Fiction

[Review] : นิทานของกระดาษ

posted on 30 Jul 2009 02:57 by mahado  in Fiction, To-Think

หมายเหตุ : ผมได้ทำการเปลี่ยน Head Blog แล้ว เพื่อการแสดงผลที่ถูกต้อง กรุณากด F5 ครับ

 

สวัสดีครับมิตรรักแฟนบล็อกทุกท่าน หลังจากที่เอนทรี่ที่แล้วผมได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากมาย(ขอบคุณสำหรับทุกคำติชม และทุกดาวที่ให้มานะครับ) ผมก็หายหน้าหายเนตรไปร่วม20กว่าวัน จากที่อัพบล็อกรายสัปดาห์ เริ่มจะกลายเป็นบล็อกรายปักษ์และรายเดือนเข้าไปทุกทีๆ ส่วนนึงเพราะช่วงที่ผ่านมาผมติดสอบครับ และเมื่อวานนี้ก็เป็นวันสอบวันสุดท้ายซึ่งเป็นวิชาที่ยากและใช้เวลาอ่านนานที่สุดด้วยครับ

 

นั่นก็แปลว่าหลังจากนี้ผมจะว่างจากการอ่านหนังสือสอบชั่วคราวครับ  แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมมีเวลาว่างมาอัพบล็อกมากขึ้นเลยล่ะครับ เพราะสัปดาห์หน้ามีรายงานต้องพรีเซนต์ 2วิชา ซึ่งจากการสอบในช่วง2สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้งานชิ้นนึงยังไม่ได้เริ่ม ส่วนอีกชิ้นยังไม่เสร็จเลยล่ะครับ  และยังมีการบ้านอีกวิชานึงที่จะต้องส่งในวันจันทร์ครับ ส่วนสัปดาห์ถัดๆไปก็มีงานต้องส่งรายสัปดาห์ครับไปจนถึงสอบไฟนอลเลย อาจจะทำให้หายหน้าหายตาไปตลอดเทอมก็เป็นได้ครับ

 

 


เอาล่ะครับเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาของเพื่อนๆที่คลิกเข้ามา ผมขอเริ่มเนื้อหาของวันนี้เลยแล้วกันครับ

 

 

 

สืบเนื่องจาก "นิทานของกระดาษ" ในเอนทรี่ที่แล้วที่ผมได้อัพไป ผมไม่สามารถเจาะประเด็นต่างๆได้ครับ เพราะถ้าใส่ลงไปจะทำให้เนื้อหาในเอนทรี่ยาวเกินไป และคนอ่านอาจจะเบื่อกับการอ่านกันซะก่อน ผมเลยเลือกที่จะจบไว้แบบนั้น และทิ้งท้ายไว้แค่ประโยคเดียวซึ่งเป็นประเด็นในตอนจบเรื่อง คือ

"โลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ การมีข้อบกพร่องไม่ได้แปลว่าไม่มีค่าในตนเอง"

 

แต่จริงๆแล้วในนิทานของกระดาษ ผมได้พยายามใส่เนื้อหาและประเด็นลงไปมากกว่าที่สรุปไว้ครับ อันที่จริงเอนทรี่นี้ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เป็นบทเฉลยของเนื้อหาสักเท่าไหร่นะครับ เพราะมันก็เป็นแค่แง่มุมที่ผมตีความ จากการที่ผมพยายามสอดแทรกหลายๆสิ่งลงไปเท่านั้นเองครับ

 

มีผู้กำกับคนหนึ่งเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า "เมื่อหนังออกสู่สายตาของคนดู มันก็เป็นหนังของคนดูแล้ว" ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าเมื่อหนังฉายแล้ว คนดูแต่ละคนก็ตีความกันไปต่างๆนานา ไม่ใช่เท่าที่ผู้กำกับและคนเขียนบทคิดไว้ในตอนแรกเท่านั้น

 

ผมเองก็อยากที่จะให้คนที่ได้อ่าน"นิทานของกระดาษ"ในเอนทรี่ที่แล้ว เก็บประเด็นต่างๆที่ตีความเอาไว้ดังเดิมครับ และถือซะว่าเอนทรี่นี้เป็นการรีวิวบทความในเอนทรี่ที่แล้ว เหมือนกับที่ผมเคยเขียนรีวิวหนังหลายๆเรื่อง นี่เป็นเพียงมุมมองจากผมในวันและเวลานี้เท่านั้น มันอาจจะไม่ใช่ทั้งหมดที่ผมเคยคิดไว้ (เพราะผมอาจจะลืมพิมพ์ลงมาในเอนทรี่นี้) และ มันอาจจะไม่ตรงกับที่คนอ่านหลายๆคนคิดนะครับ

 

 

--ถ้ามองว่ากระดาษเป็นคน--

 

กระดาษ >> เริ่มต้นมามีสีขาวทั้งตัว จะว่าไปก็อาจจะคล้ายๆกับผ้าขาวที่ถูกเปรียบเทียบกับเด็ก ที่รอการแต่งแต้มสีสันต่างๆมากมาย การออกมาผจญภัยของกระดาษก็เหมือนกับการเรียนรู้สิ่งต่างๆนั่นเอง

 

ดินสอ >> วันใดวันหนึ่งอาจจะมีคนให้ร้ายเรา ว่าร้ายเรา หรือทำร้ายเราโดยที่เราไม่ได้ทำอะไรให้ หรือไม่เคยรู้จักกันมาก่อนก็เป็นได้

 

ยางลบ >> เช่นเดียวกันกับดินสอ บนโลกใบนี้ก็อาจจะมีคนที่ยอมเสียสละตนเอง อุทิศตนเพื่อคนอื่นแบบยางลบก็เป็นได้ เพราะการลบแต่ละครั้งของยางลบนอกจากจะต้องใช้แรงกายของยางลบแล้ว ยังทำให้ยางลบก้อนเล็กลงอีกด้วย

 

กองกระดาษสีขาวสนิท >> สังคมอันโหดร้าย...กระดาษไม่ได้ทำอะไรผิด เพียงแต่โดนดินสอขีดเขียนมาก็ถูกขับไล่ออกจากกลุ่ม ทั้งๆที่กระดาษเป็นผู้ถูกกระทำ แต่กลับต้องมารับกรรมที่ดินสอก่อไว้ โลกใบนี้อาจจะไม่ยุติธรรมกับคนที่ไม่ได้ทำอะไรผิดเสมอไป และคนในสังคมจำนวนไม่น้อยก็เป็นเหมือนกับกองกระดาษสีขาวนี่ล่ะ

 

ในอีกมุมหนึ่ง...กระดาษสีขาวกองนี้ก็อาจจะจัดว่าเป็นพวกมือถือสากปากถือศีล ก็เป็นได้ เพราะกระดาษมีไว้เพื่อให้ดินสอ ปากกา หรือน้ำหมึกต่างๆ ขีดเขียนลงไป แต่กระดาษที่อยู่รวมเป็นกลุ่มก้อนกลับลืมตัว และรักษาความสะอาดของตน จนลืมนึกไปว่า หากกระดาษมีแต่สีขาวสนิทแล้วจะมีคุณค่าได้อย่างไร นอกเสียจากเป็นกระดาษที่ว่างเปล่า ...นอกจากนี้ในบทความก็ไม่ได้ระบุไว้ว่าดินสอนั้นได้ขีดเขียนความรู้ ภาพศิลปะที่สวยงามลงไป หรือ เขียนมั่วซั่วเพื่อความเลอะเทอะบนตัวของกระดาษ จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าคุณค่าของกระดาษแผ่นนี้ลดลงหรือเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม กระดาษแผ่นนี้ก็ไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไป เพราะมันก็ได้ทำหน้าที่ของมันไปแล้ว

 

การลบและการตัด >> คนเราไม่สามารถลบอดีตให้หมดจดได้ ยังไงเสียก็ยังเหลือคราบของความเป็นตัวตนเก่าอยู่เหมือนกับร่องรอยจางๆที่อยู่บนตัวของกระดาษ และการพยายามตัดบางสิ่งบางอย่างออกจากชีวิตอาจจะต้องทำให้ตนเองเจ็บปวดอย่างมากก็เป็นได้ สิ่งที่หลงเหลืออยู่อาจจะเป็นบาดแผลที่ลึกยิ่งกว่ารอยจางๆ และอาจจะหนักหนากว่าการเปรอะเปื้อนไปด้วยรอยดินสอเสียอีก

 

การปฏิเสธการเป็นกระดาษReuse >> บางสิ่งบางอย่างที่เรามีอยู่ เป็นอยู่ อาจจะมีคุณค่าอยู่แล้ว เพียงแต่เรามองไม่เห็น และการทำบางอย่างเพื่อหนีปัญหาหรือประชดปัญหาที่เป็นอยู่ อาจจะทำให้คุณค่าในตัวเราลดลงไปอีก อย่างไรก็ดีการเป็นโมบายในตอนสุดท้ายก็แสดงให้เห็นว่าไม่เพียงแต่การลดคุณค่าเท่านั้น สิ่งที่เรามีอยู่ก็สามารถเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเราได้เช่นเดียวกัน

 

 

--ถ้ามองว่ากระดาษเป็นสังคมหรือประเทศ--

 

ถ้ากระดาษ1แผ่นแทนด้วยสังคมใดสังคมหนึ่ง หรือประเทศใดสักประเทศหนึ่ง แรกเริ่มเดิมทีความเป็นปึกแผ่นของประเทศนั้นอาจจะมีอย่างเหนียวแน่น เหมือนเป็นกระดาษสีขาวแผ่นเดียวกัน ต่อมาเมื่อประเทศเติบโตก็เหมือนกับที่คนออกไปผจญโลกกว้าง ก็เปรียบเหมือนกระดาษสีขาวที่ต้องมีความรู้และประสบการณ์มากขึ้น ซึ่งนั่นอาจจะทำให้มีคราบหมึกและรอยดินสออยู่บนแผ่นกระดาษมากมาย ตามแต่ประสบการณ์และความรู้ที่ได้รับ

 

หากประเทศเป็นกระดาษขาวที่ไม่มีสีอื่นๆเจือปนหรือขีดเขียนลงไป ก็จะเป็นได้เพียงแค่กระดาษเปล่า ซึ่งไม่มีการพัฒนาคุณค่าใดๆจนกว่าจะมีการนำไปดัดแปลงหรือขีดเขียนต่อในอนาคต ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในสังคมและประเทศก็เช่นเดียวกัน แรกเริ่มเดิมทีอาจจะไม่ได้รับการยอมรับ และอาจจะถูกกำจัดทิ้ง เช่นเดียวกับการใช้ยางลบ ซึ่งนั่นก็จะทำให้สังคมหรือประเทศได้รับความบอบช้ำ เหมือนการมีร่องรอยของขุยบนตัวกระดาษ นอกจากนี้คราบดินสอหรือตัวแทนแห่งการคิดต่างและการเปลี่ยนแปลงจะไม่หายไปจนหมด อย่างไรเสียมันก็จะยังมีคราบจางๆคงไว้บนตัวกระดาษต่อไป

 

ซึ่งหากกระดาษตัดสินใจใช้กรรไกรตัดส่วนที่เป็นสีที่ต่างกันออกไป ก็จะเหมือนเป็นสังคมและประเทศที่ไม่เท่าเดิม เช่นเดียวกับกระดาษที่ไม่เต็มแผ่นเช่นกัน หากใครคิดต่างก็ให้ไปตั้งก๊ก ตั้งประเทศใหม่ ตั้งสังคมใหม่ ก็เปรียบได้กับกระดาษที่ถูกตัดขาด และคุณค่าที่คงเหลือในตัวกระดาษก็จะไม่เท่ากับตอนเป็นกระดาษเต็มแผ่นอีกต่อไป

 

...

หากประเทศใดจะเป็นประเทศที่มีคุณค่าเหมือนกระดาษที่เต็มแผ่น ก็ควรมีความสมัครสมานสามัคคี ไม่ใช่คิดแต่จะกำจัดคนคิดต่างออกจากประเทศหรือสังคม เพราะถ้าทำเช่นนั้น ก็คงจะทำให้ประเทศหรือสังคม ไม่ต่างอะไรกับกระดาษที่ขาดแล้วแผ่นนึง

...

 


เอาล่ะครับ แค่นี้คงพอหอมปากหอมคอนะครับ ผมไม่แน่ใจว่าผมตกประเด็นไหนที่คิดไว้ไปรึเปล่า ถ้ามีประเด็นที่น่าสนใจหลงเหลือไว้ผมมาต่อโอกาสถัดไปแล้วกันครับ สำหรับผู้อ่าน ถ้าอ่านแล้วได้แนวคิดหรือประเด็นใดจากนิทานของกระดาษ ก็พิมพ์ไว้ในคอมเมนท์ได้นะครับ ^^


และก่อนจะจบเอนทรี่นี้ผมขอพูดถึงสิ่งที่ผมไม่ได้อัพไปครั้งที่แล้วเกี่ยวกับ "นิทานของกระดาษ" ครับ นั่นคือ...จริงๆแล้วผมเขียนตอนจบไว้4แบบครับ ซึ่งครั้งที่แล้วผมเรียกว่าเป็น Extended Edition นั่นเพราะนำไปเทียบกับตอนจบอีกแบบซึ่งสั้นกว่าครับ

 

แต่นอกจากสองแบบแรกแล้ว ผมยังมี Alternate ending ที่ไม่ได้เขียนถึงอีกสองแบบ ซึ่งคิดว่าจะยังเก็บไว้เผื่อนำไปใช้ต่อยอดในอนาคตครับ (แต่ก็ลองเล่าให้บางคนฟังไปแล้ว) ซึ่งตอนจบที่เหลือไม่ใช่ตอนจบที่ Happy Ending แบบตอนจบที่อ่านๆกันไปแล้วครับ เพราะเดิมทีผมตั้งใจจะให้นิทานของกระดาษออกมาแนวมืดมนครับ

 

 

ปล. ถึงช่วงนี้จะมีการบ้านที่ต้องทำ แต่เย็นนี้ผมอาจจะแวะไปงาน A BOOK ครับ ถ้าผมได้ไปคงจะได้เจอกับหลายๆคนนะครับ (ที่แน่ๆมีหนังสือหลายเล่มที่ผมจะไปซื้อจากงานนี้) << จริงๆแล้วผมอยากไปตั้งหลายวันแล้ว แต่อ่านหนังสือไม่ทันเลยไม่ได้ไปครับ

 

ปล2. อ่าน"บั่นทอนปัญญา สามัญประจำบ้าน" ของพี่ภูภู่จบแล้ว ถ้ามีโอกาสอาจจะมาเขียนรีวิวถึงนะครับ

 

ปล3. สำหรับรีวิวหนัง ช่วงนี้อาจจะไม่ได้อัพนะครับ(ปีนี้อาจจะสรุปรวบยอดตอนสิ้นปีไปเลย - -'')

 

 

และก่อนจบเอนทรี่นี้ผมขอทิ้งท้ายไว้สักเล็กน้อยเหมือนเช่นเคยครับ

 

"ถ้ากระดาษมีเพียงสีใดสีหนึ่งเพียงสีเดียวทั้งแผ่น ก็คงเป็นแค่กระดาษสีที่ว่างเปล่า

ความแตกต่างของสีต่างๆบนกระดาษ เป็นสิ่งที่ทำให้กระดาษนั้นมีความหมาย"

 

แล้วพบกันใหม่เอนทรี่หน้า

 

สวัสดีครับ