Sky In Tokyo : [Day1 Part2] Asakusa+Akihabara
posted on 23 May 2009 21:00 by mahado in SkyInTokyoสวัสดีครับมิตรรักแฟนบล็อกทุกท่าน วันนี้ผมกลับมาเขียนซีรีย์ Sky In Tokyo ต่อแล้วครับ
หากใครพลาดตอนที่แล้วไปสามารถติดตามได้จากลิงค์นี้ครับ
Sky In Tokyo : [Day1Part1] Ueno
จากควายเดิมตัวที่แล้ว เอ้ย ความเดิมตอนที่แล้ว ผมก็ได้แยกกับลุงญี่ปุ่นแล้วครับ โดยลุงญี่ปุ่นก็บอกให้ผมกับน้าพักให้มากๆ เพราะเดินทางมาตั้งแต่ตอนกลางคืน น่าจะเหนื่อยมาก วันแรกคงไม่ได้ไปไหนเท่าไหร่...
แต่ผมกับน้าไม่ได้คิดแบบนั้นครับ เพราะผมวางโปรแกรมการเที่ยวโตเกียวในวันแรกไว้เรียบร้อยแล้วครับ โดยแผนของวันแรกคือเที่ยวย่านที่ใกล้กับ UENOก่อน เพื่อให้ปรับตัวให้คุ้นกับการเดินทางครับ และเมื่อไม่มีลุงญี่ปุ่นแล้ว คราวนี้สองน้าหลานก็ต้องผจญภัยในโตเกียวกันเอง โดยที่ทั้งสองคนไม่สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้เลย
(พูดได้แค่... โอฮาโยะ คอนนิจิวะ คมบังวะ ซาโยนาระ อาริกาโตะ และ อิระไซมาเซ <<ซึ่งอันหลังคงไม่ได้ใช้..- -'')
พอได้นั่งพักขาในโรงแรมหลังจากเดินสวนอุเอโนะแล้ว ก็ถึงเวลาออกเดินทางต่อครับ ถ้าผมจำไม่ผิดจะเป็นเวลาเกือบๆบ่าย2โมง ซึ่งตามกำหนดการเดิม ผมยังไม่ได้เวลาเช็คอินเลยครับ เพราะที่โรงแรมใจดี ผมเลยสามารถไปเที่ยวได้ยาวโดยไม่ต้องห่วงว่าจะกลับมาเช็คอินไม่ทันอีก
เมื่อออกจากโรงแรมผมก็พบกับรถเมล์ญี่ปุ่นครับ สีสวยมาก โดยเฉพาะเมื่อนำมาเทียบกับรถเมล์บ้านเราซึ่งใช้มาไม่รู้กี่ปีแล้ว...
(แต่ก็แสดงให้เห็นว่าบ้านเราประหยัดและใช้ทรัพยากรที่มีจนหยดสุดท้าย
)
เนื่องจากผมไม่ได้ซื้อตั๋ว JR Rail Pass เหมือนที่หลายๆคนนิยมทำกัน ทำให้การเดินทางของผมส่วนใหญ่ใช้รถไฟใต้ดินครับ (Metro Line) ถ้ามีโอกาสผมจะมีแจ้งรายละเอียดอีกที แต่ผมขอเกริ่นนำไว้ก่อนว่าวิธีนี้ค่อนข้างประหยัด ถ้าไม่ได้เดินทางไปไกลจากโตเกียวมากนักครับ
และนี่คือตั๋วของรถไฟของญี่ปุ่นครับ นี่เป็นใบแรกที่ผมใช้เดินทางในญี่ปุ่นเลย ตัวหนังสือภาษาญี่ปุ่นที่อยู่หน้าตัวเลข160นั่น มันคือ อุเอโนะครับ (ผมไม่รู้ว่าอ่านว่าอะไร แต่ตัวหนังสือ2ตัวนี้คืออุเอโนะ โชคดีที่ผมรู้ภาษาจีนนิดหน่อยเลยจำง่ายขึ้นครับ
)
หลังจากนั้นผมก็ขึ้นรถไฟไป และหลังจากออกจากสถานีมาด้วยความงงๆนิดหน่อย ก็เดินไปถามทางคนอีกสักเล็กน้อย ก็พบว่าเดินตรงมาเรื่อยๆเดี๋ยวก็เจอวัดโคมแดงเองครับ ^^
และแล้วผมก็มาถึง หนึ่งในสถานที่ที่มีชื่อเสียงของประเทศญี่ปุ่น
ให้เห็นโคมกันชัดๆ
ก่อนเดินเข้าไปถึงตัววัดด้านในจะมีถนนให้เลือกซื้อของกิน และของที่ระลึกครับ ซึ่งผมก็ได้ติดไม้ติดมือกลับมานิดหน่อย เพราะยังไม่ชินกับค่าเงินเท่าไหร่ครับ(รู้สึกว่าของทุกอย่างแพงไปหมด)
ที่จริงผมถ่ายมาหลายภาพ แต่กลัวเนื้อหาจะยืดเยื้อเกินไปน่ะครับ ขอรวบรัดนิดนึงนะครับ... เมื่อเดินต่อมาเรื่อยๆ เราก็จะพบกับประตูอีกประตูนึงครับ ซึ่งตรงนี้2ข้างทางจะเริ่มเน้นไปที่ของกินครับ
ภาพด้านล่างนี้เป็นเหมือนผลไม้ชุบกับอะไรซักอย่างที่มันใสๆครับ << เดาเอาเองว่าเป็นน้ำเชื่อม จากนั้นก็วางบนน้ำแข็งครับ รสชาติคงจะหวานๆและสดชื่นน่าดู แต่ผมไม่ได้ทานนะครับ
(มัวแต่เพลิดเพลินตลอดทาง กว่าจะเดินเข้ามาถึงด้านในก็กินเวลาไปเยอะแล้วล่ะครับ)
ซึ่งจากป้ายจะเห็นได้ว่ามีเขียนว่า 200เยน แต่ถ้ามองทางด้านขวาสุดจะเห็นกล่องสีฟ้าอมเขียว อันนั้นเหมือนคนขายจะให้เล่นเกมครับ ซึ่ง200เยนคงจะเล่นได้1ครั้ง และอาจจะได้ขนมมากกว่า1ชิ้น

เห็นแล้วทำให้นึกถึงขนมโรตีสายไหมที่ขายหน้าโรงเรียนสมัยก่อนเลยล่ะครับ ที่หยอดเหรียญแล้วอาจจะได้กิน 1-5อัน นอกจากนี้ยังอาจจะได้รถแข่งทามิย่า เป็นรางวัลแทนอีก
(ที่พูดๆไปนี่...บ่งบอกอายุอย่างรุนแรง
)
อันนี้เป็นโคมที่อยู่ด้านข้างๆของโคมแดงครับ
ถ่ายย้อนกลับไปจากประตูแรกที่ผ่านมาครับ แทบจะมองไม่เห็นประตูเลย

และภาพนี้เป็น1ในภาพที่ผมชอบมากๆของทริปนี้ครับ ได้บรรยากาศความเป็นญี่ปุ่นดี และถ่ายเห็นท้องฟ้าด้วย ตอนแรกคิดว่าจะเอามาทำ Head Blog แต่ถ้าเอามาใช้ก็ต้องใช้ความสูงเท่านี้ด้วย ผมเลยไม่ใช้ครับ เดี๋ยวจะโหลดโหด(ลองCropแล้วรู้สึกไม่สวย
)
ถ่ายทางเข้าอีกสักที

รูปปั้นเทพสององค์ที่อยู่ตรงประตูทางเข้าครับ
ตรงนี้ยังอยู่นอกประตูเหมือนกันครับ ช่วงนี้มีเวลาถ่ายรูปเยอะ เพราะรอคุณน้าไปเข้าห้องน้ำ ซึ่งเดินไปไกลมากครับ
ป้ายที่เขียนคำอธิษฐานครับ
พระพุทธรูปในระแวกนั้น
และผมก็พบมุมถ่ายภาพสวยๆในบริเวณนั้นครับ
ถ่ายจนหนำใจเลยครับ แต่เอามาให้ดูแค่2ภาพ เพราะเกรงว่าจะโหลดโหดจนเกินไป จากนั้นผมก็เดินเข้ามาด้านในครับ ซึ่งเจดีย์เมื่อครู่ เห็นด้านข้างๆ ตอนนี้เป็นแบบตรงๆบ้างครับ 

(ถ่ายมาหลายภาพอีกเช่นกัน แต่ขอลงภาพเดียวครับ)
ถ่ายกลับมาที่ประตูทางออก
ตรงนี้เป็นที่ที่ให้ล้างมือล้างปากครับ
ในวัด....
ถ่ายกลับมาที่ประตู
จะเห็นว่าผมพยายามหลีกเลี่ยงการถ่ายภาพวัดด้านในให้เห็นชัดๆมา หลังจากที่บอกว่าเดินเข้าประตูครับ และนี่คือสาเหตุครับ....

น่าเสียดายมาก
(เข้าไปด้านในได้ แต่ด้านนอกกำลังปรับปรุงอยู่) ซึ่งตอนแรกผมจะไม่ถ่ายแล้วล่ะครับ แต่อีกที ถ่ายไว้เป็นที่ระทึก เอ้ย ระลึก ซะหน่อยก็ดี ว่าตอนที่ผมมากำลังปรับปรุงอยู่
อันนี้เป็นอีกฝั่งนึงครับ(ตรงข้ามกับเจดีย์)
ที่จริงผมมีแวะทานขนมร้านแถวๆนั้นด้วยเห็นคนต่อคิวเยอะมาก แต่ไม่ได้ถ่ายภาพขนมมาครับ ....
เนื่องจากช่วงวันแรกๆยังลืมนึกไปว่าควรจะรีวิวให้เห็นหน้าตาของของกินด้วย ต้องขออภัยมณี สินสมุทร สุดสาคร มา ณ ที่นี้ด้วย (ลากต่ออีกนิดคงมาทั้งเรื่อง)
เริ่มค่ำแล้วครับ เพราะเถลไถลอยู่กับตรงนี้มากไปหน่อย จะเห็นด้านว่าร้านต่างๆเริ่มเปิดไฟแล้ว
และนี่ประตูเทวรูปที่อยู่หน้าประตูแรกสุดครับ ตอนเดินเข้ามารอบแรกคนแน่นมาก ผมเลยลืมถ่าย ได้มาถ่ายรูปตอนจะกลับครับ
จากนั้นผมกับน้าก็เดินข้ามถนนมาซื้อบัตรโทรศัพท์ที่ร้านสะดวกซื้อร้านนี้ครับ (จะเห็นว่ามีโฆษณาโคนานด้วย<< โคนานเพราะมันไม่จบซะที)
หลังจากซื้อเสร็จผมกับน้า ก็วุ่นวายอยู่กับวิธีการใช้พักใหญ่ๆเลยล่ะครับ นับว่ายังโชคดีที่ศูนย์บริการข้อมูลของย่านAsakusa อยู่ระแวกนั้นพอดี เลยหาที่โทรศัพท์ได้ในศูนย์ พร้อมกับมีคนบอกวิธีใช้โทรศัพท์ครับ
โดยคนที่แนะนำวิธีการใช้เป็นคนญี่ปุ่น และเขาได้บอกว่ามีเพื่อนเป็นคนไทยเยอะมาก เลยพอพูดไทยได้นิดหน่อยด้วยครับ (แต่พวกเราคุยภาษาอังกฤษกับเขานะครับ)
หลังจากนั้นก็เดินออกมาครับ และพบว่ามีคนมารอต้อนรับผมกันเพียบ(มุกคุ้นๆมั้ยครับ << ยืมมุกคุณเด็กวัดจัง จอมทะเล้นมา คงไม่ว่ากันนะครับ 555) ซึ่งทุกคนมองไปที่เดียวกันครับ
ไม่ใช่มองผมครับ แต่เป็นสิ่งที่อยู่ข้างบนครับ ผมจึงมองบ้าง และพบกับสิ่งนี้ !!
เห็นแบบนี้...ไม่ใช่แค่หุ่นหรือรูปปั้นธรรมดานะครับ แต่เหมือนเป็นหุ่นขบวนแห่อะไรสักอย่างซึ่งขยับไปมาได้ มีเสียงเพลงด้วย ผมว่าสวยมากๆเลยล่ะครับ
หลังจากเพลิดเพลินได้สักระยะ ก็ได้เวลาเดินทางต่อครับ ซึ่งผมลังเลระหว่างหาของกินแล้วกลับโรงแรม กับไปอากิฮาบาระต่อ และแน่นอนว่าผมเลือกจะไปต่อครับ
ก่อนเดินทางออกจากAsakusa ขออีกสักภาพแล้วกัน
และจากคำแนะนำของศูนย์ท่องเที่ยว ทำให้ผมเปลี่ยนแผนนิดหน่อยครับ คือจากเดิมที่ต้องลงสถานีอากิฮาบาระ ก็ไปลงที่อีกสถานีนึงแทน(จำชื่อไม่ได้แล้วครับ
) แล้วใช้วิธีเดินเอาครับ เพราะไม่ต้องต่อรถ และเหมือนกับว่าเริ่มจากปลายๆทางของอากิฮาบาระ แล้วเดินเข้าตรงกลางน่ะครับ(ปกติถ้าลงตรงป้าย มันจะโผล่กลางอากิฮาบาระเลย)
สาเหตุที่ไม่ลงตรงป้ายก็เพราะ Akihabara มี JR ผ่านอย่างเดียว ส่วน Asakusa มี Metroอย่างเดียว ถ้าต่อรถจะเปลืองครับ (แต่UENO มีทั้งสองอย่าง แถมยังมี Keiseiกลับสนามบินด้วย นับว่าคิดถูกที่เลือกพักที่ UENO)
ต่อจากนี้จะเป็นการสาดรูปจำนวนนิดหน่อยครับ...
ผมกับน้าก็เดินในอากิฮาบาระกันเรื่อยเปื่อยครับ ผมแวะร้านขายของเกี่ยวกับการ์ตูนเป็นระยะๆ ทำให้น้าผมเซ็งมาก และย่านนี้ส่วนมากจะเป็นการ์ตูนกับเครื่องใช้ไฟฟ้าครับ ซึ่งน้าผมไม่ได้สนใจทั้งสองอย่าง เลยจบลงที่การรีบหาของกินและรีบกลับครับ
และเพราะตอนนั้นหิวมากเลยเขมือบด่วน ทำให้ไม่มีภาพครับ แต่ผมจำได้ว่าเป็นข้าวแกงกะหรี่บนห้างที่ดังๆของย่านนั้น(อาจจะมีภาพมาให้ดูในภายหลัง) ซึ่งหนังสือแนะนำมาครับ .....แต่ขอบอกว่าแพงปวดไส้ติ่งมาก ไว้ผมจะมาเขียนถึงอีกที เกี่ยวกับหนังสือที่ผมใช้เป็นข้อมูลในการเดินทางครั้งนี้ ซึ่งผมคงจะมีอะไรให้บ่นเพียบครับ....
และจากที่เคยได้ยินมา การสั่งอาหารจะสามารถเลือกขนาดได้ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันต่างกันแค่ไหน ด้วยความหิวจัดเลยลองสั่งข้าวแกงกะหรี่หมูทอดขนาดกลางครับ (ถ้าจำไม่ผิดจะมี 80g 120g 160gครับ ผมสั่ง120) ซึ่งถ้าเดาไม่ผิด 120g อาจจะเป็นปริมาณข้าวครับ เพราะตอนมาเสิร์ฟนี่ จานใหญ่มากๆ โอโมริเลยตรู
(ได้ข่าวว่าโอโมรินี่ขนาดใหญ่ แต่สั่งแค่ขนาดกลาง
)
ผมเคยอ่านจากบล็อกพี่พงคุง(เจ้าเก่า) ...หลังๆพาดพิงบ่อย แต่เขียนเรื่องญี่ปุ่น จะไม่พาดพิงก็กะไรอยู่ ...พี่เค้าเคยเปรียบเปรยไว้ว่าถ้าสั่งโอโมรินี่คือหิวจัดขนาดรับประทานกระบือได้ทั้งตัว แต่ถ้าสั่งเมกกะก็หิวจัดขนาดรับประทานกระบือได้2ตัว ....ตอนนั้นผมคิดว่าเป็นแค่ลีลาและสำนวนของพี่พงคุงเอาขำๆครับ....
แต่วันนั้นเองด้วยสภาพหิวจัด ผมสั่งขนาดกลาง(เพราะถ้าขนาดใหญ่ราคาจะแพงมาก) ตอนที่สั่งผมคิดว่าจานนั้นมันคงจะไม่ทำให้พยาธิในท้องของผมอิ่มได้หรอกครับ ไว้ไปหาของกินแถวๆUENOต่อ....
แต่พอได้ลองกินจริงๆแล้ว....จุกสุดๆ และเข็ดเลยครับ ถ้าจำไม่ผิดข้าวจะเหลือด้วย(ปกติผมไม่เคยทานเหลือ ...โดยเฉพาะจานแรก) นี่แค่จานกลาง....ถ้าโอโมริกับเมกกะ ใครกินคนเดียวได้หมดนี่อาจจะต้องหิวมากขนาดรับประทานกระบือกันได้จริงๆเลยล่ะครับ
(ตอนอ่านเอนทรี่นู้น....คิดเล่นๆว่าโอโมริคงชิวๆ เพราะผมเป็นคนกินจุครับ)
<หากมีคนกินได้หมดจริงๆก็ขออภัยมณี ศรีสุวรรณด้วยนะครับ ผมแซวเล่นขำๆ อย่าโกรธกันนะ 555>
และนี่เป็นตั๋วเดินทางกลับครับ
และแล้วเราก็กลับถึงอุเอโนะโดยสวัสดิภาพ นาฬิกาบอกเวลา2ทุ่มครึ่งพอดีเลยล่ะครับ ซึ่งการเดินทางในวันแรกก็หมดลงแต่เพียงเท่านี้ครับ
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย : OIOI เป็นห้างที่มีชื่อว่า มารุอิ หรือบางคนอาจจะอ่านว่ามารุย (Marui) นะครับ... ไม่ได้อ่านว่า โออิโออิ ....อย่าไปเปิ่นเหมือนผมกันนะครับ ข้อมูลนี้ได้มาจากลุงญี่ปุ่น ที่บอกผมว่าห้างนี้ไม่ได้อ่านว่าโออิโออิ แต่อ่านว่ามารุอิ
ส่วนที่มาของการอ่านแบบนี้ หลังจากได้กลับมาคุยกับพี่พงคุง(อีกแล้ว) พบว่า Maru แปลว่าวงกลมครับ เพราะฉะนั้นที่เห็นตัว O น่าจะหมายถึงวงกลมครับ
ภาพสุดท้ายนี่แถมครับ :
ในคืนวันแรกที่ญี่ปุ่น....ผมเปิดทีวีไปเจอการ์ตูนเรื่องนึง ให้ทายกันเล่นๆครับ ว่าภาพต่อไปนี้มาจากการ์ตูนเรื่องอะไร?? ใบ้ให้ว่าวันนั้นเป็นวันแรกที่ฉายการ์ตูนเรื่องนี้เลยล่ะครับ...และเชื่อว่าหลายคนน่าจะรู้จักครับ
<Edit ใบ้เพิ่มอีกนิด ...เป็นวันแรกที่ฉาย แต่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมได้รู้จักกับการ์ตูนเรื่องนี้ครับ
>
ยังไม่แน่ใจว่าจะเฉลยเอนทรี่หน้า หรือ เฉลยในเอนทรี่ที่เป็นซีรีย์ Sky In Tokyoตอนต่อไปนะครับ
(จริงๆแล้วเจตนาจะถ่ายชอตก่อนหน้านั้น...แต่กล้องมันเก็บภาพไม่ทัน เลยได้ชอตนี้ซึ่งเหมาะกับการเป็นปริศนามาแทน
แต่ภาพเฉลยรับรองว่าเห็นชัดแน่นอนครับ)
สำหรับเอนทรี่นี้ผมยังไม่มีของรางวัลใดๆแจกให้กับคนที่ตอบถูกครับ ถือว่าทดลองเล่นดูก่อน แต่ในเอนทรี่ถัดๆไปของซีรีย์ Sky In Tokyo ผมอาจจะมีของฝากจากญี่ปุ่นเล็กๆน้อยๆมาแจกเป็นครั้งคราวครับ
(หรือไม่ก็อาจจะรอถามและแจกรวบยอดทีเดียว เช่น เป็นเอนทรี่คำถามตอนจบซีรีย์ Sky In Tokyoครับ)
นอกจากคำถามให้ทายกันเล่นๆด้านบน ผมอยากจะถามคุณผู้อ่านทั้งหลายที่ติดตามบล็อกนี้อีกสักเล็กน้อยครับ
ในอนาคตอันใกล้นี้...ในซีรีย์Sky In Tokyoจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับ Odaiba ครับ ....ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผมกินลมชมวิวไปนานมาก ถ่ายภาพมาหลายร้อยภาพ...(ถ้าจำไม่ผิดจะมากกว่า500ภาพครับ) ซึ่งหลังจากคัดเลือกรูปแล้ว จะอยู่ที่ประมาณ200กว่าภาพ ซึ่งอาจจะต้องตัดลงไปอีก...
ผมเลยอยากจะถามว่า ท่านผู้อ่านทั้งหลายอยากให้ผมปล่อยภาพโอไดบะเยอะหน่อย แล้วยืดเรื่องSky In Tokyoออกไปอีกนิด หรือ...อยากให้ผมนำเสนอเฉพาะจุดสำคัญๆในโอไดบะ แล้วตัดรายละเอียดปลีกย่อยทิ้งไปครับ
(ผมอัพได้ทั้งสองแบบครับ เพราะถ้าเขียนโอไดบะนาน เรื่องอื่นๆก็ยืดต่อไปได้อีกครับ เพราะถ้าเขียนโอไดบะน้อยก็เกรงว่าจะอ่านกันไม่จุใจ แต่ถ้าเขียนยาวไป อาจจะเบื่อกันก่อนน่ะครับ)
ซึ่งเท่าที่ผมคัดภาพมา รู้สึกว่าจะมีอีกวันที่ผมมีภาพเยอะพอๆกับวันที่ไปโอไดบะครับ ผมอาจจะใช้เกณฑ์เดียวกันกับโอไดบะนะครับ(และมันจะยิ่งยาวเข้าไปอีก)
หมายเหตุ : ลิมิตการลงรูปของผมต่อเอนทรี่ จะพยายามไม่ให้เกิน60-70ภาพครับ อย่างเอนทรี่นี้มีเกือบๆ 50ภาพ(เตรียมไว้50กว่าๆ แต่ตัดเฉลยของคำถามทิ้งไปก่อนน่ะครับ) ผมคิดว่าแค่นี้ก็น่าจะโหลดโหดแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะเอา200กว่าภาพลง อย่างน้อยก็ต้อง3เอนทรี่ครับ (ซึ่งผมไม่ต้องกลัวจะไม่มีเรื่องให้อัพไปอีกนาน
)
ปล. ควันหลงจากเอนทรี่ที่แล้ว ..เรื่องของดาวทูโทนมีภาคต่อแน่นอนครับ
สำหรับ Sky In Tokyo : [Day1] ก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ครับ
ขอบคุณสำหรับทุกการติดตาม
ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับการทดลองเล่นเกมทายภาพขำๆ และ
ขอบคุณสำหรับการตอบคำถามที่เป็นแนวทางในการเขียน Sky In Tokyo ตอนต่อๆไปครับ
...To be continued...
แล้วพบกันใหม่เอนทรี่หน้า
สวัสดีครับ












































ว่าแต่ การ์ตูนนั่นเรื่องอะไรหรอ
#1 By NOT_KUNG on 2009-05-23 23:16