Analysis

รถไฟป้า มาหานะเธอ

posted on 16 Oct 2009 15:59 by mahado  in Analysis, To-Think

คำเตือน : ใครที่เข้ามาหวังจะอ่านรีวิวเรื่อง "รถไฟฟ้า มาหานะเธอ" อาจจะผิดหวังนะครับ เพราะผมไม่ได้พูดถึงหนังเรื่องนี้เลย และเอนทรี่นี้ชื่อว่า "รถไฟป้า มาหานะเธอ"

 

สวัสดีครับมิตรรักแฟนบล็อกทุกท่าน เอนทรี่นี้ผมจะมาพูดถึงเรื่องๆนึงที่ผมรู้สึกค้างคาใจหลังจากที่อ่านเอนทรี่นึงจบครับ เป็นเอนทรี่ของน้องHackerlife หรือ น้องสน นั่นเอง ประเด็นในเอนทรี่นั้นหลักๆแล้วจะเกี่ยวกับรถไฟครับซึ่งผมไม่ได้ค้างคาใจกับเรื่องของรถไฟหรอกครับ แต่ผมสะดุดกับเรื่องของ"คน"มากกว่า


ในเอนทรี่นั้นพออ่านจบผมก็เกิดข้อขัดแย้งในใจสูงมาก เพราะทั้งสองด้านก็มีสิ่งมารองรับการกระทำ ซึ่งในตอนนี้ผมก็คิดว่าผมได้ตัดสินใจเลือกข้างไปแล้วล่ะนะครับ แต่ผมก็ไม่ได้อยากจะเขียนเพื่อให้คนที่กำลังจะอ่านเอนทรี่นี้เชื่อผมไปซะทั้งหมดนะครับ เพราะมันก็เป็นเพียงมุมมองมุมหนึ่งของผมเท่านั้น ซึ่งบางประเด็นอาจจะสุดโต่งไปนิด เพราะฉะนั้นถ้าจะเริ่มอ่าน ผมอยากให้ทุกคนที่จะเริ่มอ่าน อ่านเอนทรี่นี้จนจบก่อนปิดหน้าจอไปนะครับ


สำหรับคนที่อยากอ่านเรื่องคร่าวๆ ผมขอสรุปเป็นประเด็นสั้นๆตามนี้เลยครับ


เด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นวัยแห่งการเสียสละเก้าอี้ให้กับ เด็ก สตรี และคนชราบนรถเมล์อย่างไม่ต้องสงสัย เสียเงินจำนวนหนึ่งเพื่อซื้อตั๋ว"นั่ง"บนรถไฟเอาไว้ หลังจากนั้นเมื่อถึงเวลาขึ้นรถไฟ เขาก็พบว่าที่นั่งของพวกเขาถูกคุณยายคนหนึ่งนั่งอยู่  เมื่อบอกว่าเป็นที่นั่งของตน กลับถูกหญิงชราตวาดว่า

"เป็นหนุ่มเป็นแน่น จะเสียสละให้คนแก่นั่งไม่ได้เหรอ"

นอกจากนั้นก็มีคุณป้าอีกคนพูดด้วยว่า

"งั้นมานั่งตรงนี้ เดี๋ยวพวกชั้นยืนเอง"

ซึ่งผมขอถือวิสาสะเดาว่า น่าจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกำลังบอกว่า

"พวกมึงเนี่ย ไม่เสียสละเลย"

และท้ายที่สุดแล้ว ป้ากับยายก็ไม่ได้ลุกแต่อย่างใด แต่น้องๆซึ่งเป็นเจ้าของที่ก็ไม่ได้นั่งในที่ที่จองไว้ตลอดการเดินทาง

 


เอาล่ะครับ เรื่องนี้คงจะไม่เป็นประเด็นตกค้างในใจของผมขึ้นมาหรอกครับ ถ้ามันเป็นแค่การนั่งรถเมล์ ซึ่งระยะทางไม่ได้ยาวนานมากนัก จากการอ่านในเอนทรี่นั้น ระยะทางมัน500กิโล ซึ่งผมได้หลังไมค์ไปถามน้องสนเกี่ยวกับระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางมา ก็ได้ความว่าราวๆ10ชั่วโมง

 

คนซื้อตั๋วนั่งต้องมายืนตลอดการเดินทาง10 ชั่วโมง ในขณะที่คนซื้อตั๋วยืน...มานั่งในที่ของคนอื่นตลอดการเดินทาง

 

ผมพิมพ์ประโยคข้างต้นแล้ว น่าจะพอเดากันได้ว่าผมโน้มเอียงไปในทิศทางไหน หลายๆคนอาจจะบอกว่าทำไมผมคิดแบบนี้แล้งน้ำใจจริงๆ แล้วจะให้คนแก่ยืนถึง10ชั่วโมงเลยหรือ อันนี้ไว้เดี๋ยวผมจะมาสรุปในตอนท้ายอีกที ขอให้อ่านกันจนจบก่อนแล้วกันนะครับ

 

 

เรื่องแรก : สิทธิ์


ถ้าคนที่ซื้อตั๋วนั่งมา ก็ต้องหวังจะได้นั่งอยู่แล้วล่ะครับ การเดินทางมันไม่ใช่ระยะเวลาสั้นๆ นี่มันตั้ง10ชั่วโมง คนที่ซื้อตั๋วยืนถ้าที่นั่งมันว่างจะนั่งก็ไม่แปลกอะไร แต่การที่เสียเงินมาน้อยกว่า แล้วมาริดรอนสิทธิ์ของผู้อื่น ผมคิดว่ามันไม่ถูกต้องนะครับ  (หรือต่อให้เสียเงินเท่ากันก็ตาม -- แต่อาจจะมาซื้อตั๋วช้ากว่า) แถมในกรณีข้างต้นยังมาด่าแถมท้ายอีกต่างหาก อย่างน้อยๆ ถ้าได้ตั๋วยืนเพราะตั๋วนั่งมันเต็ม ก็ต้องโทษที่ตนเองไม่มาจองตั๋วนั่งตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่ไปโทษที่คนซื้อตั๋วนั่ง ว่าไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษ ไม่รู้จักเสียสละให้นั่ง

 

สิ่งที่ป้าและยายสองคนนี้ทำ สำหรับผมแล้ว..ผมคิดว่ามันไม่ใช่การเรียกร้องขอให้เสียสละ แต่เป็นการใช้กติกู(ไม่ใช่กติกา)ในการบีบบังคับให้คน2คนต้องเสียสิทธิ์ของตนไป

 

ซึ่งผมขอมองว่านี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของการใช้อะไรบางอย่าง ในการเบียดเบียนสิทธิ์ของผู้อื่น ซึ่งในทางกฎหมายก็เช่นกัน ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์และเสรีภาพเท่าเทียมกัน แต่นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง จากหลายๆครั้งที่เราก็สามารถพบเห็นได้ว่ามีการ"อ้าง"การใช้สิทธิ์ของตนหรืออ้างอะไรบางอย่าง ในการไปเบียดเบียนสิทธิ์ของคนอื่น

สำหรับกรณีที่อ้างสิทธิ์ของตนไปเบียดเบียนสิทธิ์ของคนอื่นก็คงพูดได้เพียงว่า

"สิทธิ์มึงมี แล้วสิทธิ์กูล่ะ อยู่ไหน?"

ซึ่งเอาจริงๆแล้วในเคสนี้ ผมก็ไม่แน่ใจว่า ควรจะพูดว่าป้ากับยาย2คนนั้นมีสิทธิ์จริงหรือเปล่า?

 

 

เรื่องที่สอง : น้ำใจ และการเสียสละ


ใช่ครับ เรื่องของน้ำใจและการเสียสละ ถ้าจั่วหัวแบบนี้คงดูเหมือนว่าผมกำลังจะพูดถึงอีกมุมหนึ่ง ไปเข้าข้างฝ่ายยายกับป้า แต่เปล่าเลยครับ พอมาคิดถึงประเด็นนี้ผมกลับรู้สึกว่า ป้ากับยายนั่นล่ะ ที่ไม่มีน้ำใจ และไม่เสียสละบ้าง

 

โอเคครับ ผมยอมรับว่าคนชราน่าจะเมื่อยง่าย ร่างกายไม่แข็งแรง จะให้ไปยืนขาแข็ง เป็นอนุเสาวรีย์ขาชาธิปไตย ก็คงจะไม่ถูกต้องนัก แต่ป้ากับยายที่เข้าไปนั่งแทนที่ ไม่รู้สึกว่าต้องเสียสละให้เด็กหนุ่มกลุ่มนั้นกลับมานั่งพักขาชั่วคราวบ้างเลยหรือ .....คนเหมือนกัน ถึงจะแข็งแรงกว่า อายุน้อยกว่า ก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อยไม่เป็นนี่ครับ

 

ในจุดนี้ผมสมมติให้ที่นั่งตรงนี้เป็นที่นั่งของป้ากับยายไปแล้ว(เหมือนป้ากับยายถือตั๋วนั่ง เลขที่นั่งเดียวกันเลย เอ้า!!) ถ้าป้ากับยายมองว่าคนหนุ่มต้องเสียสละให้คนแก่นั่ง เมื่อถึงจุดๆนึงที่คนอายุน้อยกว่าเมื่อย แต่ตนเองนั่งมาพอแล้ว ไม่ควรจะเสียสละให้เค้านั่งบ้างสักครั้งเลยหรือ นี่มันกี่ชั่วโมงเข้าไปแล้ว การเดินทางสิบชั่วโมงนะป้า ไม่ใช่สิบนาที ยิ่งไปกว่านั้นพอคิดว่าเดิมทีที่นั่งไม่ใช่ของป้ากับยายสักนิด ป้ากับยายไม่มีความคิดที่จะลุกให้กับเจ้าของที่นั่งตัวจริงสักครั้งเลยหรือ

 

ถ้าจะบอกว่าป้ากับยายเมื่อย ....ทำไมไม่ไปขอนั่งต่อจากที่คนอื่นสลับกันบ้าง แล้วคืนเก้าอี้ให้เจ้าของเดิมเป็นระยะๆมันน่าจะดูถ้อยทีถ้อยอาศัยกว่ากันไม่ใช่เหรอ หรือเพราะว่าคนอื่นไม่ยอม หรือ ป้ากับยายคิดว่าไม่สามารถใช้ความน่าสงสาร น่าเห็นใจจากสายตาของประชาชนที่ไม่ต้องลุกให้ป้านั่งมากดดัน นอกจากกลุ่มคนอายุน้อยกว่ามากๆได้กันแน่

 

ผมคิดว่าเรื่องนี้มันคล้ายๆกับเรื่องที่พี่ภูภู่เคยเขียนไว้ ในเรื่องของการแซงคิว ....คือใช้ความน่าเห็นใจของตนเองหรือคนใกล้ตัว ในการปกปิดความผิดของตนเองที่จะริดรอนสิทธิ์ของผู้อื่น

 

 

เรื่องที่สาม : กฎหมู่


ผมคิดว่าการที่ป้ากับยายซึ่งมาแย่งที่นั่งของน้องๆไปนั้น กล้าที่จะตวาดเสียงดังๆ ก็เพราะรู้ว่าคนรอบข้างจะต้องส่งสายตาประณามหยามเหยียดไปที่คู่กรณีของป้ากับยาย ด้วยความที่คู่กรณีดูหนุ่มแน่นกว่า แข็งแรงกว่า แต่ถ้าลองตรองดูดีๆ ก็อาจจะพบว่าป้ากับยายกำลังตีสีหน้าแบบคิระ และคิดในใจว่า "เป็นไปตามแผน" เพราะตอนที่ป้ากับยายนั่งลงไปก่อน ยังไม่ทันเห็นด้วยซ้ำว่าคู่กรณีเป็นใคร

 

ถ้าหากจะมองกันจริงๆแล้ว การซื้อตั๋วรถไฟถือว่าคล้ายกับตั๋วชมภาพยนตร์นะครับ ถ้าเราตีตั๋วเลือกที่นั่งชมภาพยนตร์เข้าไปแล้ว อยู่ดีๆมีคนจากไหนไม่รู้มานั่งที่ของเรา แบบนี้ควรจะรู้สึกยังไงล่ะครับ จากที่เราซื้อตั๋วมานั่งดูหนัง กลายเป็นต้องยืนดูหนังตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งมันไม่ใช่หนัง2ชั่วโมง แต่เป็นหนังม้วนยาว 10ชั่วโมงซะด้วยสิ

 

ถ้าจะให้พูดแบบแรงๆ อาจจะพูดว่านี่เป็นการ"ขโมย"ด้วยซ้ำไปครับ เพราะมันไม่ใช่ตั๋วรถเมล์ หรือรถไฟฟ้านะ ที่ทุกคนจ่ายเงินเท่ากัน แล้วขึ้นไปลุ้นว่าจะได้นั่งหรือยืน จะมีคนลุกให้มั้ย แต่นี่คือทุกคนซื้อสิทธิ์ในเก้าอี้ของตัวเองไว้ ถ้าเราไปนั่งในที่ของคนอื่น ควรจะคิดถึงคนที่โดนแย่งที่ไปบ้างสิ ว่าแล้วเค้าจะไปนั่งตรงไหน

 

แต่ผมก็เชื่อว่าด้วยสภาพแวดล้อมรอบข้าง มันน่าจะเป็นใจให้ ป้าและยาย2คนนั้นดูมี"ความชอบทำ(ไม่ใช่ธรรม)" ในการกระทำขึ้นมาเป็นกองเลยล่ะครับ ซึ่งกรณีนี้ถ้าเปรียบเทียบอีกก็คงคล้ายๆกับกรณีเด็กขโมยของในร้านเจ๊เล้งเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งเรื่องกลายเป็นว่าเจ๊เล้งต้องโดนด่าเสียอีก ทั้งๆที่เด็กเป็นคนขโมยแท้ๆ และคนที่มารุมด่า หรือส่งสายตาหยามเหยียดทั้งหลายนั้น ไม่ได้มาร่วมเป็นผู้เสียสละ หรือได้รับความเสียหายเลยแม้แต่น้อย แต่ใช้กรอบของตนเองตัดสินไปแล้วว่า คนที่อ่อนแอกว่า หรือดูน่าสงสารกว่า สมควรได้รับการเยียวยามากกว่าเสมอ

 

 

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ไม่ใช่ผมจะบอกว่าไม่ควรลุกให้คนชรานั่งนะครับ ผมแค่ต้องการจะให้มองในอีกมุมหนึ่ง นอกเหนือจากคำว่าน้ำใจและเสียสละ.... เพราะบางครั้งสิ่งที่เรียกว่าน้ำใจ และเสียสละนั้น มันอาจจะแค่ถูกเคลือบไว้บางๆ ถ้าหากเป็นน้ำใจและการเสียสละจริงๆ มันควรจะมีระดับของมันอยู่บ้าง อย่างน้อยก็เรื่องของความเต็มใจ และการค่อยพูดค่อยจา ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ผมเชื่อว่า ถ้าสลับกันนั่ง หรือเปลี่ยนไปนั่งที่อื่นบ้างยังน่าจะพอเรียกว่าน้ำใจ หรือ เสียสละได้ แต่การยึดที่นั่งของคนอื่นไปดื้อๆ(10ชั่วโมง)แล้วด่าซ้ำ แบบนี้มันน่าจะเรียกว่าการเอาเปรียบคนอื่นมากกว่าครับ 

 

 

หมายเหตุ : เอนทรี่นี้ผมไม่ได้จะเขียนขึ้นมาเพื่อล่อเป้าหรือหาเรื่องนะครับ หากเอนทรี่นี้ทำให้ใครไม่พอใจ ผมก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย


หมายเหตุ2 : ผมเชื่อว่า ถ้าผมเป็นน้องๆกลุ่มนั้นและเจอเหตุการณ์แบบนี้ ด้วยนิสัยของผม ผมก็คงจะไม่ได้นั่งล่ะครับ

 

 

แล้วพบกันใหม่เอนทรี่หน้า

 

สวัสดีครับ