Sky In Tokyo : The Beginning
posted on 17 Apr 2009 22:12 by mahado in SkyInTokyo
สวัสดีครับมิตรรักแฟนบล็อกทุกท่าน วันนี้ผมกลับมาอัพบล็อกแล้วครับ โดยก่อนจะเริ่มเนื้อหา Sky(kid) In Tokyo ผมขอให้กด Ctrl+F5 ครับ เพราะผมเปลี่ยนธีมของบล็อกครับ (ภาพตรงHead Blog ถ่ายตอนอยู่บนเครื่องบิน
)
และในวันนี้ผมขอเสนอปฐมบทของการเดินทางครั้งนี้ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นก่อนจะได้เดินทางไปญี่ปุ่นครับ ถ้าพร้อมแล้วไปอ่านกันได้เลยครับ
-------------------------------------------------------------------------------------------------
หลายปีแล้วที่ผมไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนไกลๆ โดยเฉพาะการเดินทางไปต่างประเทศเป็นสิ่งที่ผมไม่คุ้นเคย ก่อนการเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งนี้ มีเพียงฮ่องกงเท่านั้นที่ผมเคยไป และนั่นก็เป็นเรื่องเมื่อ10กว่าปีก่อน เพราะผมไปมาตั้งแต่อายุของผมไม่ถึง10ขวบเลยครับ เพราะฉะนั้นหากจะนับการเดินทางแบบจริงๆจังๆ ญี่ปุ่นคงจะเป็นประเทศแรกที่ผมค้นคว้าหาข้อมูลในการเดินทางด้วยตนเอง อยากไปด้วยตนเอง และไปเที่ยวแบบรู้เรื่องรู้ราวแล้ว
...แต่การเดินทางครั้งนี้ของผมไม่ได้เกิดจากความพร้อมของข้อมูล และความอยากที่จะไปในตั้งแต่ครั้งแรกที่รู้ว่ามีทริปนี้หรอกครับ
เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว หลายคนอาจจะสงสัยว่า
...ผมไปเพื่ออะไร?? และเมื่อไม่พร้อมทำไมถึงได้ตัดสินใจว่าจะไป??
คำตอบนั้นอยู่ในเอนทรี่นี้ล่ะครับ
ผมเชื่อว่า ครั้งแรกที่ผมได้รู้จักกับญี่ปุ่น คงจะเหมือนกับใครหลายๆคนที่กำลังอ่านเอนทรี่นี้อยู่ คือรู้จักและซึมซับผ่านการ์ตูนญี่ปุ่น ดังนั้นประเทศญี่ปุ่นจึงเป็นเหมือนประเทศแห่งความฝันในวัยเด็กของผมและอีกหลายๆคน
ตั้งแต่เด็กๆถ้าใครมาถามผมว่า...
ถ้าให้ผมไปเที่ยวต่างประเทศ ผมอยากจะไปที่ไหน?
ผมไม่ลังเลใจเลยที่จะตอบว่า"ญี่ปุ่น"
เมื่อผมเริ่มโตขึ้น ผมได้เรียนภาษาจีน และเพราะเหล่าซือของผม ทำให้ผมได้ฟังเพลงจีนมากขึ้น ดูหนังจีนเยอะขึ้น ผมคิดว่าผมเริ่มจะเปลี่ยนใจซะแล้ว ประเทศที่ผมอยากไปที่สุดกลับกลายเป็นประเทศจีน อาจจะเป็นเพราะผมอยากลองภาษาที่ผมได้เรียนมา หรือเพราะผมโดนผู้ใหญ่หลายๆคนในบ้านพูดให้ฟังว่าเมืองจีนน่าไปยังไงล่ะมั้งครับ เลยทำให้ผมอยากไปประเทศจีนมากกว่าประเทศอื่นๆ
ส่วนประเทศญี่ปุ่นกลับกลายเป็นประเทศที่ผมเริ่มอยากไปน้อยลง เพราะผมยังไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นเลยครับ และผมก็มองญี่ปุ่นในแง่ร้าย (อันหลังนี่ล้อเล่นนะครับ
แต่ผมได้ยินว่าญี่ปุ่นมีแต่ความรีบเร่งมานานแล้ว) แต่สิ่งที่พูดไปนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าถ้าโอกาสไปญี่ปุ่นอยู่ตรงหน้าผมจะไม่คว้าไว้หรอกนะครับ
หลายปีที่ผ่านมา ผมพยายามเก็บเงิน เพื่อหาโอกาสไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ซักที่มานานแล้ว แต่ผมไม่มีจังหวะและช่วงเวลาที่ผมรู้สึกว่าเหมาะสมสักที แม้ว่าเงินเก็บจะเพียงพอกับการไปเที่ยวประเทศใกล้ๆเป็นเวลา 3-4วัน หรือ 4-5วันแล้ว แต่ตารางเรียน และภาระที่ผมต้องอยู่สะสางไม่เคยมีเวลาตายตัว ทำให้ผมไม่ได้ไปสักที ตั้งแต่ขึ้นม.ปลาย ผมก็ต้องเรียนซัมเมอร์ทุกปี หลังจากนั้นก็สอบเข้ามหาลัย แม้จะได้หยุดยาวๆ แต่ก็ยังมีวันรอฟังผลและอะไรอื่นๆอีกมากมาย ช่วงนั้นก็ไม่ใช่จังหวะที่ผมจะได้ไปอีก
พอเข้ามหาลัยแล้ว ผมก็เรียนซัมเมอร์แทบทุกปี ปีที่ไม่เรียนซัมเมอร์ผมก็มีเรียนภาษาอังกฤษอีก ยิ่งช่วงปีหลังๆของป.ตรี ผมมีเรียนภาษาจีนทุกวันอาทิตย์อีก ทำให้ผมไม่สามารถไปไหนมาไหนได้โดยสะดวกเลยครับ(ผมไม่ชอบโดดเรียน) จนกระทั่งโอกาสที่เหมาะสมเกือบจะมาถึงเมื่อปีที่แล้ว เพราะที่บ้านเริ่มไฟเขียวให้ผมออกเดินทางหาประสบการณ์ให้กับตัวเองบ้าง และผมก็เรียนจบปริญญาตรีพอดี ปิดเทอมที่ยาวนานของผมควรจะเป็นเวลาที่ผมได้ไปเที่ยว....
แต่เพราะผมสอบติดปริญญาโท ผมเลยต้องมานั่งเรียนปรับพื้นฐานตลอดซัมเมอร์
บวกกับมีช่วงเวลาที่ต้องไปจัดการเรื่องการลงทะเบียนเรียน จ่ายเงินค่าปรับพื้นฐานอะไรอีกหลายวัน ทำให้ผมไม่ได้ไปไหนอีก ในที่สุดการไปเที่ยวของผมก็ต้องยอมแพ้ให้กับการเรียนอีกครั้งครับ...
ก่อนหน้านี้ ผมเห็นเพื่อนของผมหลายคนยอมหยุดเรียนเพื่อไปเที่ยวมานานแล้ว ไม่ว่าจะสมัยม.ปลาย หรือ ป.ตรี หลายๆคนเลือกที่จะหยุดเรียนแล้วออกเดินทาง แม้ว่ากลับมาแล้วจะต้องมาตามเก็บงาน นั่งทำการบ้านชดเชยความสนุกจากการไปเที่ยว แต่เพื่อนๆที่เคยทำแบบนี้ก็ยังพยายามจะไปกันอีก ผมไม่เคยเข้าใจว่ามันมีอะไรดี ถึงกับต้องละทิ้งหน้าที่ของตนเพื่อไปเที่ยว
....แน่นอนครับว่าสำหรับผม "หน้าที่"มักจะเป็นสิ่งที่ผมเลือกก่อนเสมอ ผมจึงไม่ค่อยได้ไปไหนมาไหนเท่าไหร่ และผมมักจะทิ้งโอกาสดีๆหลายครั้ง เพียงเพราะคำว่า"หน้าที่"....
หลังจากผมพลาดจากการเดินทางมาหลายครั้ง ผมจึงเริ่มตัดใจ และคิดว่าผมคงไม่ได้ไปเที่ยวไหนจนกว่าจะเรียนจบ(คิดเหมือนตอนป.ตรีเป๊ะๆ แต่ตอนเรียนจบตรีก็ไม่ได้ไป) เพราะแม้แต่เดือนตุลาคม ที่ปกติผมจะได้หยุดหลาย10วัน พอขึ้นมาเรียนป.โท ก็กลายเป็นได้หยุดแค่สัปดาห์เดียว ทำให้ผมยิ่งเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมหลายๆคนมักจะพูดว่า
"ยิ่งอายุมากขึ้น เวลาว่างที่จะใช้ทำอะไรๆมันก็น้อยลง"
นั่นเป็นเพราะหน้าที่และความรับผิดชอบของเรามีมากขึ้นนั่นเอง แต่ก็เพราะเวลามันผ่านไปนั่นล่ะครับ ทำให้ผมเริ่มเปลี่ยนไป เพราะการให้ "หน้าที่" มาอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง ก็อาจจะทำให้ผมพลาดอะไรดีๆให้กับชีวิต ที่ผ่านมาผมเป็นคนที่ออกเดินทางไปไหนมาไหนน้อยมากๆ การเดินทางครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้ผมได้ประสบการณ์ใหม่ๆ และมุมมองใหม่ๆให้กับชีวิตของผมบ้าง ผมจึงละทิ้งหน้าที่บางอย่างที่ให้คนอื่นทำแทนได้ออกไป(วันที่ไปเที่ยวชนกับวันที่จะต้องจ่ายเงินค่าเรียนคอร์สที่เปิดหลังสงกรานต์พอดีครับ แต่ผมให้พ่อไปจ่ายแทน)
...จะว่าไปนี่ผมบ่นมายาวแล้วนะนี่ จะลบทิ้งก็เสียดาย เอาเป็นว่ามาเข้าเรื่องจริงๆของเอนทรี่นี้กันดีกว่าครับ
(ได้ยินเสียงแว่วๆจากคนอ่านว่า "อ้าว...นี่ยังไม่เข้าเรื่องอีกเรอะ
")
ทริปนี้ของผม เริ่มขึ้นเมื่อประมาณ2เดือนก่อนครับ ญาติของผมคนหนึ่ง คุยกับน้าของผมว่ามีญาติของเขากำลังจะไปญี่ปุ่น เขาเลยมาลองชวนดู(ไปและกลับวันเดียวกัน) และบอกว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่น่าไปมาก น้าของผมก็เลยสนใจและมาถามผมกับลูกพี่ลูกน้องของผมหลายๆคน ซึ่งน้องของผมก็ตอบรับไปเรียบร้อยแล้ว(ลูกพี่ลูกน้อง) ส่วนผมน่ะเหรอครับ ....ในระยะแรกบอกว่าขอดูก่อน แต่พอถึงช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ คำตอบของผมก็ถูกเปลี่ยนเป็น"ไม่ไป"ครับ
สาเหตุที่ผมปฏิเสธ เพราะผมได้ยินว่าคอร์สที่ผมจะลงเรียนช่วงซัมเมอร์มี2ช่วงคือช่วงกลางๆมีนาคม กับ ในเดือนเมษายนครับ และทริปนี้มีกำหนดช่วงต้นเมษาพอดี ผมเลยคิดว่าผมอดไปแน่นอน เมื่อเวลาผ่านไปการจองตั๋วเครื่องบินของน้าและน้องไม่ได้รับการตอบรับสักที น้ากับน้องเลยเปลี่ยนใจเป็นไม่ไป ประกอบกับน้องของผมได้ไปเที่ยวที่อื่นแล้ว อะไรๆก็เลยดูลงตัวว่าทริปนี้โดนยกเลิกไปแล้วครับ(แต่ผมยังไม่รู้)
จนกระทั่ง...วันที่18มีนาคม(ถ้าผมจำวันไม่ผิด) ขณะที่ผมนั่งเรียนคอร์สที่ลงอยู่ ใบสมัครของอีกคอร์สก็มาถึง และมีระบุวันเรียนไว้อย่างชัดเจนว่าเริ่มวันที่20เมษา ทำให้ช่วงต้นเมษายนผมว่างอย่างแน่นอนแล้วล่ะครับ (ส่วนนึงเพราะโปรเจคก็ยังไม่ได้เริ่ม อาจารย์ที่ปรึกษาก็ยังไม่ได้ไปหา...- -'') และเมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วผมจึงคิดว่าจะลองโทรไปบอกน้าของผมครับ(อย่างที่บอกในย่อหน้าก่อนครับ ...ตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่าทริปนี้น้ากับน้องเค้าตกลงกันว่าจะยกเลิกไปแล้ว)
ในวันที่19มีนาคม ผมโทรไปบอกน้าว่าผมว่างช่วงต้นเมษาแล้ว ถ้ายังสามารถไปได้ก็ยังอยากไปอยู่ครับ และมันก็ช่างบังเอิญที่ตั๋วเครื่องบินที่จองไปก็ได้รับการตอบรับวันนั้นครับ(ก่อนผมโทรไปแปปเดียว) เพราะมีคนยกเลิกตั๋วเป็นจำนวนมาก แต่นั่นก็ยังไม่ใช่หลักประกันว่าผมจะได้ไปหรอกครับ เพราะตั๋วนั่นไม่ใช่ชื่อของผม แต่เป็นชื่อของน้ากับน้อง และเมื่อคุยกับน้องอีกที น้องของผมยกเลิกทริปนี้เรียบร้อยแล้วครับแม้จะได้ตั๋วแล้วก็ตาม เพราะฉะนั้นน้าของผมจึงยกเลิกตั๋วเดิม แล้วก็ต้องทำการจองใหม่ครับ นั่นหมายความว่าชื่อของผมกับน้าต้องไปต่อคิวรอคนยกเลิกใหม่หมด
ไวเหมือนโกหก หลังจากการจองตั๋วรอบแรกใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะได้รับการตอบรับ การจองหนนี้แค่วันที่20มีนาคม ตอนเช้าๆ ผมก็ตื่นขึ้นมารับโทรศัพท์แบบงัวเงียๆ แล้วก็พบว่าผมได้ตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นแล้วครับ
อะไรๆมันก็ดูลงตัวไปหมด ผมว่านี่อาจจะเป็นโชคที่จะทำให้ผมได้ไปญี่ปุ่น เพราะนี่มันฟลุคมากๆที่วันออกเดินทางเป็นช่วงเวลาที่ผมว่างพอดี และจำนวนวันที่เหลืออยู่ก็เพียงพอกับการขอหลักฐานจากมหาลัย ขอวีซ่า และจ่ายเงินค่าตั๋วเครื่องบินพอดีครับ เรียกได้ว่าถ้ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกินกำหนดไปสักวันนึง หรือวีซ่ามีปัญหา ทริปนี้ของผมก็จะโดนยกเลิกไปในทันที แต่แล้วทุกอย่างก็เสร็จทันและเรียบร้อยดีในระยะเวลาที่กำหนดครับ
ก่อนจะเล่าเลยไปไกลว่าทุกอย่างลงตัว ถ้าย้อนกลับมาในวันที่รู้ว่าผมได้ตั๋วเครื่องบินนั้น ยังไม่มีใครมั่นใจกับทริปนี้เลยสักคน แม้กระทั่งตัวผมเองครับ เพราะผมคิดว่าการขอวีซ่าไปต่างประเทศมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และยิ่งระยะเวลาการเดินทางของผมค่อนข้างกระชั้นชิด ผมอาจจะอดไปก็ได้ แต่เมื่อผมมีโอกาสขนาดนี้แล้ว(เวลาว่างลงตัว) ผมจึงเดินหน้าเต็มพิกัดครับ
ผมพยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับญี่ปุ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การจองที่พัก เดิมทีคิดว่าจะฝากญาติของญาติจองให้ แต่ไปๆมาๆ ผมสามารถหาโรงแรมในย่านอุเอโนะได้ ซึ่งผมคิดว่ามันน่าจะสะดวกสำหรับผมมากกว่า และผมก็วางโปรแกรมเที่ยวเองเกือบหมด ทำให้ข้อมูลส่วนใหญ่มาจากการถามคนที่อยู่ในญี่ปุ่น(พี่พงคุง) อ่านจากหนังสือแนะนำการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นที่มีแจกที่ศูนย์การท่องเที่ยวของญี่ปุ่นในไทย ข้อมูลในInternet และจากหนังสือที่ผมเพิ่งซื้อจากงานสัปดาห์หนังสือครับ
การเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางที่มีการเตรียมตัวน้อยมาก แม้แต่วันที่ผมไปฟังผลวีซ่าว่าจะได้ไปญี่ปุ่นหรือไม่ ผมยังนั่งวางแผนการเดินทางอยู่เลยครับ แต่มันก็ทำให้ผมสนุกไปอีกแบบที่ต้องทำอะไรในระยะเวลาที่จำกัดครับ
และเมื่อเข้าใกล้วันออกเดินทาง(3 เมษายน) ผมก็เริ่มมีความอยากไปและความพร้อมของข้อมูลมากขึ้นเรื่อยๆ...จะพูดว่าผมตื่นเต้นก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะผมจินตนาการถึงเวลาที่อยู่ในญี่ปุ่น9วัน8คืนไปเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงแค่การเดินทางสู่ประเทศญี่ปุ่นอันเป็นประเทศแห่งความฝันในวัยเด็กของผมเท่านั้น
...To be continued...
ปล.ผมเริ่มเรียนวันจันทร์นะครับ ซึ่งจะเป็นการเรียนแทบทุกวัน มีหยุดแค่บางวัน(ไม่ใช่เสาร์-อาทิตย์) เพราะฉะนั้นไม่แน่ใจว่าจะมาอัพบล็อกได้ถี่แค่ไหนนะครับ(แต่คิดว่าคงไม่มีการบ้านมากนัก และวันธรรมดาจะเรียนแค่ 6โมงเย็นถึงสามทุ่ม น่าจะพอหาเวลามาอัพได้)


เหมือนตอนปั่นการบ้านที่จะส่งวันพรุ่งนี้เช้า
#1 By เจน on 2009-04-17 22:44