Sky In Tokyo : [Day1 Part1] Ueno
posted on 05 May 2009 01:40 by mahado in SkyInTokyoสวัสดีครับมิตรรักแฟนบล็อกทุกท่าน วันนี้ผมกลับมาอัพเอนทรี่ไปญี่ปุ่นอีกครั้งครับ หลังจากห่างหายไปหลายวัน(และหลายเอนทรี่) เนื่องจากภาพเยอะจริงๆ ผมเลยคิดว่ารายละเอียดบางอย่างที่ผมสรุปๆไว้ ผมอาจจะไปสรุปรวบยอดไว้ทีหลังสุดอีกทีนะครับ หรือไม่ก็อาจจะแทรกๆไว้ระหว่างที่ยังอัพเรื่องโตเกียวอยู่ แต่อาจจะไม่ไว้ในเอนทรี่ที่ใส่ภาพครับ เพราะภาพที่ถ่ายมามีเยอะมากๆ(แต่เอนทรี่นี้ก็มีบรรยายเนื้อหาประปรายเพราะติดลมครับ)
เพื่อนของผมบางคนเห็นปริมาณภาพที่ผมถ่ายไปทั้งหมดแล้ว ถามว่าทำไมถ่ายเยอะขนาดนี้
ซึ่งสาเหตุก็เป็นเพราะว่าก่อนผมไป ในคอมเมนท์ในบล็อกมีแต่คนบอกว่าให้ถ่ายภาพมาฝากเยอะๆครับ ผมเลยทำตามสัญญาครับ นำภาพมาฝากเยอะๆ
ในวันแรกๆผมจะมีภาพเยอะมาก แต่วันหลังๆบางวันผมถ่ายมาน้อยนะครับ ก็ออกตัวไว้ก่อนว่าช่วงหลังๆของSky In Tokyo อาจจะเห็นผมอัพรวบยอด นั่นจะไม่ใช่การอู้รีบๆอัพส่งๆแต่อย่างใดนะครับ แต่จังหวะที่ถ่ายในวันหลังๆมันน้อยกว่าวันแรกๆจริงๆน่ะครับ
เอาล่ะครับ ว่าแล้วก็เริ่มกันเลยดีกว่า สำหรับภาพในเอนทรี่นี้จะเป็นวันแรกที่ผมไปถึงญี่ปุ่นครับ ซึ่งจะขออัพแค่ครึ่งเช้าเท่านั้นครับ ครึ่งบ่ายไว้เอนทรี่ถัดไป เพื่อความเหมาะสมกับปริมาณภาพและเนื้อหาครับ
(แค่นี้ก็ยาวมากแล้ว)
คำเตือน : โหลดโหด และ เนื้อหายาวมากๆ
ก่อนจะเริ่มเข้าสู่ส่วนของภาพผมขอเกริ่นสักเล็กน้อยครับ หลายคนที่ตามอ่านมาตั้งแต่แรกคงจะทราบแล้วว่า ทริปครั้งนี้ผมไปกับน้าของผมด้วย ซึ่งน้าของผมรู้จักกับลุงญี่ปุ่นคนนึงครับ ก่อนไปได้มีคุยๆกันนิดหน่อยว่าจะไป ลุงเลยบอกจะมารับครับ (เป็นลุงญี่ปุ่นที่นิสัยดีและเป็นกันเองมากๆ ถึงจะไม่ใช่ญาติกัน แต่ลุงเค้าต้อนรับขับสู้ผมกับน้าเป็นอย่างดีเลยล่ะครับ
)
ดังนั้นหลังจากผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองรับกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว ผมกับน้าก็เจอกับลุงญี่ปุ่นเลยล่ะครับ ลุงญี่ปุ่นคนนี้พูดอังกฤษไม่ได้ พูดไทยไม่ได้ พูดญี่ปุ่นได้อย่างเดียว แต่พวกผมและลุงก็พยายามรั่วและมั่วภาษาของทั้งสองฝ่ายกันไปครับ รายละเอียดมากกว่านี้ ถ้ามีโอกาสผมจะเล่าในเอนทรี่ถัดๆไปครับ แต่ที่ผมเกริ่นๆไว้ก่อน เป็นเพราะว่าการพบกับลุงญี่ปุ่น ทำให้แผนการเดินทางของผมเปลี่ยนไปเล็กน้อยครับ
เนื่องจากลุงญี่ปุ่นไม่ได้มาคนเดียว แต่เพื่อนของลุงจะมาด้วย เราเลยไปนั่งรอกันในร้านอาหารที่สนามบินนาริตะครับ
และอาหารจานแรกของผมที่มาถึงญี่ปุ่นคือ.....ไอศครีมชาเขียวครับ
เนื่องจากผมยังเห่อญี่ปุ่นอยู่ ผมเลยได้บันทึกรสชาติและราคาของไอติมถ้วยนี้ไว้ด้วยล่ะครับ
ไอติมชาเขียว 400เยน รสชาติไอติมธรรมดามากๆ แต่ถั่วแดงอร่อย แป้งขาวๆผมเดาว่าเป็นโมจิรสชาติไม่ค่อยมีแต่มันจะหนึบๆยืดๆหยุ่นๆหน่อยน่ะครับ โดยรวมก็โอเค แต่ถ้าเทียบเป็นเงินไทยจัดว่ายังแพงไปหน่อยครับ (เพิ่งถึงญี่ปุ่นเลยยังไม่ชินค่าเงินครับ
)
ต่อไปก็เป็นชาเขียวครับ รสชาติไม่ได้บันทึกไว้ แต่ถ้าจำไม่ผิดก็กลางๆครับ ที่จำได้แม่นคือชาร้อนมาก
หลังจากนั้นผมก็รอลุงญี่ปุ่นไปรับเพื่อน ซึ่งลุงไปนานมาก ผมเลยมีเวลาบันทึกรสชาติและราคาของไอติมเมื่อครู่น่ะครับ ตอนแรกผมก็งงๆว่าทำไมลุงไปนาน หวั่นใจอยู่เช่นกัน เพราะผมกับน้าไม่รู้จักใคร นอกจากลุงญี่ปุ่น และก็ไม่มีโทรศัพท์มือถือ เลยติดต่อไม่ได้ ต้องรอในร้านอย่างเดียวครับ
แต่แล้วลุงก็กลับมาพร้อมกับเพื่อนลุง และตั๋วKeiseiครับ 
ซึ่งระหว่างรอเวลารถไฟมา พวกผมก็นั่งคุยกันในร้านไปเรื่อยๆครับ จนใกล้ถึงเวลารถออกแล้วค่อยไป ซึ่งลุงจองตั๋วแบบต้องจองที่นั่งให้ และไม่จอดสถานีเล็กๆ ทำให้ผมไปถึงโตเกียวได้เร็วขึ้นอีกหน่อย รถไฟฟ้าที่นี่ทันสมัยมากครับ เมื่อถึงปลายทางแล้วสามารถกลับด้านของเบาะให้เป็นอีกด้านได้(จริงๆตอนขึ้นรถจะปรับเองให้หันไปหัวหรือท้ายขบวนก็ได้ แต่ตอนถึงปลายทางเขาจะหันให้มันไปทางที่รถกำลังจะมุ่งไป)
ผมก็เลยเก็บภาพระหว่างทางไปเรื่อยครับ ระหว่างอยู่บนรถไฟผมคิดว่าญี่ปุ่นบ้านเมืองสะอาดเรียบร้อยมากๆครับ
และแล้วผมก็มาถึงสถานี Keisei Ueno ครับ
ภายในสถานี
ทิวทัศน์แรกหลังลงจากรถไฟฟ้า ผมได้เหยียบพื้นโตเกียวจริงๆแล้ว
จากนั้นเราก็เดินฝ่าฝูงชนคนญี่ปุ่นไปครับ
(อนึ่ง ...เดินฝ่าฝูงชน คนญี่ปุ่น = เดินผ่านคนญี่ปุ่นหมู่มาก
อสอง เดินฝ่าฝูง...ชนคนญี่ปุ่น = เดินฝ่าฝูงอะไรสักอย่าง แต่ชนคนญี่ปุ่นตลอดทาง
)
การเดินอยู่บนถนนหรือฟุตบาทก็ตาม ในญี่ปุ่นจะเร่งรีบมากครับ ไม่มีใครเดินอ้อยอิ่งกินลมชมวิว ทุกคนพร้อมจะเดินชนคนข้างหน้าตลอดเวลา ถ้ามึงหยุดกูชน ถ้ามึงล้มกูข้าม ก็ว่าได้ครับ
นอกจากนี้ยังมีคนขี่จักรยานขี่สวนไปมาอีกครับ ถ้าเดินไม่ดีอาจจะโดนชนได้ แต่คนญี่ปุ่นขี่จักรยานคล่องมากครับ ที่เมืองไทยเราอาจจะเห็นคนขี่จักรยานใส่ชุดไปรเวทหรือลำลอง แต่ที่ญี่ปุ่นเราสามารถพบเห็นคนใส่สูทผูกเนกไทถีบจักรยานกันได้ทั่วไปครับ
กลับมาดำเนินเรื่องกันต่อครับ หลังจากเดินกันไปสามเมื่อย พลิกแผนที่ไปสิบสามตลบ เราก็มาถึงโรงแรม Hotel New Tohoku อันเป็นที่พักของผมในญี่ปุ่นตลอด8คืนครับ

ในโรงแรมนี้มีคนไทยคนอื่นเข้ามาพัก นอกจากพวกผมด้วยล่ะครับ แต่ผมไม่ค่อยได้สนทนาประสาสมัคร สักเท่าไหร่ครับ โรงแรมนี้ผู้ดูแลใจดีมากครับ โดยปกติแล้วโรงแรมในญี่ปุ่น(เท่าที่ผมหาข้อมูลก่อนไปเที่ยว)จะให้เชคอินตอน3โมง-5โมงเย็นครับ ซึ่งจากการตอบจดหมายอิเลคทรอนิกส์กัน (ก็E-mailนั่นล่ะ จะพูดให้เป็นภาษาทางการทำไม) ทางโรงแรมได้บอกว่า ผมอาจจะสามารถเชคอินได้ตอนบ่าย2ครับ
แต่เมื่อผมไปถึง ก็พบว่าดีกว่าที่ผมคาดไว้ เนื่องจากห้องของโรงแรมว่างพอดี พวกผมเลยไม่ต้องกลับมาอีกรอบเพื่อเชคอินครับ แต่สามารถไปเดินเที่ยวได้เต็มอิ่มเลย(แผนตอนแรกคือมาฝากกระเป๋า แล้วไปเดินเล่นหลายๆที่ แล้วเดินกลับมาเชคอินอีกที)
จากนั้น ผมกับน้า และลุงญี่ปุ่นกับเพื่อนลุง ก็มุ่งหน้าสู่ Ueno Park หรือสวนอุเอโนะนั่นเองครับ
แต่เดี๋ยวก่อน....ระหว่างทางมันสามารถผ่าน Ameyoko Street ได้ครับ ซึ่งลุงก็พาพวกเราไปโดยที่พวกเรายังไม่ได้พูดด้วยซ้ำ ว่าจะแวะ แต่นั่นเป็น1ในเป้าหมายที่ผมตั้งใจจะไปอยู่แล้วล่ะครับ
ผมอาจจะลืมบอกไป แต่ทริปนี้ผมเป็นคนหาเส้นทางครับ เพราะฉะนั้นโดยมากแล้วผมจะเป็นคนกำหนดสถานที่ที่จะไป ส่วนข้อมูลผมก็ได้มาจากหนังสือเที่ยว ข้อมูลในเนต และข้อมูลที่มีแจกฟรีจากสถานทูตญี่ปุ่นครับ
แต่ Ameyoko Street นั้นต่างออกไปครับ ในหนังสือเขียนเหมือนสถานที่แห่งนี้เป็นเพียงทางผ่าน ตรงข้ามกับข้อมูลที่ผมได้มาจาก 3แหล่งข้างต้นที่ได้กล่าวไปแล้วครับ เพราะจากการได้สนทนาประสาอดีตนายก เอ้ย สนทนากับพี่พงคุง ทำให้ผมได้รู้ว่านี่เป็นหนึ่งในที่ที่ผมไม่ควรพลาดครับ เพราะมันเป็นที่เกิดเหตุการณ์ "ไม่ลด และไม่ขายแล้ว" ในบล็อกของพี่พงคุงครับ (อยากอ่านคลิก>> พฤติกรรมที่คุณไม่ควรทำบนผืนแผ่นดินญี่ปุ่น )
ซึ่งผมก็อยากรู้ว่าบรรดาพ่อค้าแม่ค้าในถนนเส้นนี้ จะดุจริงดังคำร่ำลือรึเปล่าเหมือนกันครับ ฮ่าๆๆ
หมายเหตุ : ป้ายเขียนว่าSakura Street แต่ผมมั่นใจภาพที่ถ่ายมาเป็นย่านอะเมโยโกะนะครับ อาจจะเป็นเพราะโซนเดียวกันเค้าเรียกหลายเส้นล่ะมั้งครับ หรือไม่ก็มีความหมายเดียวกันครับ
ระหว่างทางได้พบกับร้านขายผลไม้ร้านหนึ่ง ขายสับปะรดครับ หั่นตามยาว แล้วเสียบเป็นไม้ๆ ไม้ละ100เยน ถ้าตีเป็นเงินไทยล่ะก็ ราคานี้ปวดตับ ขยับใจ เพราะไม้แค่เนี้ย ตั้ง36.75บาท(ตามอัตราที่ผมแลกไป) แต่..ทำไงได้ครับ เห็นมันชุ่มฉ่ำขนาดนี้ ก็ลองซะหนึ่งไม้ครับ (คนละไม้ เพื่อความสะใจ)
ขออภัยที่ภาพเบลอ เพราะผมลืมปรับMacroครับ ภาพนี้ถ่ายของกินที่ถือเป็นภาพแรกๆ เลยยังไม่ชินครับ
รสชาติหวานฉ่ำมากๆครับ พูดแบบไม่อ้อมค้อม ผมว่าผมไม่เคยกินสับปะรดที่อร่อยขนาดนี้นะครับ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผมกินสัปปะรดไทยน้อยไป หรือเพราะสัปปะรดที่ขายในญี่ปุ่นเป็นสินค้าเกรดดีกว่ากันแน่ >> เพราะไม่แน่ว่าที่ผมกินไป อาจจะเป็นสัปปะรดนำเข้าจากไทยก็ได้
บรรดาตึกต่างๆในย่านนี้ครับ ซึ่งถนนสายนี้มีของขายเยอะมากๆครับ แต่ในวันแรกนี้พวกผมได้เดินผ่านๆเท่านั้น และพวกผมก็ตั้งเป้าหมายไว้ว่าพวกผมจะกลับมาเดินที่ถนนเส้นนี้อีกครั้ง....
หลังจากออกจากถนนอะเมโยโกะก็เดินเลาะตามถนนมาเรื่อยๆครับ ซึ่งวันที่ผมกำลังพูดถึงนี้เป็นวันเสาร์ครับ มนุษย์ญี่ปุ่นเยอะมากๆ แม้ทางเดินจะกว้างขนาดให้ช้างมาวิ่งเล่นได้หลายเชือก แต่คนก็เดินกันเต็มเนื้อที่ครับ
แม้แต่ในญี่ปุ่นก็ยังมี KFC << จริงๆผมรู้นานแล้วล่ะครับ แต่ไม่คิดว่าจะเจอเร็วขนาดนี้

เมื่อพูดถึงพาหนะเดินทางของคนญี่ปุ่น นอกจากรถและรถไฟฟ้าแล้ว ก็ต้องจักรยานครับ
น่าแปลกที่ไม่เห็นป้ายห้ามจอดแต่เขาก็จอดกัน (ผมไม่ได้พิมพ์ผิดนะครับ แต่จากที่อ่านมาจากบล็อกของพี่พงคุงเจ้าเก่า เห็นบอกว่าคนญี่ปุ่นชอบจอดตรงที่มีป้ายห้ามจอด
)
ขนาดรั้วข้างทางยังมีลวดลายเลยครับ
และแล้วก็มาถึงจนได้ครับ เห็นป้ายสีแดงเขียนอะไรไม่รู้ เราก็เดามั่วๆไปว่าอาจจะเกี่ยวกับการชมดอกซากุระครับ ฮ่าๆๆ 

อันนี้ถ่ายตรงทางเข้าครับ เห็นเป็นต้นที่สวยดี
ไหนใครบอกว่าดอกไม้บาน ต้นไม้ในรูปข้างล่างนี่แทบจะไม่มีใบเลยล่ะครับ แต่สังเกตดีๆนะครับจะเห็นคนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยเอาเสื่อหรือผ้าใบมาปูแล้วนั่งกันที่พื้นครับ ผมก็ไม่แน่ใจนะว่าเป็นของรัฐบาล ของสวน ของหน่วยงานไหน หรือว่าเป็นของแต่ละคนเอามาเอง แต่สีของผ้าหรือเสื่อที่เอามาปู มันเป็นโทนเดียวกันหมดเลยครับ แล้วส่วนใหญ่ที่เห็นก็จะเป็นสีฟ้า ผมเลยคิดเล่นๆว่าจะเป็นของที่รัฐจัดให้ในเทศกาลชมซากุระบานรึเปล่า
และแล้วก็ถึงภาพของซากุระครับ มุมนี้ยังไกลๆอยู่
ซากุระแบบเห็นเต็มๆตา
ลองมองใกล้ๆ ...นี่มันสีขาวชัดๆ ไม่ใช่สีชมพูซะหน่อย ใครบอกว่าซากุระสีชมพูกัน
(ผมมารู้ทีหลังว่ามีหลายพันธุ์ครับ ซากุระสีชมพูก็มีให้เห็นเหมือนกัน)
ส่องกล้องออกไปไกลๆ เหมือนจะเป็นวัดหรือศาลเจ้านะครับ(ไม่แน่ใจ)
ยากิโซบะ คนขายผัดกันมันส์มือมากครับ เพราะผัดทีเป็นกองๆ ไม่ใช่ค่อยๆผัดทีละจานแบบยากิโซบะบ้านเรา
ร้านขายของกินเยอะมากทั้งอาหารคาวและหวาน
ภาพนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่าคนญี่ปุ่นติดบุหรี่ครับ ขนาดลุงแกขายของอยู่ยังสูบบุหรี่ไปพลาง หยิบขนมรูปโดราเอมอนใส่ถุงไปพลาง
ภาพนี้ผมยังคงถ่ายพลาดอีกเช่นเคยครับ แต่เอามาให้ได้เห็นกันว่าเป็นโดราเอมอนจริงๆ 
มีร้านขายของสองข้างทางที่จะเดินไปศาลเจ้าเลยล่ะครับ
ผู้คนเนืองแน่นเลยล่ะครับ
หลังจากเบียดไต ไสม้ามกันไปจนเป็นที่พอใจแล้ว เราก็มาถึงสถานที่จุดธูปครับ ธูปที่นี่จะไม่เหมือนที่วัดในไทยครับ เพราะจะสั้นกว่า แต่หนากว่าด้วย(มีหลายดอกในมัดเดียว) และผมก็จุดธูปครับ
หลังจากฝ่าฝูงชนคนญี่ปุ่นอีกครั้ง ผมก็หลุดออกมาจากศาลเจ้าได้และเดินต่อมาเรื่อยๆครับ ผมไม่แน่ใจว่าที่ผมถ่ายมาเป็นภาพของอะไร(ไม่วัดก็ศาลเจ้าล่ะครับ) แต่ผมเห็นว่าสวยดีครับ
หลังจากนั้นก็เดินออกมาดูทิวทัศน์ด้านอื่นบ้าง
ป้ายนี้เขียนคล้ายๆตัวหนังสือจีนเลยล่ะครับ ผมเดาว่าเป็นคันจิ แต่ผมก็อ่านและแปลไม่ออกอยู่ดี เพราะไม่ใช่ตัวหนังสือจีนที่ผมรู้
(ยังมีหน้าประจานตนเองอีกว่าโง่
)
มุมไกลๆครับ
แล้วคราวนี้เราก็มาฝ่าฝูงชนอีกรอบ
ในสวนสาธารณะมีให้ถีบเรือเพื่อความโรแมนติกด้วยล่ะครับ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะถีบเรือทำไม เรือมันไปทำอะไรให้เจ็บแค้น ถ้าเรือมันมีเท้าคงอยากถีบคืน
(อ้าว ไม่ใช่ถีบแบบนั้นเหรอ!!)
มุมไกลๆของวัดหรือศาลเจ้าเมื่อกี้อีกรอบ
เริ่มเดินในถนนสายซากุระแล้วล่ะครับ ตรงนี้สวยงามมากๆ เพราะมีซากุระสองข้างทางเป็นทางยาวเลยล่ะครับ
...บนทางเดิน แห่งความฝันนี้ อาจไม่มีพรมแดงปูทาง... (อะคาเดมี่มาเชียว)
....แต่มีซากุระอยู่สองข้างทาง
มองออกไปตรงที่คนกำลังพายเรือ ถีบเรือกันอย่างมีความสุข เริ่มเห็นซากุระสีชมพูบ้างแล้วครับ
หลังจากนั้นก็ชมทิวทัศน์สวนอุเอโนะไปเรื่อยครับ
และแล้วก็ถึงทางออกครับ ซึ่งผมไม่ได้ถ่ายภาพมาซะด้วยสิ ฮ่าๆๆ
แต่ผมไม่จบลงดื้อๆแบบนี้หรอกครับ นั่นเพราะเรื่องมันยังไม่จบตรงนี้ เดี๋ยวจะไม่ต่อเนื่องกับตอนหน้า หลังจากนั้น เพื่อนของลุงญี่ปุ่นก็แยกตัวกลับไปก่อนครับ โดยที่เพื่อนของลุงนั่งแทกซี่ ส่วนลุงญี่ปุ่นก็นั่งแทกซี่เช่นเดียวกัน แต่ลุงไม่ได้นั่งคนเดียวครับ ให้พวกผมไปนั่งด้วย เพราะลุงต้องการไปส่งพวกผมที่โรงแรมก่อน
ตอนเดินก็เดินมา แต่ตอนกลับนั่งแทกซี่ครับ 
จริงๆผมก็คิดว่ามันเปลืองนะครับ แต่คุยกับน้าแล้วก็โอเค เพราะดูลุงจะชินและสะดวกกับแทกซี่พอสมควร ส่วนนึงอาจจะเป็นเพราะลุงอายุมากแล้วจะให้ไปเดินลุยๆอาจจะลำบากครับ พวกผมก็เลยโอเคขึ้นแทกซี่ครับ
มิเตอร์เริ่มต้นที่ 710 เยน ช่วงแรกเหมือนจะไหลช้าๆ แต่พอขึ้นทีก็เพิ่มอีก90หรือ180เยนเลยล่ะครับ ซึ่งจากการมั่วๆดูที่เบาะ และเดาๆภาษาญี่ปุ่น ผมเดาว่าเมื่อเวลาผ่านไปตามที่กำหนด(ไม่ได้จดมาว่ากี่นาที) จะขึ้น90เยน และถ้าระยะทางถึงที่กำหนดก็90เยนครับ เพราะฉะนั้นมันอาจจะขึ้นทีเดียว 180เยน เลยก็เป็นได้
และบนแทกซี่นั่นผมก็เห็นป้ายโฆษณาซีรีย์ฝรั่งด้วยล่ะครับ
Prison Break ...ไม่นึกว่าจะมาไกลถึงที่ญี่ปุ่นครับ ตอนนี้ที่อเมริกาใกล้อวสานแล้ว ผมดีใจมากที่ซีรีย์เรื่องนี้จะจบ เพราะมันออกทะเลไปไกลแล้ว
และเราก็กลับมาถึงโรงแรมโดยสวัสดิภาพครับ นี่เป็นสภาพเตียงที่ผมนอน แต่ตอนที่ถ่ายนี่ยังไม่ได้นอนนะครับ เดี๋ยวไปต่อ แวะกลับมานั่งพักเฉยๆ
ห้องน้ำ เนื้อที่เท่าอึ่งอ่างดิ้นตาย 
สำหรับ Sky In Tokyo ตอนหน้า จะเป็นครึ่งบ่ายของวันแรกในโตเกียวครับ
กับสถานที่ที่หลายคนน่าจะรู้จักกันดี Asakusa ครับ
ปล. สำนวนที่ผมใช้พิมพ์ในเอนทรี่นี้อาจจะมีเน้นความมันส์ไปหน่อย ยิงมุกเล็กน้อย หลุดหยาบไปบ้าง หากไม่ชอบหรือมันแป้กก็ขออภัยนะครับ ถ้ายังไงสามารถติชมได้ผ่านคอมเมนท์ เพื่อการปรับปรุงสำนวนที่ใช้ในเอนทรี่ต่อๆไปครับ
ปล2. ช่วงนี้มีงานที่รับอาสามาทำ และมีกำหนดส่งด้วย เพราะฉะนั้น ไม่แน่ว่า2-3สัปดาห์นี้ ผมอาจจะมาอัพน้อยลงนะครับ (แต่ถ้าอู้งานก็อาจจะยังเห็นผมอัพเหมือนเดิม
)
แล้วพบกันใหม่เอนทรี่หน้า (ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องโตเกียว)
สวัสดีครับ































































แท็กซี่แพงมากกกกกกกกกกกกกกก!!!
และสับปะรดน่ากิน *-*
#1 By Aelita~[-X-]~ on 2009-05-05 04:20