สวัสดีครับมิตรรักแฟนบล็อกและผู้มาเยี่ยมเยียนทุกท่าน เอนทรี่นี้ผมจะพูดถึงข้อแตกต่างระหว่างการเรียนในระดับปริญญาตรีกับปริญญาโท ตามประสบการณ์ที่ผมได้สัมผัสมานะครับ มุมมองที่ผมจะพิมพ์ลงในเอนทรี่นี้เป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัวครับ ไม่ว่าเรื่องราวในเอนทรี่นี้มันจะเหมือนหรือต่างกับที่คนอื่นๆได้เจอ หรือกำลังจะเจอ ก็หวังว่าเอนทรี่นี้จะเป็นประโยชน์และเป็นข้อมูลให้กับผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ  

 

 

ข้อแตกต่างระหว่างการเรียนป.ตรี กับป.โท [ภาค1]


1.เวลาเรียน

 

หากเป็นสมัยมัธยมเราคงได้เรียนตามตารางสอนไปเช้ากลับเย็นทุกวันจันทร์-ศุกร์ แต่พอเรียนปริญญาตรีเราก็จะได้พบกับความแปลกใหม่ที่ตารางสอนเรา เราเป็นคนเลือกเอง บางวันเรียนแค่ครึ่งวัน ทำให้เรามีเวลาว่างเพิ่มขึ้น ลงทะเบียนแน่นยังไง มันก็ต้องมีสักบ่ายที่ว่าง หรือถ้าบ่ายเต็ม เช้าเราก็จะว่าง นอกจากจะลงเกิน22หน่วยกิต หรือลงวิชาพิเศษ เช่น แลปเคมี แลปฟิสิกส์ หรือวิชากีฬาที่หน่วยกิตเดียวแต่2 ชั่วโมงไปหลายๆวิชา 

 

อ้ะ นี่ผมกำลังเขียนเรื่องข้อแตกต่างของป.โท กับ ป.ตรีอยู่นี่นะ แล้วจะพูดถึงมัธยมทำไม เอาใหม่ๆ

 

จากสมัยป.ตรี เวลาเรียนจะมีว่างบ้างเป็นบางวัน แต่ลงทะเบียนยังไงเราก็ต้องมาเรียนประมาณ4วันต่อสัปดาห์อยู่ดีครับ นอกจากว่าจะเป็นเทอมท้ายๆที่หน่วยกิตเราใกล้ครบแล้ว หรือเราจะลงแบบชิวๆไม่รีบไม่ร้อน ก็จะได้เรียนน้อยวันหน่อย ซึ่งถ้าผมจำไม่ผิดเทอมสุดท้ายผมมาเรียนแค่3วัน เพราะผมเก็บทุกวิชาครบหมดแล้ว เหลือแค่วิชาโปรเจคอีก2หน่วยกิตเท่านั้น ซึ่งคนที่ขาดแค่โปรเจคก็จะจบ แล้วไปลงวิชาเลือกเล่นๆอะไรก็ได้ เพื่อนๆผมบางคนจะเรียกสถานการณ์นี้แบบขำๆว่า "แค่มาหายใจก็พอ" (เพราะแค่ทำโปรเจคเสร็จก็จบแล้ว)

 

แต่พอขึ้นมาเรียนป.โท ในแต่ละเทอมผมลงทะเบียนแค่12หน่วยกิต หรือ4วิชาเท่านั้นครับ(ไม่แน่ว่าพอปี2อาจจะมีบางเทอม15หน่วยกิต รึเปล่า) ซึ่ง2เทอมที่ผ่านมา ผมเรียน3วันต่อสัปดาห์ทั้ง2เทอม โดยจะมีวันนึงที่ผมเรียน2วิชา(เช้าและบ่าย) จะเห็นได้ว่าตารางสอนชิวมากๆครับ

 

เรียนในปริญญาโทใครว่าหนัก ไม่จริงหรอก เรียนแค่ 3 วัน ..เอ๊ง...ง..ง..

(ถ้าอ่านจนจบทุกตอน จะทราบว่าทำไมถึงเรียนแค่3วันครับ T-T)


2.การบ้าน

 

สมัยป.ตรีผมมีการบ้านบ้างเป็นระยะๆ การบ้านส่วนมากจะเป็นการบ้านเดี่ยว บางวิชาสั่งการบ้านให้กลับไปทำเป็นแบบฝึกหัด แต่ไม่ต้องส่งก็มีครับ(ช่วงปี1)

 

แต่พอขึ้นป.โท การบ้านเพียบครับ มีทั้งงานเดี่ยว งานกลุ่ม งานเข้า เอ้ย! อันหลังไม่เกี่ยว ซึ่งการบ้านที่เป็นงานกลุ่มเรียกได้ว่าเป็นงานที่ค่อนข้างสมน้ำสมเนื้อมากๆเลยครับ ถ้าทำคนเดียวหรือมาทำแค่ครึ่งกลุ่มอาจจะอ่วมได้

 

การบ้านหลายชิ้นเน้นการวิเคราะห์ ถ้าคิดคนเดียว สรุปคนเดียว มันจะไม่ครบทุกประเด็น สู้การสุมหัวกันแล้วเอาความคิดมาสรุปรวมกันไม่ได้ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ต้องมีในการเรียนป.โท คือ การทำงานเป็นทีมครับ ส่วนความโหดหินของการบ้านนั้น ไว้ผมจะไปพูดต่อในหัวข้ออื่นๆ และบางประเด็นยกยอดไปตอนหน้าครับ

(เรื่องการบ้านมีผลกับเรื่องอื่นๆอีกเพียบครับ)


3.การนำเสนอผลงาน(หรือการ Presentงานหน้าห้อง)

 

สมัยป.ตรี มีน้อยครั้งมากๆที่ผมจะได้ออกไปพูดหน้าห้องครับ จะมีครั้งใหญ่ๆอยู่แค่3-4ครั้ง ตามนี้ครับ

 

- ในวิชา Seminar หรือ สัมมนา จะมี2ครั้ง ซึ่งเท่าที่ฟังมา สาขาของผมเมื่อเทียบกับสาขาอื่นๆในคณะน่าจะโหดกว่าพอสมควร คือ ผมต้องไปหาเปเปอร์ที่พิสูจน์ทฤษฎีทางคณิตศาสตร์มา แล้วก็ต้องไปนำเสนอหน้าชั้นเรียนครับ(โดยการนำเสนอครั้งแรกอาจารย์จะหาเปเปอร์มาให้)

 

ซึ่งจะมีอาจารย์อีก2คนคอยยิงครับ โดยคำถามนั้นจะเป็นการต่อยอดจากเปเปอร์เรา เราไม่มีสิทธิ์รู้ล่วงหน้าว่าอาจารย์จะถามอะไร จะให้พิสูจน์ทฤษฎีไหนต่อหน้ารึเปล่า(ทฤษฏีของเปเปอร์นั้นต้องพิสูจน์อยู่แล้ว) แน่นอนว่าเปเปอร์ที่นำเสนออยู่ เราไม่เคยเรียนหรอกครับ แต่สิ่งที่นำมาประกอบเป็นกันเป็นเปเปอร์นั้น ส่วนมากจะมาจากที่เราเคยเรียนมาแล้วครับ(ถ้าไม่หาให้ได้เปเปอร์แบบนี้ ตอนพรีเซนต์จะยาก)

 

วิชานี้เลยเหมือนช่วงเอาคืนของอาจารย์ครับ ถ้าใครไม่ตั้งใจเรียนตลอด3ปีที่ผ่านมา พอมาเจอวิชานี้ตอนปี4 มีสิทธิ์ดับอนาถหน้าห้อง โดยมีเพื่อนๆอีกครึ่งรุ่นเป็นสักขีพยานครับ(วิชานี้1รุ่นแบ่งเรียน2ห้องครับ) เพราะอาจารย์สามารถถามนิยามหรือถามอะไรก็ได้ ที่เปเปอร์สามารถโยงถึง(ซึ่งมันกว้างมาก) ทางแก้คือต้องเตรียมตัวให้ดีก่อนจะนำเสนอครับ มีเวลานั่งเครียดหน้าห้องทั้งสิ้น50นาทีต่อครั้ง บวกลบไม่เกิน10นาที เป็นการนำเสนอที่ยาวนานมาก ประหนึ่งให้เราเป็นโปรเฟสเซอร์มาอธิบายทฤษฎีเองก็ว่าได้ครับ

 

- ในการทำโปรเจค จะมีการพรีเซนต์หลักๆ2ครั้งคือ Project Proposal เป็นการนำเสนอว่าโปรเจคเราจะทำอะไรบ้าง กับใน Senior Project ที่นำเสนอผลงานที่เสร็จแล้ว ซึ่งผมโชคดีที่เจออาจารย์ใจดีครับ(มีอาจารย์คุมสอบ3คน ใจดีหมด)

 

นอกจากอาจารย์ใจดีแล้ว ผมยังทำโปรเจคเป็นคู่ด้วยครับ เพื่อนผมที่ทำโปรเจคด้วยกันเป็นคนพูดเก่ง นำเสนอเก่ง แต่ผมเป็นคนพูดไม่ค่อยรู้เรื่องครับ ปกติผมจะเป็นคนเสียงดัง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าไมค์ซึ่งเป็นเครื่องขยายเสียง เสียงผมจะเบาลงมากๆ ประมาณว่าโดนไมค์ดูดเสียงไปหมด (ไม่เกี่ยวกับตอนร้องคาราโอเกะนะครับ อันนั้นใส่ไม่ยั้ง 5555) แม้ว่าอาจารย์จะใจดีแต่ผมก็โดนอาจารย์ติตอนหลังจากซ้อมพรีเซนต์ว่า "พูดไม่ค่อยรู้เรื่องเลย อีกคนนำเสนอดีกว่า" พอถึงวันพรีเซนต์จริงผมเลยพูดน้อยกว่าเพื่อนน่ะครับ

 

ซึ่งจากที่ผมเคยฟังมา การนำเสนอทั้ง2วิชานี้ ทำให้คนพรีเซนต์เสียน้ำตาได้ทั้งคู่ครับ

ในกรณีของวิชาแรก คือโดนอาจารย์ยิงแล้วใบ้รับประทาน คือไม่รู้ ไม่ทราบ ไม่สามารถพิสูจน์ได้

ส่วนวิชาหลังนี่คือโปรเจคมีข้อผิดพลาด แล้วอาจจะหมิ่นเหม่ต่อการเรียนไม่จบครับ โดยเฉพาะวิชาหลัง ถ้าไม่ได้เจออาจารย์ใจดีล่ะก็ บางคนอาจจะโดนอาจารย์3ท่านรุมกินโต๊ะ และไม่สามารถป้องกันดาเมจจากการโจมตีของอาจารย์ ต้องกลับไปนั่งแก้Proposal หรือ แก้ Projectใหม่ครับ ยิ่งกว่านั้นการนำเสนอโปรเจคบางโปรเจคอาจารย์อาจจะสนใจเป็นพิเศษ และมีอาจารย์เข้ามารับฟังเพิ่มเติม ....ทำให้โอกาสโดนยิงอาจจะเพิ่มมากกว่าเดิมตามไปด้วยครับ

 


พิมพ์มันส์มือไปหน่อยครับเลยยาว แต่ของป.โทก็มีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวการนำเสนอหน้าชั้นเรียนเหมือนกันครับ

 

โดยเฉลี่ยแล้วผมจะมีการบ้านให้พรีเซนต์ทุกสัปดาห์ครับ บางสัปดาห์มีพรีเซนต์มากกว่า1วิชา และจะมีพิเศษ คือพรีเซนต์โปรเจคชิ้นใหญ่ครับ จะเรียกว่าเป็นการสอบโปรเจคของวิชาก็ได้ เราไปนั่งวิเคราะห์นั่งคิดโปรเจคของวิชานั้นมาทั้งเทอมแล้ว พอนำมาเสนอให้อาจารย์ อาจารย์ก็จะชี้ให้เห็นข้อผิดพลาด แนะนำปัญหาของระบบที่เราออกแบบมา เป็นต้น ซึ่งอาจารย์จะมีเพียง1คนเท่านั้นครับ แต่คราวนี้จำนวนคนนำเสนอมีทั้งหมด8คน

 

โอ้โห...ตอนป.ตรี3รุม1 ตอนนี้ชิวเลยสิ 1ต่อ8 รุมอาจารย์เลย

 

...แต่ความจริงแล้วมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลยครับ

 

เคยดูจาพนมสู้กับตัวประกอบมั้ยครับ เหมือนกันเลยครับ งานนี้จะเรียกว่า1รุม8ก็ได้ ถึงจะมากัน8คน แต่เราก็พูดได้ทีละคนครับ เหมือนจาพนมที่เล่นงานตัวประกอบให้ค่อยๆกระดูกหักไปทีละคน2คน และเพราะเป็นการสอบอาจารย์จึงให้คนที่กำลังพูดเป็นคนแก้ต่างในจุดนั้นๆ คนอื่นห้ามช่วยครับ!!

 

นอกจากนี้ทั้ง8คนต้องกำลังพูดเรื่องเดียวกันอยู่ ถ้าพูดไม่ตรงกันก็แสดงว่าเตรียมตัวมาไม่ดี หรืออาจจะมีคนไม่เข้าใจในงานที่ตัวเองทำ โดนหักคะแนนอีกครับ โดยคราวนั้นกลุ่มผมพรีเซนต์ไปทั้งสิ้น3ชั่วโมงครับ คือ 3ชั่วโมงนั้นมีแต่กลุ่มผม8คน กับอาจารย์ในห้องคนเดียว คงไม่ต้องบอกผลนะครับว่าจะเละเป็นโจ๊กขนาดไหน

 

หลังจากการพรีเซนต์จบลง ก็พูดว่าได้รับประสบการณ์ที่ดีและได้ความรู้มาต่อยอดมากมายครับ เพราะข้อผิดพลาดที่มีในโปรเจคของวิชานั้น มันเป็นบทเรียนที่เราสามารถนำไปปรับปรุงต่อได้ในอนาคตครับ สำหรับอาการบาดเจ็บที่อาจจะได้รับจากการโดนอาจารย์ยิงนั้น ผมคิดว่าแรงกว่าสมัยป.ตรีมากๆครับ ผมเชื่อว่าถ้าใครไม่ใจแข็งพอ อาจจะน้ำตาร่วงได้เลยครับ แต่ในระดับป.โทส่วนมากจะใจแข็งกันมากกว่าป.ตรี และเข้าใจดีว่าอาจารย์ยิงเพราะหวังดีครับ(เพราะถ้าไม่โดนตอนนี้ ตอนพรีเซนต์มาสเตอร์โปรเจคโดนยิงแล้วไม่ผ่านจะหนักกว่านี้ครับ)

 

ขอยกตัวอย่างอีกวิชานึงละกันนะครับ เป็นวิชาที่ไม่มีการสอบ แต่มีการนำเสนอหน้าชั้นเรียน2ครั้ง กับเขียนบทความ1เรื่องครับ ซึ่งแน่นอนว่าการนำเสนอหน้าชั้นเรียนก็ต้องทำออกมาให้ดูดีที่สุด อาจารย์ไม่ได้บังคับว่าจะต้องใช้รูปแบบทางการ เอาให้รู้เรื่องก็พอ แน่นอนว่าความสร้างสรรค์ได้เกิดขึ้นมากมายครับ ทีนี้เรื่องมันก็มาเกิดตรงที่ว่า รุ่นพี่ก่อนผม1รุ่น เคยทำคลิปวีดีโอมานำเสนอครับ รู้สึกจะมีกันแทบทุกกลุ่ม พอมาถึงรุ่นผม กลุ่มที่นำเสนอก่อนผมก็มีคลิปประกอบกันเกือบทุกกลุ่ม หรือถ้าไม่มีคลิปก็จะมีอย่างอื่นมาประกอบการนำเสนออย่างน่าตื่นตาตื่นใจครับ

 

ตอนนั้นสำหรับผมนึกถึงคำๆนี้เลยครับ ...งานเข้า!!  

 

แม้ว่าอาจารย์จะไม่ได้ตัดสินกลุ่มที่นำเสนอดีจากคลิปก็ตาม แต่...ไม่มีก็คงจะไม่ได้ เพราะทั้งหมดมี6กลุ่ม แล้ว4กลุ่มที่นำเสนอก่อนหน้าผมมีคลิป อีกกลุ่มนึงเล่นสดครับ ถ้ากลุ่มผมจะไปพูดหน้าห้องเฉยๆก็คงจะแปลกๆครับ

 

ที่ผมเคยบอกว่าผมเป็นคนเขียนบทหนังสั้นไปก่อนหน้านี้ จริงๆมันก็คือคลิปประกอบการนำเสนอวิชานี้ล่ะครับ แต่ใช้คำว่าหนังสั้นเพื่อให้เข้าใจตรงกัน(แค่มันสั้นมากๆ) ความยาวก็ประมาณ 3-5นาทีครับ ซึ่งแน่นอนว่าคนเล่นก็จะต้องเป็นคนในกลุ่มนั่นล่ะครับ << ดีกรีความกล้าพุ่งกระฉูด (ไม่ได้หมายถึงผมนะครับ )

 

ซึ่งการจะมีคลิปประกอบการนำเสนอก็ต้องระวังเนื้อหาในคลิปด้วยครับ เพราะถ้าไม่เกี่ยวกับสิ่งที่นำเสนอ อาจารย์ก็จะหักคะแนน เพราะทำให้เสียเวลาการนำเสนอไปหลายนาที งานนี้ถ้าเนื้อหาของคลิปไม่ดีก็อาจจะเสียคะแนนแทนที่จะได้คะแนนเพิ่ม

 

จากการพรีเซนต์งานบ่อยๆ แถมรูปแบบการนำเสนอหน้าชั้นในบางวิชาก็มีรูปแบบหลากหลายทำให้ผมรู้สึกว่าชำนาญการพูดหน้าห้องขึ้นเยอะเลยครับ แม้หลายๆครั้งจะยังประหม่าอยู่บ้าง แต่ก็น้อยลงกว่าสมัยป.ตรีเยอะครับ อาจจะเป็นไปได้ว่าชินแล้วน่ะครับ และนี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าผมได้เรียนรู้ และได้รับจากการเรียนต่อในระดับปริญญาโทครับ (หลักสูตรของเพื่อนผมบางคน ไม่มีการพรีเซนต์หน้าชั้นบ่อยๆนะครับ ผมคิดว่าคงแล้วแต่หลักสูตรที่เรียนด้วย)

 

หมายเหตุ : เอนทรี่นี้ยังมีภาคต่อครับ จะพยายามไม่ปล่อยให้นานเกินรอครับ สาเหตุที่แยกภาคเพราะไม่อยากให้เนื้อหาในเอนทรี่ยาวเกินไปครับ แค่นี้ก็ยาวมากแล้ว และยังเหลืออีกหลายหัวข้อที่อยากจะนำมาขยายความให้กว้างๆครับ 

 

แล้วพบกันใหม่เอนทรี่หน้า

 

สวัสดีครับ

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เคยพรีเซ้นต์แล้วเจอ อาจารย์ตบโต๊ะ หัวใจหล่นไปอยู่ตาตุ่ม ใบ้รับประทาน ตอบอะไรไม่ได้ อึ้ง และอึ้ง ไปเลยค่ะ ตอนเรียน ป.โท กับ ป.ตรี ต่างกันจริง ๆ ค่ะ แต่ก็สนุกไปอีกแบบconfused smile confused smile
เรียนแบบนี้ต้องได้อาจารย์ที่ประสบการณ์สูงๆ วิสัยทัศน์ดีๆ เลยนะนี่confused smile

#2 By wesong on 2009-03-11 08:31

งืม.....


กำลังจะดิ้นรนต่อโท


ถ้าผ่านไปได้ คงได้สัมผัสบางอย่างที่ตรงกับที่คุณจขบ.บอกมาล่ะนะครับ = ="

#3 By monboy01 on 2009-03-11 08:58

ป.ตรี ก็มีพรีเซ้นต์บ่อยนะครับ ปี 3 เจอพรีเซ้นต์ไป 5 ตัว sad smile

แต่ละตัวใหญ่ๆทั้งนั้น sad smile

เดี๋ยวมีปี 4 อีก จะรอดจนจบไหนเนี่ย sad smile

#4 By NOT_KUNG on 2009-03-11 09:08

น่ากลัวจริงๆครับ
ต่างประเทศเค้าทำแบบเดียวกันไหมน้ิอ

#5 By Nerd de Scriptorus on 2009-03-11 09:34

ไม่รู้จะพิมพ์อะไรครับ ฮา ฮา ...

ของที่ผมเรียนนะมีสัมนาทุกสัปดาห์ เชือดเฉือนกันตลอด
(อาจารย์เชือดเรา)

จมกองเลือดทุกครั้งที่เข้าห้องสัมมนา พอตอบไม่ได้เหมือนโลกนี้กำลังจะสูญสลายไป
เคยเจอครั้งนึง

"งานของคุณ คุณตอบไม่ได้ แล้วมนุษย์โลกคนไหนจะรู้"


โอ้ววว wink wink wink wink wink


วินาทีนั้นหน้าชา ไม่ได้อยากร้องไห้นะ แต่หน้าชาเกินทน


อะเฮ้อ ๆ


#6 By พงคุง on 2009-03-11 10:45

เป็นเอนทรีที่ดีมาก

รู้สึก ยิ่งวันเรียนน้อย งานจะหนักขึ้น - -

#7 By KC_CRUSH on 2009-03-11 11:02

เข้ามาดูเพื่อดูว่า ป.โทเป็นเช่นไร wink
เริ่มกลัวป.โท T^T

#9 By Aelita~[-X-]~ on 2009-03-11 12:58

- -/ ยกมือถามครับ

มีความรู้สึกว่า มันเป็นเฉพาะสาขาของโด้หรือเปล่า อย่างงานกลุ่มมากกว่างานเดี่ยวนั่น ผมคิดว่าถ้าเป็นสาขาผมมันไม่มีนะ (ยังไม่ผ่านการพิสุจน์ แต่คาดเดาจากรุ่นพี่และเนื้อหาวิชา)

จริงๆอยากให้แจกแจงมาเป็นข้อๆ ข้อละไม่ยาวจนเกินไปง่ะครับ ข้อหลังๆนี่ยาวมากเลย
แต่สนุกดีครับ เป็นเรื่องที่กำลังอยากรู้พอดี
แต่ผมว่าผมชอบเรียนมากกว่า เป็นคนรักเรียนมากๆ เจออาจารย์โหด ดีกว่าดีลงานกับคนเรื่องมากครับ Hot!

#10 By Evan Yzac -- The Crow on 2009-03-11 14:24

ไม่ค่อยเจอพรีเซนเท่าไหร่แฮะsad smile
ตอนปี 2 เจอสอบวิชาการพูดหน้าห้อง พูดเดียวกับพูดกลุ่ม
โอย จะบ้าตาย
กำลังกังวล ปี 4 จะดีเฟ้นงานยังไงดีเนี่ย 1/3 เหมือนกัน

#11 By Silver_Moony on 2009-03-11 14:37

#4 เพื่อนๆที่อยู่คอมก็บอกว่าพรีเซนต์โปรเจคบ่อยเหมือนกันครับ คิดว่าเป็นเพราะสาขาที่เรียนเกี่ยวกับคอมล่ะมั้งครับ(ป.โทพี่เรียนIT มีคอมมาเกี่ยว โดนเลย 555)

#6 ประโยคที่พี่พงคุงโดนนี่หนักกว่าที่ผมเคยโดนครับ sad smile ของผมโดนแล้วหน้าชาเหมือนกันครับ เจอไปทีพูดอะไรไม่ออกนอกจาก "ครับๆ ผมผิดเอง" แล้วก้มหน้ารับชะตากรรมไป ฮ่าๆๆ

#10 คิดว่าน่าจะใช่ครับ พี่อีวาน คงเป็นเพราะสาขาผมเน้นงานกลุ่มด้วยล่ะครับ แต่ตอนทำมาสเตอร์โปรเจคจะเป็นงานเดี่ยวเท่านั้น ซึ่งช่วงที่ทำงานกลุ่มเป็นช่วงกอบโกยความรู้จากเพื่อนๆครับ big smile

#12 By SkyKiD on 2009-03-11 15:53

ไม่รู้จะเปรียบอย่างนี้ได้มั้ยนะครับ
เหมือนขี่จักรยานแล้วไปขับมอเตอร์ไซค์ แล้วต่อด้วยขับรถยนต์
ต้องอาศัยทักษะความพยายามและประสบการณ์ที่เพิ่มพูนbig smile

#13 By redtear on 2009-03-11 16:31

ตอนป.ตรี อ่านหนังสืออย่างหนัก เพื่อเตรียมตัวสอบ..ข้อสอบยากมาก..

ตอน ป.โท..ถ้าไปเรียนในห้องอย่างสม่ำเสมอ..และนั่งฟังอย่างตั้งใจ ..ข้อสอบไม่ไปไหน..

ออกตามที่ท่านอาจารย์สอน..หรือไม่ก็ Openbook กันไป ..เลยสบายๆ

ตอนป.ตรี ไม่ค่อยมีรายงาน และ การ Present

ตอน ป.โท..รายงานมีทุกวิชา..ทุกเดี่ยว..และหมู่sad smile และ Present งานจนลืมไปแล้วว่า ประม่า และอายเป็นยังงัย..(ทำเนียน) question

ต่างกันจริงๆค่ะ..หรือว่า พอเป็นผู้ใหญ่ขึ้นแล้ว..ความตั้งใจมากขึ้นเลยรู้สึกว่า เรียน ป.โท ง่าย กว่า ป.ตรี..

ไม่รุคิดเหมือนกันรึเปล่า..big smile
การบ้านผม...
ป ตรีก็ปตรีเถอะ..
งานมหาศาลล้านแปด..
เรียกว่าเวลาว่างทั้งหมดมีแค่นาที..และเวลาว่างทั้งหมด...ลง Exteen

#15 By sage_nu on 2009-03-11 21:35

จะรออ่านภาค 2 นะ อิอิ

1 รุม 8 ฮา แต่ดีแล้วที่ 1 รุม 8 กลุ่มเรา 9 คน แต่โดน 1 รุม 2 เพราะคนอื่นแทบไม่ได้พรีเซ้น เลยส่วนใหญ่เป็นเราที่เละอยู่หน้าห้อง sad smile 555

#16 By NOOPLOY^-^ on 2009-03-11 22:12

เรียนมหาลัยจะมาเล่นๆเหมือนตอนมัธยมก็คงไม่ได้

#17 By เจน on 2009-03-11 22:39

พออ่านจบนึกถึงตอนเรียน ตรี นิเทศศิลป์ ต้องพรีเซ็นต์ทุกอาทิตย์ และทุกวิชา ART แต่ก็สั่นทุกครั้งสิน่ะsurprised smile

#18 By lekprapan on 2009-03-12 10:56

เอ่อออ กำลังอยากจะเรียนโท

จะโดนอาจารย์ยิงตายก่อนจบหรือเปล่า sad smile

#19 By chockcolate_am on 2009-03-16 21:35

ถ้าอย่าง ม.3 อย่างหนูจะเรียน ป.ตรีพร้อมด้วยจะได้ไหม

ที่สำคัญ จะดีไหมที่เรียน พร้อมกัน

#20 By palida (117.47.127.86) on 2009-08-21 09:45

ตอบ #20

ในทางปฏิบัติพี่เคยได้ยินว่ามีหนทางที่สามารถทำได้ครับ(เรียนตรีกับม.ปลายพร้อมกัน) ซึ่งพี่คิดว่ามันน่าจะหนักมากๆนะครับ เพราะป.ตรีก็หนักกว่าม.ปลายหลายเท่าแล้ว ซึ่งบางคนอาจจะใช้วิธีเรียนตรี2ใบพร้อมกันแทน(คือ ม.ปลายต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยน่ะครับ) อันนี้น่าจะแล้วแต่ว่าน้องคิดว่าน้องสามารถเรียนได้ไหวรึเปล่านะครับ big smile

ถ้าถามความคิดเห็นโดยส่วนตัวแล้ว พี่คิดว่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ตรงที่การเรียนม.ปลายส่วนมากจะมีเช็คชื่อ ทำให้ต้องเข้าห้องเรียนทุกครั้ง ส่วนการเรียนมหาวิทยาลัย พี่ได้ยินว่าถ้าเป็นมหาวิทยาลัยเปิดบางแห่ง เค้าอาจจะไม่เช็คชื่อเลย(ถ้าเจอวิชาที่เช็คชื่อทุกคาบก็น่าจะอด เพราะน่าจะขาดเรียนเกินโควต้าแน่ๆ)

นอกจากนี้น้องก็ต้องอ่านหนังสือให้จบก่อนที่จะไปสอบน่ะครับ ซึ่งเท่ากับว่าในแต่ละเทอมเรามีวิชาที่ต้องสอบมากกว่าคนอื่น(ทั้งป.ตรีและม.ปลาย) แล้วความเข้าใจในเนื้อหาบางเรื่องก็อาจจะลดน้อยลง เพราะเนื้อหาที่เพิ่มขึ้น (เนื้อหาม.ปลายสายศิลป์เป็นยังไงพี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ถ้าสายวิทย์พี่คิดว่ามันโหดกว่าม.ต้นมากๆครับ)

แต่ถ้าน้องคิดว่าไหว นี่ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจนะครับ big smile

#21 By SkyKiD on 2009-08-21 13:23