดีโอมานำเสนอครับ รู้สึกจะมีกันแทบทุกกลุ่ม พอมาถึงรุ่นผม กลุ่มที่นำเสนอก่อนผมก็มีคลิปประกอบกันเกือบทุกกลุ่ม หรือถ้าไม่มีคลิปก็จะมีอย่างอื่นมาประกอบการนำเสนออย่างน่าตื่นตาตื่นใจครับ
ตอนนั้นสำหรับผมนึกถึงคำๆนี้เลยครับ ...งานเข้า!!
แม้ว่าอาจารย์จะไม่ได้ตัดสินกลุ่มที่นำเสนอดีจากคลิปก็ตาม แต่...ไม่มีก็คงจะไม่ได้ เพราะทั้งหมดมี6กลุ่ม แล้ว4กลุ่มที่นำเสนอก่อนหน้าผมมีคลิป อีกกลุ่มนึงเล่นสดครับ ถ้ากลุ่มผมจะไปพูดหน้าห้องเฉยๆก็คงจะแปลกๆครับ
ที่ผมเคยบอกว่าผมเป็นคนเขียนบทหนังสั้นไปก่อนหน้านี้ จริงๆมันก็คือคลิปประกอบการนำเสนอวิชานี้ล่ะครับ แต่ใช้คำว่าหนังสั้นเพื่อให้เข้าใจตรงกัน(แค่มันสั้นมากๆ) ความยาวก็ประมาณ 3-5นาทีครับ ซึ่งแน่นอนว่าคนเล่นก็จะต้องเป็นคนในกลุ่มนั่นล่ะครับ << ดีกรีความกล้าพุ่งกระฉูด (ไม่ได้หมายถึงผมนะครับ
)
ซึ่งการจะมีคลิปประกอบการนำเสนอก็ต้องระวังเนื้อหาในคลิปด้วยครับ เพราะถ้าไม่เกี่ยวกับสิ่งที่นำเสนอ อาจารย์ก็จะหักคะแนน เพราะทำให้เสียเวลาการนำเสนอไปหลายนาที งานนี้ถ้าเนื้อหาของคลิปไม่ดีก็อาจจะเสียคะแนนแทนที่จะได้คะแนนเพิ่ม
จากการพรีเซนต์งานบ่อยๆ แถมรูปแบบการนำเสนอหน้าชั้นในบางวิชาก็มีรูปแบบหลากหลายทำให้ผมรู้สึกว่าชำนาญการพูดหน้าห้องขึ้นเยอะเลยครับ แม้หลายๆครั้งจะยังประหม่าอยู่บ้าง แต่ก็น้อยลงกว่าสมัยป.ตรีเยอะครับ อาจจะเป็นไปได้ว่าชินแล้วน่ะครับ และนี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าผมได้เรียนรู้ และได้รับจากการเรียนต่อในระดับปริญญาโทครับ
(หลักสูตรของเพื่อนผมบางคน ไม่มีการพรีเซนต์หน้าชั้นบ่อยๆนะครับ ผมคิดว่าคงแล้วแต่หลักสูตรที่เรียนด้วย)
หมายเหตุ : เอนทรี่นี้ยังมีภาคต่อครับ จะพยายามไม่ปล่อยให้นานเกินรอครับ สาเหตุที่แยกภาคเพราะไม่อยากให้เนื้อหาในเอนทรี่ยาวเกินไปครับ แค่นี้ก็ยาวมากแล้ว และยังเหลืออีกหลายหัวข้อที่อยากจะนำมาขยายความให้กว้างๆครับ
แล้วพบกันใหม่เอนทรี่หน้า
สวัสดีครับ

น่ากลัวจริงๆครับ

#1 By อาจารย์ไม่ใช่อาจม on 2009-03-11 07:35