Sky In Tokyo : The Beginning

posted on 17 Apr 2009 22:12 by mahado  in SkyInTokyo

สวัสดีครับมิตรรักแฟนบล็อกทุกท่าน วันนี้ผมกลับมาอัพบล็อกแล้วครับ โดยก่อนจะเริ่มเนื้อหา Sky(kid) In Tokyo ผมขอให้กด Ctrl+F5 ครับ เพราะผมเปลี่ยนธีมของบล็อกครับ (ภาพตรงHead Blog ถ่ายตอนอยู่บนเครื่องบิน)

 

และในวันนี้ผมขอเสนอปฐมบทของการเดินทางครั้งนี้ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นก่อนจะได้เดินทางไปญี่ปุ่นครับ ถ้าพร้อมแล้วไปอ่านกันได้เลยครับ

 


-------------------------------------------------------------------------------------------------


หลายปีแล้วที่ผมไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนไกลๆ โดยเฉพาะการเดินทางไปต่างประเทศเป็นสิ่งที่ผมไม่คุ้นเคย ก่อนการเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งนี้ มีเพียงฮ่องกงเท่านั้นที่ผมเคยไป และนั่นก็เป็นเรื่องเมื่อ10กว่าปีก่อน เพราะผมไปมาตั้งแต่อายุของผมไม่ถึง10ขวบเลยครับ เพราะฉะนั้นหากจะนับการเดินทางแบบจริงๆจังๆ ญี่ปุ่นคงจะเป็นประเทศแรกที่ผมค้นคว้าหาข้อมูลในการเดินทางด้วยตนเอง อยากไปด้วยตนเอง และไปเที่ยวแบบรู้เรื่องรู้ราวแล้ว


...แต่การเดินทางครั้งนี้ของผมไม่ได้เกิดจากความพร้อมของข้อมูล และความอยากที่จะไปในตั้งแต่ครั้งแรกที่รู้ว่ามีทริปนี้หรอกครับ


เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว หลายคนอาจจะสงสัยว่า

 

...ผมไปเพื่ออะไร?? และเมื่อไม่พร้อมทำไมถึงได้ตัดสินใจว่าจะไป??

 

คำตอบนั้นอยู่ในเอนทรี่นี้ล่ะครับ


ผมเชื่อว่า ครั้งแรกที่ผมได้รู้จักกับญี่ปุ่น คงจะเหมือนกับใครหลายๆคนที่กำลังอ่านเอนทรี่นี้อยู่ คือรู้จักและซึมซับผ่านการ์ตูนญี่ปุ่น ดังนั้นประเทศญี่ปุ่นจึงเป็นเหมือนประเทศแห่งความฝันในวัยเด็กของผมและอีกหลายๆคน


ตั้งแต่เด็กๆถ้าใครมาถามผมว่า...

ถ้าให้ผมไปเที่ยวต่างประเทศ ผมอยากจะไปที่ไหน?

ผมไม่ลังเลใจเลยที่จะตอบว่า"ญี่ปุ่น" 


เมื่อผมเริ่มโตขึ้น ผมได้เรียนภาษาจีน และเพราะเหล่าซือของผม ทำให้ผมได้ฟังเพลงจีนมากขึ้น ดูหนังจีนเยอะขึ้น ผมคิดว่าผมเริ่มจะเปลี่ยนใจซะแล้ว ประเทศที่ผมอยากไปที่สุดกลับกลายเป็นประเทศจีน อาจจะเป็นเพราะผมอยากลองภาษาที่ผมได้เรียนมา หรือเพราะผมโดนผู้ใหญ่หลายๆคนในบ้านพูดให้ฟังว่าเมืองจีนน่าไปยังไงล่ะมั้งครับ เลยทำให้ผมอยากไปประเทศจีนมากกว่าประเทศอื่นๆ

 

ส่วนประเทศญี่ปุ่นกลับกลายเป็นประเทศที่ผมเริ่มอยากไปน้อยลง เพราะผมยังไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นเลยครับ และผมก็มองญี่ปุ่นในแง่ร้าย (อันหลังนี่ล้อเล่นนะครับ  แต่ผมได้ยินว่าญี่ปุ่นมีแต่ความรีบเร่งมานานแล้ว) แต่สิ่งที่พูดไปนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าถ้าโอกาสไปญี่ปุ่นอยู่ตรงหน้าผมจะไม่คว้าไว้หรอกนะครับ


หลายปีที่ผ่านมา ผมพยายามเก็บเงิน เพื่อหาโอกาสไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ซักที่มานานแล้ว แต่ผมไม่มีจังหวะและช่วงเวลาที่ผมรู้สึกว่าเหมาะสมสักที แม้ว่าเงินเก็บจะเพียงพอกับการไปเที่ยวประเทศใกล้ๆเป็นเวลา 3-4วัน หรือ 4-5วันแล้ว แต่ตารางเรียน และภาระที่ผมต้องอยู่สะสางไม่เคยมีเวลาตายตัว ทำให้ผมไม่ได้ไปสักที ตั้งแต่ขึ้นม.ปลาย ผมก็ต้องเรียนซัมเมอร์ทุกปี หลังจากนั้นก็สอบเข้ามหาลัย แม้จะได้หยุดยาวๆ แต่ก็ยังมีวันรอฟังผลและอะไรอื่นๆอีกมากมาย ช่วงนั้นก็ไม่ใช่จังหวะที่ผมจะได้ไปอีก


พอเข้ามหาลัยแล้ว ผมก็เรียนซัมเมอร์แทบทุกปี ปีที่ไม่เรียนซัมเมอร์ผมก็มีเรียนภาษาอังกฤษอีก ยิ่งช่วงปีหลังๆของป.ตรี ผมมีเรียนภาษาจีนทุกวันอาทิตย์อีก ทำให้ผมไม่สามารถไปไหนมาไหนได้โดยสะดวกเลยครับ(ผมไม่ชอบโดดเรียน) จนกระทั่งโอกาสที่เหมาะสมเกือบจะมาถึงเมื่อปีที่แล้ว เพราะที่บ้านเริ่มไฟเขียวให้ผมออกเดินทางหาประสบการณ์ให้กับตัวเองบ้าง และผมก็เรียนจบปริญญาตรีพอดี ปิดเทอมที่ยาวนานของผมควรจะเป็นเวลาที่ผมได้ไปเที่ยว....


แต่เพราะผมสอบติดปริญญาโท ผมเลยต้องมานั่งเรียนปรับพื้นฐานตลอดซัมเมอร์ บวกกับมีช่วงเวลาที่ต้องไปจัดการเรื่องการลงทะเบียนเรียน จ่ายเงินค่าปรับพื้นฐานอะไรอีกหลายวัน ทำให้ผมไม่ได้ไปไหนอีก ในที่สุดการไปเที่ยวของผมก็ต้องยอมแพ้ให้กับการเรียนอีกครั้งครับ...


ก่อนหน้านี้ ผมเห็นเพื่อนของผมหลายคนยอมหยุดเรียนเพื่อไปเที่ยวมานานแล้ว ไม่ว่าจะสมัยม.ปลาย หรือ ป.ตรี หลายๆคนเลือกที่จะหยุดเรียนแล้วออกเดินทาง แม้ว่ากลับมาแล้วจะต้องมาตามเก็บงาน นั่งทำการบ้านชดเชยความสนุกจากการไปเที่ยว แต่เพื่อนๆที่เคยทำแบบนี้ก็ยังพยายามจะไปกันอีก ผมไม่เคยเข้าใจว่ามันมีอะไรดี ถึงกับต้องละทิ้งหน้าที่ของตนเพื่อไปเที่ยว

 

....แน่นอนครับว่าสำหรับผม "หน้าที่"มักจะเป็นสิ่งที่ผมเลือกก่อนเสมอ ผมจึงไม่ค่อยได้ไปไหนมาไหนเท่าไหร่ และผมมักจะทิ้งโอกาสดีๆหลายครั้ง เพียงเพราะคำว่า"หน้าที่"....


หลังจากผมพลาดจากการเดินทางมาหลายครั้ง ผมจึงเริ่มตัดใจ และคิดว่าผมคงไม่ได้ไปเที่ยวไหนจนกว่าจะเรียนจบ(คิดเหมือนตอนป.ตรีเป๊ะๆ แต่ตอนเรียนจบตรีก็ไม่ได้ไป) เพราะแม้แต่เดือนตุลาคม ที่ปกติผมจะได้หยุดหลาย10วัน พอขึ้นมาเรียนป.โท ก็กลายเป็นได้หยุดแค่สัปดาห์เดียว ทำให้ผมยิ่งเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมหลายๆคนมักจะพูดว่า

 

"ยิ่งอายุมากขึ้น เวลาว่างที่จะใช้ทำอะไรๆมันก็น้อยลง"

 

นั่นเป็นเพราะหน้าที่และความรับผิดชอบของเรามีมากขึ้นนั่นเอง แต่ก็เพราะเวลามันผ่านไปนั่นล่ะครับ ทำให้ผมเริ่มเปลี่ยนไป เพราะการให้ "หน้าที่" มาอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง ก็อาจจะทำให้ผมพลาดอะไรดีๆให้กับชีวิต ที่ผ่านมาผมเป็นคนที่ออกเดินทางไปไหนมาไหนน้อยมากๆ การเดินทางครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้ผมได้ประสบการณ์ใหม่ๆ และมุมมองใหม่ๆให้กับชีวิตของผมบ้าง ผมจึงละทิ้งหน้าที่บางอย่างที่ให้คนอื่นทำแทนได้ออกไป(วันที่ไปเที่ยวชนกับวันที่จะต้องจ่ายเงินค่าเรียนคอร์สที่เปิดหลังสงกรานต์พอดีครับ แต่ผมให้พ่อไปจ่ายแทน)

 


...จะว่าไปนี่ผมบ่นมายาวแล้วนะนี่ จะลบทิ้งก็เสียดาย เอาเป็นว่ามาเข้าเรื่องจริงๆของเอนทรี่นี้กันดีกว่าครับ

(ได้ยินเสียงแว่วๆจากคนอ่านว่า "อ้าว...นี่ยังไม่เข้าเรื่องอีกเรอะ")


ทริปนี้ของผม เริ่มขึ้นเมื่อประมาณ2เดือนก่อนครับ ญาติของผมคนหนึ่ง คุยกับน้าของผมว่ามีญาติของเขากำลังจะไปญี่ปุ่น เขาเลยมาลองชวนดู(ไปและกลับวันเดียวกัน) และบอกว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่น่าไปมาก น้าของผมก็เลยสนใจและมาถามผมกับลูกพี่ลูกน้องของผมหลายๆคน ซึ่งน้องของผมก็ตอบรับไปเรียบร้อยแล้ว(ลูกพี่ลูกน้อง) ส่วนผมน่ะเหรอครับ ....ในระยะแรกบอกว่าขอดูก่อน แต่พอถึงช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ คำตอบของผมก็ถูกเปลี่ยนเป็น"ไม่ไป"ครับ


สาเหตุที่ผมปฏิเสธ เพราะผมได้ยินว่าคอร์สที่ผมจะลงเรียนช่วงซัมเมอร์มี2ช่วงคือช่วงกลางๆมีนาคม กับ ในเดือนเมษายนครับ และทริปนี้มีกำหนดช่วงต้นเมษาพอดี ผมเลยคิดว่าผมอดไปแน่นอน เมื่อเวลาผ่านไปการจองตั๋วเครื่องบินของน้าและน้องไม่ได้รับการตอบรับสักที น้ากับน้องเลยเปลี่ยนใจเป็นไม่ไป ประกอบกับน้องของผมได้ไปเที่ยวที่อื่นแล้ว อะไรๆก็เลยดูลงตัวว่าทริปนี้โดนยกเลิกไปแล้วครับ(แต่ผมยังไม่รู้)

 

จนกระทั่ง...วันที่18มีนาคม(ถ้าผมจำวันไม่ผิด) ขณะที่ผมนั่งเรียนคอร์สที่ลงอยู่ ใบสมัครของอีกคอร์สก็มาถึง และมีระบุวันเรียนไว้อย่างชัดเจนว่าเริ่มวันที่20เมษา ทำให้ช่วงต้นเมษายนผมว่างอย่างแน่นอนแล้วล่ะครับ (ส่วนนึงเพราะโปรเจคก็ยังไม่ได้เริ่ม อาจารย์ที่ปรึกษาก็ยังไม่ได้ไปหา...- -'') และเมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วผมจึงคิดว่าจะลองโทรไปบอกน้าของผมครับ(อย่างที่บอกในย่อหน้าก่อนครับ ...ตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่าทริปนี้น้ากับน้องเค้าตกลงกันว่าจะยกเลิกไปแล้ว)


ในวันที่19มีนาคม ผมโทรไปบอกน้าว่าผมว่างช่วงต้นเมษาแล้ว ถ้ายังสามารถไปได้ก็ยังอยากไปอยู่ครับ และมันก็ช่างบังเอิญที่ตั๋วเครื่องบินที่จองไปก็ได้รับการตอบรับวันนั้นครับ(ก่อนผมโทรไปแปปเดียว) เพราะมีคนยกเลิกตั๋วเป็นจำนวนมาก แต่นั่นก็ยังไม่ใช่หลักประกันว่าผมจะได้ไปหรอกครับ เพราะตั๋วนั่นไม่ใช่ชื่อของผม แต่เป็นชื่อของน้ากับน้อง และเมื่อคุยกับน้องอีกที น้องของผมยกเลิกทริปนี้เรียบร้อยแล้วครับแม้จะได้ตั๋วแล้วก็ตาม เพราะฉะนั้นน้าของผมจึงยกเลิกตั๋วเดิม แล้วก็ต้องทำการจองใหม่ครับ นั่นหมายความว่าชื่อของผมกับน้าต้องไปต่อคิวรอคนยกเลิกใหม่หมด


ไวเหมือนโกหก หลังจากการจองตั๋วรอบแรกใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะได้รับการตอบรับ การจองหนนี้แค่วันที่20มีนาคม ตอนเช้าๆ  ผมก็ตื่นขึ้นมารับโทรศัพท์แบบงัวเงียๆ แล้วก็พบว่าผมได้ตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นแล้วครับ


อะไรๆมันก็ดูลงตัวไปหมด ผมว่านี่อาจจะเป็นโชคที่จะทำให้ผมได้ไปญี่ปุ่น เพราะนี่มันฟลุคมากๆที่วันออกเดินทางเป็นช่วงเวลาที่ผมว่างพอดี และจำนวนวันที่เหลืออยู่ก็เพียงพอกับการขอหลักฐานจากมหาลัย ขอวีซ่า และจ่ายเงินค่าตั๋วเครื่องบินพอดีครับ เรียกได้ว่าถ้ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกินกำหนดไปสักวันนึง หรือวีซ่ามีปัญหา ทริปนี้ของผมก็จะโดนยกเลิกไปในทันที แต่แล้วทุกอย่างก็เสร็จทันและเรียบร้อยดีในระยะเวลาที่กำหนดครับ


ก่อนจะเล่าเลยไปไกลว่าทุกอย่างลงตัว ถ้าย้อนกลับมาในวันที่รู้ว่าผมได้ตั๋วเครื่องบินนั้น ยังไม่มีใครมั่นใจกับทริปนี้เลยสักคน แม้กระทั่งตัวผมเองครับ เพราะผมคิดว่าการขอวีซ่าไปต่างประเทศมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และยิ่งระยะเวลาการเดินทางของผมค่อนข้างกระชั้นชิด ผมอาจจะอดไปก็ได้ แต่เมื่อผมมีโอกาสขนาดนี้แล้ว(เวลาว่างลงตัว) ผมจึงเดินหน้าเต็มพิกัดครับ

 

ผมพยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับญี่ปุ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การจองที่พัก เดิมทีคิดว่าจะฝากญาติของญาติจองให้ แต่ไปๆมาๆ ผมสามารถหาโรงแรมในย่านอุเอโนะได้ ซึ่งผมคิดว่ามันน่าจะสะดวกสำหรับผมมากกว่า และผมก็วางโปรแกรมเที่ยวเองเกือบหมด ทำให้ข้อมูลส่วนใหญ่มาจากการถามคนที่อยู่ในญี่ปุ่น(พี่พงคุง) อ่านจากหนังสือแนะนำการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นที่มีแจกที่ศูนย์การท่องเที่ยวของญี่ปุ่นในไทย ข้อมูลในInternet และจากหนังสือที่ผมเพิ่งซื้อจากงานสัปดาห์หนังสือครับ


การเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางที่มีการเตรียมตัวน้อยมาก แม้แต่วันที่ผมไปฟังผลวีซ่าว่าจะได้ไปญี่ปุ่นหรือไม่ ผมยังนั่งวางแผนการเดินทางอยู่เลยครับ แต่มันก็ทำให้ผมสนุกไปอีกแบบที่ต้องทำอะไรในระยะเวลาที่จำกัดครับ


และเมื่อเข้าใกล้วันออกเดินทาง(3 เมษายน) ผมก็เริ่มมีความอยากไปและความพร้อมของข้อมูลมากขึ้นเรื่อยๆ...จะพูดว่าผมตื่นเต้นก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะผมจินตนาการถึงเวลาที่อยู่ในญี่ปุ่น9วัน8คืนไปเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงแค่การเดินทางสู่ประเทศญี่ปุ่นอันเป็นประเทศแห่งความฝันในวัยเด็กของผมเท่านั้น

 

 

...To be continued...

 

 

ปล.ผมเริ่มเรียนวันจันทร์นะครับ ซึ่งจะเป็นการเรียนแทบทุกวัน มีหยุดแค่บางวัน(ไม่ใช่เสาร์-อาทิตย์) เพราะฉะนั้นไม่แน่ใจว่าจะมาอัพบล็อกได้ถี่แค่ไหนนะครับ(แต่คิดว่าคงไม่มีการบ้านมากนัก และวันธรรมดาจะเรียนแค่ 6โมงเย็นถึงสามทุ่ม น่าจะพอหาเวลามาอัพได้)

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ทำอะไรในเวลาที่จำกัดก็มันส์ดีค่ะ
เหมือนตอนปั่นการบ้านที่จะส่งวันพรุ่งนี้เช้า confused smile

#1 By เจน on 2009-04-17 22:44

ตอนหน้าจะเหยียบญี่ปุ่นแล้ว (มั้ง) confused smile

#2 By ลูกคนโตเอง on 2009-04-17 22:50

ช่วงนี้คนรู้จักไปญี่ปุ่นกันเยอะเลย

อยากดูรูปๆขันน้ำ ขันน้ำ

#3 By wesong on 2009-04-17 22:54

รออ่านอย่างใจจดจ่อค่ะ .... ข้องใจเรื่องขอวีซ่ามาก ^_^

#4 By ArchmaniaC on 2009-04-17 23:15

"หน้าที่"

"ยิ่งอายุมากขึ้น เวลาว่างที่จะใช้ทำอะไรๆมันก็น้อยลง"


พูดเหมือนคนแก่เลย อิอิ

จะรออ่านต่อนะ (เรียนวันจันทร์ก็อัพก่อนวันจันทร์สิจ๊ะ หุหุ)

#5 By NOOPLOY^-^ on 2009-04-17 23:23

รออ่านต่อเช่นกันครับ

ว่างเมื่อไหร่ก็มา


คนอ่านพร้อมเสมอ (=w=)

#6 By monboy01 on 2009-04-17 23:26

รออ่านๆ big smile

#7 By พงคุง on 2009-04-17 23:28

อยากไปญี่ปุ่นจังคับ
รอสักปิดเทอมค่อยไป

อ้อ...
ผมว่า..ไต้หวันน่าเท่ียวกว่าจีนมากครับ ;)
สำเนียงฟัง่ง่ายกว่าจีนแผ่นดินใหญ๋ด้วย

#8 By sage_nu on 2009-04-17 23:56

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่อยากไปเหมือนกันค่ะ..

โดย ต้องมีเวลา อย่างน้อย สิบวัน..

และมีกะตังด้วย..อิอิquestion big smile
เห็นด้วยว่า หากสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่มาอยู่เหนือทุกอย่าง อาจพลาดอะไรหลายๆอย่างในชีวิตไปครับ

รออ่านกันต่อไปbig smile
อ่านช่วงเริ่มต้นแล้วคิดถึงตัวเองเมื่อตอนอยากมาใหม่ๆเลยค่ะ เพราะชอบอ่านการ์ตูนเหมือนกัน แต่พีเป็นพวกมองญี่ปุ่นในแง่ดี ทุกวันนี้ที่อยู่มาก็ยังมองในแง่ดีอยู่ค่ะ พยายามเขียนถึงญี่ปุ่นด้วยความเข้าอกเข้าใจ อะไรที่สงสัยก็พยายามหาเหตุผลว่าทำไมเค้าถึงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ พอได้รู้แล้วมันจะเข้าใจได้ บิงโกไปเองค่ะ big smile (อ้อ แต่น้องพงคุงก็ไม่ได้เป็นศัครูกันนะคะ บ้านไม่ไกลกันมาก เจอกัน กินข้าว โทรคุยกันบ้างค่ะ แหม่.. นึกถึงวันที่น้องเค้าเพิ่งมาใหม่ๆดหมือนกัน เวลามันผ่านไปเร็วจริงๆ)

#11 By Hayashi Kisara on 2009-04-18 04:42

รออ่าน บรรยากาศ สถานที่ ความสวยงาม ความประทับใจที่ญี่ปุ่นนะคะ น่าอิจฉาจังเลย
อยากรู้ว่า ช่วงปลายเดือนเมษา ซากรุระบาน รึป่าวคับ แล้วค่าเงินกะอากาศที่นั่นตอนนี้เป็นยังไงbig smile

#13 By นายโยจิ^_^ on 2009-04-18 15:07

ถึงคุณSkyKid (<---เขียนไปงั้น เพราะไม่เขียนก็คงถึงเหมือนกัน)

ช่วงต้นๆ อ่านแล้วนึกถึงประโยคที่ว่า 'ชีวิตเดียวเที่ยวให้คุ้ม' ขึ้นมาตะหงิดๆ
ยินดีด้วยที่ในที่สุดได้มีเวลาท่องเที่ยวผักผ่อนสักทีนะคะ

จำได้ว่าตอนเด็กๆเคยฝันจะไปญี่ปุ่นเหมือนกัน
แต่แปลกดีที่ตอนนี้อยากดูแต่เพียงแค่รูป
อาจจะเป็นเพราะว่าเราลืมความฝันเมื่อตอนนั้นไปแล้ว
หรือไม่เราก็มองญี่ปุ่นในแง่ร้าย(บ้างสิ!)มากไปรึเปล่าก็ไม่แน่ใจ question

แต่เอนทรี่นี้ทำให้เห็นมันปรากฏขึ้นมาคร่าวๆอีกครั้ง
คิดถึงจัง...ความรู้สึก 'อยากไปญี่ปุ่น'


ขันน้ำ ขันน้ำ ดอกมะลิ

#14 By ire_u on 2009-04-18 15:54

การได้จัดทริปเที่ยวเองมันสนุกจริงนะคับ
เกริ่นยาวมาก (เกือบ)ขี้เกียจอ่าน

ติดตามชมตอนหน้าคับconfused smile

#15 By Silver_Moony on 2009-04-18 19:10

อยากไปมั่งจัง แต่คงไปเรียนต่อมั้ง sad smile

รอตอนต่อไปด้วยคน open-mounthed smile

#16 By NOT_KUNG on 2009-04-18 22:25

อยากไปบ้างแต่ไม่มีทุนอ่ะครับ

ภาพ header สวยมากๆขันน้ำ ขันน้ำ
ไปมาแล้วเหรอ(ฟะ) ไม่เห็นรุ้เรื่องเลย -*-

ว่าแต่ ... ของฝากที่ขอไว้น่ะ ได้ซื้อมารึป่าว ... >///<

ถ้าไม่มีของฝาก จะพิมพ์ชื่อของที่ฝากซื้อลง blog ประจานนะ *0*

#18 By dekhadmai (58.9.136.75) on 2009-04-19 22:30

ผมกำลังเล่าเรื่องที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นเหมือนกันครับ

ดีๆ มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน

โอ้ ??? ดีมากเลยครับนี้http://www.smilelandtravel.com/

#20 By จองตั๋วเครื่องบิน (58.8.123.82) on 2009-06-24 11:10