ข้อแตกต่างระหว่างการเรียนป.ตรี กับป.โท[2]
posted on 21 Mar 2009 01:43 by mahado in MyLife
สวัสดีครับเพื่อนๆทุกคน วันนี้ผมกลับมาเขียนภาคต่อของ "ข้อแตกต่างระหว่างการเรียนป.ตรี กับป.โท" แล้วครับ ซึ่งก็คงต้องบอกประโยคเดิมไว้ว่า นี่มาจากประสบการณ์ของผม จึงอาจจะไม่ตรงกับของใครหลายๆคนนะครับ ซึ่งผมคิดว่าที่เป็นแบบนี้ส่วนนึงก็อาจจะขึ้นอยู่กับความแตกต่างของหลักสูตรที่เรียนด้วยก็ได้ครับ คราวก่อนผมไม่ได้พิมพ์หลักสูตรที่ผมเรียนไว้ต้นเอนทรี่ด้วย คราวนี้ผมเลยจะพิมพ์ไว้เป็นข้อมูลนะครับ
ป.ตรี : คณะวิทยาศาสตร์ สาขาคณิตศาสตร์
ป.โท : คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี หลักสูตร IT in Business
(สีตามสีคณะครับ
)
เริ่มกันเลยดีกว่าครับ สำหรับข้อ 1-3 สามารถอ่านได้ใน >>ภาค1<< นะครับ
ข้อแตกต่างระหว่างการเรียนป.ตรี กับป.โท[ภาค2]
4.เวลาว่าง
สมัยผมอยู่ป.ตรี เวลาว่างส่วนใหญ่ที่ไม่มีเรียน ผมจะไปนั่งเล่นที่ห้องชมรมครับ(โดยมากจะเล่นไพ่ << บริดจ์หรือจับหมูก็ว่ากันไป ไม่มีการพนันกันครับ) เพราะเข้าชมรมทำให้ได้เจอเพื่อนๆ เจอรุ่นพี่ รุ่นน้อง ซึ่งพอค่ำๆหน่อยผมก็จะกลับบ้าน แต่ถ้าวันไหนเลิกเร็วมากๆแล้วไม่มีใครอยู่ห้องชมรม ผมก็อาจจะกลับบ้านเลยหรือแวะดูหนังสักเรื่องก่อนกลับบ้านครับ
แน่นอนว่าเวลาส่วนมากหมดไปกับการผ่อนคลายหลังจากเรียนเสร็จ แม้ว่าบางวันจะเรียนแค่วิชาเดียว แต่ผมก็สามารถหาเหตุให้นั่งอยู่ในมหาลัยทั้งวันได้ครับ โดยปกติแล้วถ้าผมอยู่ห้องชมรมจะกลับบ้านราวๆ 4-5โมง แต่ถ้าเพื่อนชวนกินข้าวก็จะอยู่กินข้าวแถวๆนั้นถึง1ทุ่มแล้วค่อยกลับครับ
แต่ในช่วงปี2 ปี3 จนถึงปี4เทอมต้น ผมจะใช้เวลาว่างส่วนหนึ่งไปกับ Dot A ด้วยครับ(เกม) ซึ่งในสาขาผมมีคนเล่นน้อยก็จริง แต่ไม่มีผลกระทบกับการเล่นเกมของผม เพราะผมมีเพื่อนเป็นเด็กสาขาคอมหลายคนครับ
(เป็นสาขาที่มีคนเล่นDot Aเยอะ) เพราะฉะนั้นเวลาว่างของผมจึงหมดไปกับเกมและไพ่ วันไหนเพื่อนคอมไม่ว่าง ก็เล่นไพ่ วันไหนเพื่อนเล่นไพ่ไม่ว่างก็เล่นเกมครับ พอกลับถึงบ้านก็ออนไลน์เพื่อเล่น Dot A ต่อ ....ส่วนหนังสือไว้อ่านก่อนสอบ(เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีนะครับ)
จุดเปลี่ยนของผมเกี่ยวกับการใช้เวลาว่างตอนป.ตรีอยู่ในช่วงเทอมสุดท้ายก่อนเรียนจบครับ เนื่องจากโปรเจคของเพื่อนๆหลายคนยังไม่เสร็จ ผมเลยไม่สามารถหาคนไปเล่นเกมด้วยได้
เวลาว่างของผมที่เคยใช้เล่นเกมจึงไปอยู่กับไพ่ แต่หลายๆครั้งก็ไม่มีใครว่างเล่นด้วยครับ(จะหาคนเล่นให้ครบจำนวนมันยาก) ผมก็เลยเลือกที่จะกลับบ้านหรือดูหนัง ซึ่งเวลาว่างตอนอยู่บ้าน จากที่เคยป็นเวลาเล่นเกม ช่วงนั้นก็หาคนเล่นด้วยยากขึ้นครับ(หลายคนกลัวไม่จบกัน) ผมก็เอาเวลาตรงนั้นมาเขียนบล็อกครับ เพราะโปรเจคผมใกล้เสร็จแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปเพื่อนผมทำโปรเจคเสร็จ มาชวนผมเล่น ผมก็ไม่ติดเกมแล้วครับ เลยถือโอกาสเลิกเล่นเกม แล้วจัดการลบเกมออกจากเครื่องไป พูดได้ว่าการเขียนบล็อกเป็นวิธีแก้โรคติดเกมของผมได้เป็นอย่างดีเลยล่ะครับ
ต่อมาพอขึ้นป.โท เวลาว่างหลังเลิกเรียนในช่วงสัปดาห์แรกๆที่ไม่มีการบ้านจะสบายมากครับ เพราะจะเอาไปดูหนัง หรือกลับบ้านมานั่งเล่นเนตก็ได้ แต่พอการบ้านเริ่มทยอยเข้ามา ก็ไม่สามารถหาเวลาไปดูหนังได้เท่าเดิมแล้วล่ะครับ จากสมัยป.ตรีที่เคยกลับบ้านตอนเย็นๆ เพราะนั่งเล่นไพ่ที่มหาลัย พอขึ้นป.โทก็กลายมาเป็นกลับบ้านดึกๆเพื่อนั่งทำการบ้านครับ
ในช่วงแรกๆหลายๆครั้งผมก็อยู่จนห้องสมุดปิดครับ(2ทุ่ม) ทำให้ชีวิตมหาลัยของผมเปลี่ยนที่อยู่จาก"ว่างไปห้องชมรม" กลายเป็น "ว่างไปห้องสมุด" แทน ซึ่งหลังๆถึงจะไม่มีงานบางครั้งผมก็จะชอบไปนั่งเล่นที่ห้องสมุดครับ เพราะห้องสมุดมีคอมให้เล่น และมันเงียบครับ(แต่ไม่ได้ไปอ่านหนังสือหรอกครับ ไม่เล่นคอมก็อ่านหนังสือพิมพ์
) โดยปกติแล้วความเงียบของห้องสมุดทำให้พวกผมชอบไปทำงานกลุ่มกันที่นั่นครับ (ห้องสมุดคณะ สามารถเปิดห้องทำงานกลุ่มได้)
ต่อมาก็เริ่มมีการต่อโปรโมชั่นของการทำงานครับ สามารถนั่งทำในFood Courtปิด4ทุ่มได้ ก็เรียกว่าห้างไม่ปิดก็ไม่เลิกครับ ซึ่งครั้งล่าสุดนี่การบ้านส่งช่วงสอบ ที่มหาลัยหลายๆตึกจะปิดกันตอนเที่ยงคืนครับ พวกผมก็อยู่กันจนตึกปิดเลยครับ(ออกจากมหาลัยเที่ยงคืน เกือบไม่ทันรถไฟฟ้า - -'') แล้ว9โมงเช้าวันรุ่งขึ้นก็มาพรีเซนต์ที่มหาลัยเลย งานร้อนมากๆครับ
ซึ่งหลายๆกลุ่มก็ไม่ได้อยู่ถึงเที่ยงคืนก่อนวันส่งแบบกลุ่มผมหรอกครับ แล้วแต่ว่าจะทำงานเสร็จทันรึเปล่าเท่านั้นเอง(กลุ่มผมก็ถือว่าทันนะครับ เพราะวันนั้นมีหลายกลุ่มโต้รุ่ง หน้ายุ่งกันมาเลยเหมือนกัน เพราะไม่ได้นอน) ส่วนเวลาว่างตอนกลับบ้านผมก็ยังเอามาเล่นเนต เขียนบล็อกเหมือนเดิมครับ แต่เวลาว่างที่เหลือจากเรื่องเรียนของผมลดลงไปมาก เพราะอยู่มหาลัยนานขึ้นกว่าสมัยป.ตรีครับ(เป็นข้ออ้างในการดอง
)
5.ปิดเทอม
สมัยป.ตรีหลายๆคนอาจจะได้หยุดยาวช่วงเดือนมีนาคม ถึงมิถุนายน เพราะไม่ต้องเรียนซัมเมอร์ครับ แต่ผมต้องเรียนแทบทุกปี แต่นั่นก็ยังมีข้อแตกต่างกับป.โทอยู่ครับ
ช่วงซัมเมอร์ของปี1ขึ้นปี2 ผมเก็บตกวิชาแคลคูลัสกับฟิสิกส์ครับ(วิชานึง W(ถอน) อีกวิชา F)
ช่วงปี2ขึ้นปี3 ผมก็ไปลงวิชาเลือกกับเพื่อนๆครับ เพราะอยากจะให้เทอมหลังๆสบาย(เหมือนที่เล่าไปในเอนทรี่ที่แล้วครับ ปี4เทอมสุดท้ายผมสบายจริงๆ)
พอปี3ขึ้นปี4 ผมก็ไปเรียนวิชาภาษาอังกฤษเพิ่มเติมครับ เพราะหลายๆคนแห่กันไปเรียนเตรียมสอบTOEFL สำหรับเรียนต่อหรือสมัครงานก็ว่ากันไป ส่วนผมคิดจะสอบแค่ CU-TEPสำหรับต่อโทครับ แต่ก็ไปลงเรียนให้มีความรู้เพิ่มเติมไว้ก่อนน่ะครับ...เพราะผมมีทักษะด้านภาษาอังกฤษที่ไม่ค่อยจะดี
ส่วนปิดเทอมปี4ขึ้นปี5 ผมไม่นับนะครับ เพราะหลายๆคนไปทำงานกันแล้ว(เรียนจบแล้วนั่นเอง) ใครมีวิชาอะไรขาดเหลือยังพอเก็บตกได้โดยไม่ต้องเรียน4ปีครึ่งก็มักจะมาเก็บกันซัมเมอร์สุดท้ายนี้
ส่วนปิดเทอมของป.โทน่ะเหรอครับ ...หึๆๆ
ปี0ขึ้นปี1....
ใช่แล้วครับ ผมไม่ได้พิมพ์ผิดครับ มันคือปี0ครับ ....เพราะตอนนั้นผมยังไม่ได้เป็นนิสิตปริญญาโทเลยครับ แล้วก็...ไม่ได้เกิดจากการไปลงเรียนข้างนอกแบบตอนเรียนภาษาอังกฤษด้วยครับ พูดแบบนี้อาจจะงง เอาเป็นว่าผมจะเล่าให้ฟังยาวๆเลยดีกว่าครับ
ถ้าเป็นช่วงปี0ขึ้นปี1 ของป.ตรี ก็คงจะเทียบได้กับช่วงการสอบเอนทรานซ์ หรือ เอเนตโอเนต หรือ แกะแพะ ในปัจจุบันครับ ซึ่งหลายๆคนพอสอบเสร็จแล้ว ทุกอย่างก็จบกัน ความรู้ที่ใช้สอบก็ทยอยคืนโรงเรียนเก่าคืนสถาบันกวดวิชาไป(บางคนอาจจะไม่เป็น แต่ผมเป็น ฮ่าๆๆ
) หลังจากคืนเรียบร้อยแล้วเราก็จะเริ่มพักผ่อนอย่างสบายใจ จัดทริปกินลมชมหาดทราย ทะเล สายลมกับสองเรา (เพลงบอกอายุมาเชียว ...เพลงนี้ผมจำได้แค่ท่อนนี้แหละครับ
)
แต่หลังจากจบป.ตรีแล้วช่วงชีวิตแห่งความฝันครั้งยังเยาว์มันก็จบแล้วครับ การนัดไปทริปต่อเนื่อง นัดเจอกันบ่อยๆก็ยากขึ้น ต่อจากป.ตรีคือของจริงแล้ว เพราะเพื่อนๆหลายคนจะต้องไปทำงานแล้ว ขืนไปเที่ยวกับเราตั้งแต่ยังไม่พ้นโปร ก็อาจจะไม่ผ่านโปร นอกจากว่าทำงานกับที่บ้าน(ซึ่งคงไม่ใช่ทุกคน) เพื่อนบางคนเลือกเรียนต่อก็อาจจะมีเวลาว่างตามแต่หลักสูตรที่ตนเองไปสมัครครับ (อย่างผม...มีช่วงนึง เพื่อนป.ตรีจะชวนไปกินข้าว ร้องเกะ แค่มื้อเย็นยังไปไม่ได้เลยครับ
)
เกริ่นซะยาว ยังไม่ได้ขึ้นเรื่องปี0ก่อนปี1เลยครับ พูดถึงหลักสูตรที่ผมเรียนเลยดีกว่า หลักสูตรที่ผมเรียนต้องสอบ CU-TEPและ CU-BESTก่อน หลังจากนั้นก็จะสอบวิชาคอมพิวเตอร์ครับ ซึ่งเมื่อผ่านทุกอย่างแล้วเราก็จะได้สอบสัมภาษณ์ครับ...ในหลักสูตรที่ผมเรียน ตอนสอบสัมภาษณ์จะมีให้เลือกวิชาปรับพื้นฐานครับ ซึ่งบางคนก็จะได้เลือกเอง บางคนก็ถูกอาจารย์เลือกให้ล่ะครับ แล้วแต่ว่าพื้นฐานของการเรียนสมัยป.ตรี กับประสบการณ์ทำงานของแต่ละคนผ่านอะไรมาบ้าง ซึ่งกรณีของคนที่ต่อโทแบบกระโดดข้ามสายมา ก็ต้องปรับพื้นทุกวิชาล่ะครับ ถ้าไม่เรียนปรับพื้นหรือสอบปรับพื้นไม่ผ่านก็จะไม่ได้เป็นนิสิตป.โท
(ผมถึงตั้งว่าเป็นซัมเมอร์ของปี0 เพราะยังไม่ได้เป็นแบบเต็มตัวก็เริ่มเรียนแล้วน่ะครับ)
ตรงส่วนนี้ค่อนข้างเฉพาะทางนิดหน่อย ใครไม่สนใจก็ข้ามเส้นประได้เลยนะครับ
---------------------------------------------------------------------------------------------------------
สำหรับการเข้ามาเรียนคณะบัญชี หลักสูตร IT in Business ถ้าไม่เคยเรียนทั้งบัญชีและคอมมาเลย มันก็ต้องปรับทั้งสองสาย
ถ้าจบบัญชีมาก็จะรอดบัญชีไป
ถ้าจบคอมมาก็จะรอดคอมบางตัวหรือทั้ง2ตัวไป
ถ้าจบสถิติมา ก็อาจจะรอดสถิติไป
ในกรณีของผมนั้น ...ผมคิดว่าผมเป็นเหมือนเป็ดครับ ผมเรียนMath มาก็จริง แต่สถิติผมเรียนแค่ครึ่งวิชาครับ ในวิชา Prob/Stat และเพราะผมเป็นคนไม่ค่อยชอบStat (แคลก็ไม่ชอบครับ ....ในMath ชอบวิชาพิสูจน์เท่านั้น....และจะเป็นสายAlgebraด้วย) ผมเลยไม่ได้ลงวิชาเกี่ยวกับStatวิชาอื่นเลยครับ เลยต้องปรับพื้นฐานวิชาสถิติ
ส่วนวิชาพวกบัญชี ผมลงเป็นวิชาเลือกตามเพื่อนที่เรียน Mathครับ ซึ่งที่เลือกๆไปมันเป็น Finance กับ ประกันครับ ไม่ใช่ Account เลยต้องปรับพื้นบัญชีด้วย
ต่อมาวิชาคอม จะมี OS กับ Databaseครับ ซึ่งตอนผมเรียนป.ตรี ผมชอบวิชาเด็กคอมมาก แต่ผมลงวิชาเลือกที่มันไม่ยากจนเกินไปครับ แน่นอนว่า2ตัวนี้ผมก็ไม่ได้เรียนมาเช่นกัน เลยต้องปรับพื้นอีก ....
ตอนเรียนปรับพื้นก็รู้สึกว่าเคยรู้ เคยเรียนหลายๆเรื่องครับ แต่มักจะรู้แค่ครึ่งเดียว..หรือบางเรื่องก็รู้แค่นิดหน่อยเท่านั้น ถ้าไม่เรียนปรับพื้นก็อาจจะแย่ได้เหมือนกัน
---------------------------------------------------------------------------------------------------------
ถ้ามองโลกในแง่ดี ผมได้ปรับพื้นฐานใหม่หมดทุกวิชาครับ ซึ่งมีเพื่อนร่วมรุ่นอีกหลายคนที่เป็นแบบนี้ ก็ทำให้มีโอกาสได้พูดคุยกับหลายๆคน แล้วก็ได้ความรู้ที่จะไปใช้ตอนเปิดเทอมแบบครบถ้วนครับ พอเปิดเทอมมาก็เรียนต่อได้เลย
....แต่ เวลาเรียนโหดหินมากครับ เพราะหลังสงกรานต์จนถึงเปิดเทอม ผมได้หยุดแค่สัปดาห์เดียวครับ แล้วช่วงที่ต้องเรียน ผมต้องเรียนตั้งแต่9โมงเช้าถึง2ทุ่ม เกือบทุกวัน >>ถ้าจำไม่ผิด ได้หยุดวันเสาร์กับอาทิตย์ ไม่ก็วันอาทิตย์วันเดียวครับ แต่ตอนนั้นวันอาทิตย์ผมต้องไปเรียนภาษาจีนครับ เลยค่อนข้างหนัก บางวันโชคดีหน่อยเรียนถึง4-5โมงเย็น แต่ช่วงนั้นโดยรวมแล้วโทรมครับ เหนื่อยตั้งแต่การปรับพื้น3วิชาแรก (สถิติ OS และ Database)
จากนั้นก็ได้หยุดหายใจ 1 สัปดาห์(หยุดพักเพื่อหายใจนะครับ ถ้าหยุดหายใจจริงๆคงไม่รอด
) แล้วก็กลับมาลุยกันต่อกับสัปดาห์สุดท้ายก่อนเปิดเทอม ซึ่งเรียนตั้งแต่9โมงเช้ายัน2-3ทุ่ม(วิชาเดียว คือ บัญชี) เรียกได้ว่าเรียนบัญชีกันจนอ่วมไปเลยครับ เจอหน้าอาจารย์ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เช้าจนมืด โชคดีหลายๆครั้งอาจารย์ปล่อยก่อน ทำให้ยังพอมีแรงเหลือ แต่...ตื่นเช้ากลับดึกทุกวันตลอดสัปดาห์ ช่วงนั้นก็เหนื่อยเอาเรื่องครับ เพราะเรียนวิชาเดียวด้วยเลยไม่ได้ผ่อนไปกับเรื่องอื่น จากนั้นได้หยุดเสาร์-อาทิตย์ แล้วก็เปิดเทอมแล้วครับ
นับๆไปแล้ว เรียนตอนเปิดเทอมยังสบายกว่าปรับพื้นตอนปิดเทอมอีกครับ เพราะถึงจะมีการบ้าน แต่การบ้านก็เลือกเวลาทำเองได้ครับ ไม่ต้องนั่งห้องเลคเชอร์ตลอดเวลา พอมองย้อนกลับไปการปรับพื้นก็ดีตรงที่ทำให้ปรับตัวเข้ากับการหามรุ่งหามค่ำติดต่อกันได้หลายๆวันครับ เพราะที่พูดไปข้างบนผมพึ่งพูดถึงแค่ปิดเทอมตอนซัมเมอร์เท่านั้น...ยังมีปิดเทอมเดือนตุลา ซึ่งเหนื่อยไม่แพ้กันอีกครับ
ปิดเทอมเดือนตุลาคมของป.ตรี แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆประมาณ3สัปดาห์ แต่ก็เป็นช่วงที่ผมได้พักผ่อนอย่างจริงๆจังๆในรอบปีครับ(เพราะซัมเมอร์ผมติดเรียนตลอด) ซึ่งหลายๆคนอาจจะได้หยุดช่วงซัมเมอร์มากกว่า เลยไม่ค่อยใส่ใจกับช่วงนี้มากนัก สำหรับผมเดือนตุลาคมเหมือนเป็นโอเอซิสแห่งวันหยุดครับ เพราะได้หยุดติดกันหลายๆวัน และไม่สามารถไปลงเรียนอะไรเพิ่มเติมได้(หยุดแค่3สัปดาห์เอง)
แต่พอขึ้นป.โท เดือนตุลาคมของผมก็หายวับไปกับตาครับ เพราะการบ้านนั่นเอง!!
ตอนเทอม1ของผมมีการบ้านหลายชิ้นที่ส่งปิดเทอมครับ ยังจำการพรีเซนต์1รุม8ครั้งที่แล้วได้ใช่มั้ยครับ การพรีเซนต์ครั้งนั้นมีตอนปิดเทอมครับ ซึ่งก็มีอีก2วิชาที่พรีเซนต์ตอนปิดเทอมเช่นกัน หลังจากส่งการบ้านครบทุกชิ้น พรีเซนต์ครบทุกงานแล้ว ผมก็ได้หยุดแค่สัปดาห์สุดท้ายก่อนเปิดเทอมครับ(ได้หยุดหายใจ 1 สัปดาห์เท่าตอนปรับพื้นฐานเลย
) ก็ยังดีที่มีโอเอซิสบ่อเล็กๆเหลือให้ครับ เพราะถ้าไม่เหลือเลยก็คงไม่ได้หยุด แต่ถ้าผมได้หยุดเยอะกว่านี้ก็คงจะไม่ดีอีกครับ เพราะการได้หยุดเพิ่มขึ้น ก็แปลว่าพวกผมต้องส่งการบ้านเร็วขึ้น ....และจากการทำการบ้านช่วงปิดเทอมนั้น หามรุ่งหามค่ำกว่าเปิดเทอมอีกครับ บางคนถึงกับพูดว่า "เปิดเทอมยังสบายกว่าปิดเทอมอีก" เลยล่ะครับ
ซึ่งผมก็พึ่งเรียนมาปีเดียว ไม่แน่ว่าปีหน้าเดือนตุลาจะเป็นแบบนี้อีกมั้ยครับ แต่ว่าถ้าใครคิดจะเรียนให้จบ2ปีก็ต้องเริ่มทำมาสเตอร์โปรเจค หรือ ทำวิทยานิพนธ์กัน ผมคิดว่าคงไม่ได้หยุดหรอกครับ จริงๆแล้วหลายๆคนเริ่มกันตั้งแต่ตอนนี้แล้วด้วยซ้ำไปครับ(ปิดเทอมตอนซัมเมอร์นี่ล่ะ)
ซึ่งปิดเทอมนี้ไม่ต้องเรียนปรับพื้นแล้วครับ ใครขยันก็มาทำโปรเจคจบหรือทำวิทยานิพนธ์ไป ซึ่งนอกจาก2ตัวเลือกแรกแล้ว หลักสูตรที่ผมเรียนก็มีเปิดคอร์สอบรมเพิ่มต่างหากครับ ซึ่งค่าเรียนจะถูกกว่าไปอบรมข้างนอก ใครที่เรียนโทอยู่หรือจบไปแล้ว สามารถมาลงเรียนได้ครับ ซึ่งผมก็ลงเรียนไปเพราะถ้าทำตัวว่าง ผมคงจะขี้เกียจ และไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแน่ๆ เลยหาเรื่องให้ต้องไปเอาอะไรมายัดใส่สมองครับ(แต่ยังไม่ชัวร์ว่าจะได้เรียนมั้ย ถ้าคนสมัครเยอะต้องจับฉลาก)
นอกจากนี้ช่วงปิดเทอมก็เป็นนาทีทองของหลายๆคนครับ เพราะ1ปีที่ผ่านมาอาจจะยังไม่มีความสามารถในบางด้าน เช่น การเขียนโปรแกรม ปิดเทอมนี้ก็เป็นจังหวะให้ได้พัฒนาตัวเอง ก่อนจะขึ้นปี2ครับ ซึ่งจนถึงตอนนี้ผมยังไม่ได้เริ่มฝึกเขียนโปรแกรมเป็นชิ้นเป็นอันเลย...คงต้องขยันมากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ครับ
สำหรับหลักสูตรอื่นๆไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ได้หยุดนะครับ ผมคิดว่าที่เป็นแบบผมอาจจะมีแค่ผมหลักสูตรเดียวก็ได้ ช่วงปิดเทอมก่อนขึ้นปี1 เพื่อนๆผมที่เรียนหลักสูตรอื่นส่วนใหญ่จะได้หยุดนะครับ และเดือนตุลาคมก็ได้หยุดตามปกติครับ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็เห็นเพื่อนๆผมที่ไปเรียนโทอย่างอื่นหลายๆคน นั่งอ่านหนังสือกันอยู่นะครับ(เพราะบางหลักสูตรต้องไปสอบอย่างอื่นเพื่อประกอบกับวิชาชีพ) ส่วนปิดเทอมช่วงซัมเมอร์ปี1ขึ้นปี2แบบตอนนี้ เพื่อนๆผมที่เรียนอยู่ในหลักสูตรอื่น ก็เริ่มหาหัวข้อวิทยานิพนธ์กันแล้วล่ะครับ
ผมคิดว่าปิดเทอมของป.โททำให้ผมเปลี่ยนความคิดบางอย่างไปครับ....
ปิดเทอมไม่ได้หยุดเพื่อรอวันเรียน
แต่..หยุดเพื่อให้แสวงหาความรู้หรือทักษะต่างๆก่อนจะเริ่มเรียนต่อไป
ซึ่งบางคนก็อาจจะใช้เวลาตรงนี้ไปฝึกงาน ทำงาน อ่านหนังสือก็แล้วแต่น่ะครับ ซึ่งก็ทำให้ได้ประสบการณ์มากขึ้น หรือบางคนอาจจะพักผ่อนบ้าง แต่โดยรวมแล้วผมคิดว่าวันหยุดพักผ่อนยาวเป็นเดือนๆที่อาจจะเคยมี มันหาได้ยากขึ้น หรือหาไม่ได้แล้วน่ะครับ แต่ถ้าเทียบกันกับป.ตรีบางสาขาที่เรียนหนักๆอย่างหมอแล้ว...ลองเทียบว่าผมเรียนตรี4ปี +โท2ปี(ในความเป็นจริง สำหรับผมโทอาจจะเกิน2ปีครับ
แต่พิมพ์ตามเกณฑ์ไว้ก่อนน่ะจะได้จำนวนปีเท่ากัน) ผมยังมีช่วงที่ได้ปิดเทอม และระหว่างเปิดเทอมก็มีเวลาว่างค่อนข้างมากตั้ง4ปี พึ่งมาหนัก2ปีที่เรียนโท แต่เพื่อนผมที่เรียนหมอ ไม่ค่อยมีวันหยุดและเวลาว่างเลยแทบจะตลอด6ปี ถ้ามองในแง่ดีก็คงต้องบอกว่าผมยังเรียนสบายกว่าเพื่อน จะบ่นว่าหนักที่สุดก็คงไม่ได้ครับ
เอนทรี่ที่เกี่ยวข้อง :
ข้อแตกต่างระหว่างการเรียนป.ตรี กับป.โท[ภาค1]
เอาล่ะครับ เอนทรี่นี้ค่อนข้างยาวมากแล้ว ผมเลยขอหยุดไว้แค่2ข้อนี้ก่อนแล้วกันครับ คาดว่า...คงจะมีภาค3ต่อไป เพราะยังมีเรื่องอื่นๆอีก แต่ไม่รู้ว่าจะอีกนานเท่าไหร่ถึงจะได้มาเขียนประเด็นนี้ต่อนะครับ ...อาจจะเร็วๆนี้ หรืออาจจะอีกนานก็ยังไม่รู้ครับ เพราะเร็วๆนี้บล็อกผมอาจจะมีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างครับ
แล้วพบกันใหม่เอนทรี่หน้า
สวัสดีครับ

ชอบประโยคที่ว่า "ปิดเทอมไม่ได้หยุดเพื่อรอวันเรียน แต่..หยุดเพื่อให้แสวงหาความรู้หรือทักษะต่างๆก่อนจะเริ่มเรียนต่อไป" จังเลยครับ ปรัชญาจริงๆ ของการศึกษาก็เป็นเช่นนี้ล่ะนะครับ
ทุกอย่าง ทุกตอนคือการทำงานจริงๆ
#1 By nora on 2009-03-21 06:05