เรียนคณิตศาสตร์อย่างคนมีกึ๋น [Tag]
posted on 18 Oct 2008 02:13 by mahado in Exteen, Math, MyLifeคำเตือน : ยาวมาก หากสนใจหัวข้อไหน ควรเลือกอ่านเป็นหัวข้อๆไป นอกเสียจากว่าสนใจจะเข้ามาเรียนMathจริงๆครับ (หากใครไม่สนใจเนื้อหาส่วนไหน จะข้ามไปอ่านข้อต่อไปก็ได้นะครับ)
EDIT : แก้ไขโดยนำ Scroll Bar ออกแล้วครับ ตามคำแนะนำของ พี่Eddy(ผมเลยนำของที่Saveไว้เดิมมาลงใหม่ครับ ^^)
================================================================
กติกา:
1. copy กติกาของแท็กคนมีกึ๋นไปใส่ไว้ในเอ็นทรี่
2. ตั้งชื่อเอ็นทรี่เป็น "Tag เรียน....อย่างคนมีกึ๋น" <-- ใส่ชื่อคณะหรือเอกที่คุณเรียนลงไป
3. ตอบคำถาม 5 ข้อต่อไปนี้
- ตอนนี้กำลังเรียนคณะอะไร สาขาอะไรอยู่?
- สาขาที่เรียน เรียนยังไง เรียนอะไรบ้าง?
- สาขาที่เรียนเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง?
- บอกเคล็ดลับการเรียนในสาขานี้อย่างคนมีกึ๋นมา 1 ข้อ
- อยากบอกน้องๆ ที่จะเลือกคณะนี้ว่า??
4. พิมพ์ชื่อ Tags ให้ไปอยู่ในหมวดหมู่ของคณะตัวเอง เช่น มนุษยศาสตร์ นิติศาสตร์ ฯลฯ
รวมถึงหมวดหมู่ Admission เพื่อให้น้องๆ ที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ได้เข้าไปเลือกอ่านได้ตามความสนใจ จากนั้นอย่าลืม.. ส่ง tag ต่อ
================================================================
ก่อนอื่นเลย ผมคงต้องบอกว่าผมไม่คิดว่าผมเป็นคนที่มีกึ๋นในการเรียนสาขาคณิตศาสตร์สักเท่าไหร่นะครับ หากตรงไหนข้อมูลผิดพลาด ผู้รู้ท่านอื่นสามารถชี้แนะให้ผมแก้ไขในข้อมูลได้นะครับ (เพื่อนๆภาคแมทคนไหน กำลังอ่านบล็อกอยู่ ช่วยๆกันเสริมข้อมูลด้วยนะครับ)
1. ตอนนี้กำลังเรียนคณะอะไร สาขาอะไรอยู่?
ตอนนี้ผมกำลังเรียนปริญญาโทที่ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี หลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศทางธุรกิจ(IT) สาขาวิชาระบบสารสนเทศทางการจัดการ (Management Information System : MIS) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครับ
ซึ่งเอนทรี่นี้ผมจะไม่พูดถึงหลักสูตรที่ผมกำลังเรียนอยู่ เพราะผมไม่คิดว่าผมจะให้คำแนะนำได้ดีนัก เนื่องจากยังเรียนได้ไม่ถึงปีเลยครับ(และไม่รู้ว่าจะไปรอดรึเปล่าด้วย T-T)
ดังนั้น...ผมจะย้อนเวลากลับไปเมื่อปีที่แล้วครับ ผมจะยังเป็นนิสิตระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่4 คณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาคณิตศาสตร์ สาขาวิชาคณิตศาสตร์ จุฬาฯ (ปัจจุบันเป็นบัณฑิตไปแล้ว << แก่ 5555)
สาเหตุที่ผมต้องพิมพ์ภาคและสาขา ก็เพราะว่า ภาควิชาคณิตศาสตร์ มีอีก1สาขา คือ สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ครับ สามารถอ่านได้จาก บล็อกของน้องน๊อต นะครับ ^^
ข้อสังเกต : สาขาที่เรียนอยู่ในปัจจุบัน กับ สาขาคณิตศาสตร์ ถ้าดูจากชื่อแล้วก็คงจะสรุปได้ว่า มันไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน แต่ไว้ผมจะพูดถึงในช่วงท้ายนะครับ
2. สาขาที่เรียน เรียนยังไง เรียนอะไรบ้าง?
เรียนโดยการเข้าห้องเลคเชอร์เป็นหลักครับ และมีแบบฝึกหัดให้กลับไปทำเป็นการบ้าน ซึ่ง...เมื่อเทียบกับสาขาอื่นๆในคณะวิทยาศาสตร์แล้ว สาขาคณิตศาสตร์ น่าจะเป็นสาขาที่มีLabน้อยที่สุด
ถ้าเป็นเด็กเคมีก็อยู่กับแลบเคมี เด็กฟิสิกส์ก็มีแลบฟิสิกส์ เด็กชีวะก็มีแลบชีวะ เด็กคอมก็มีแลบคอม แต่เด็กแมท.....ไม่ได้มีแลบเหล่านั้นครับ
เคยมีอาจารย์ท่านนึงพูดว่า แลบของเด็กแมท เป็นแลบเคลื่อนที่ ขอแค่มี กระดาษ ดินสอ(หรือปากกา) และโจทย์(ซึ่งในบางกรณีโจทย์อาจจะติดอยู่ในหัวแล้วไม่ต้องพก...) นั่นล่ะครับอุปกรณ์ทำแลบของเด็กแมท หมั่นทำ หมั่นฝึกฝน ไปเรื่อยๆ (แต่ผมไม่เคยทำอย่างที่กล่าวมาได้...- -'')
เนื้อหาที่เรียน ก็มีวิชาพื้นฐานคณะวิทย์ครับ แคล ฟิ เค็ม(เคมี) คอม และชีวะ
-แคลคูลัส >> ขอไปกล่าวในส่วนของวิชาสาขาครับ
-ฟิสิกส์ >> เป็นวิชาที่ผมได้ F มาตัวนึง(ฟิสิกส์2) ซึ่งเป็น F ตัวแรก และตัวเดียวของผมตั้งแต่เกิดมาครับ....
-เคมี >> โชคดีที่หลักสูตรของผมตอนนั้นเรียนแค่ตัวเดียว ก็ยังพอถูไถผ่านไปได้ครับ
-คอม >> จะเป็นคอมเบื้องต้นครับ ซึ่งจะมีเขียน Flow Chart เขียนภาษา C <<ตรงนี้ใครสนใจสามารถไปเรียนพวกภาษา JAVA ต่อได้ด้วยครับ มีวิชาเลือกให้เลือก
-ชีวะ >> หลักสูตรผมเป็นรุ่นแรกที่ชีวะมีการจับแยก สายชีวะกับสายกายภาพ(เด็กฟิสิกส์ กับ เด็กแมท อยู่ฝั่งนี้แน่นอน ส่วนสาขาอื่นผมจำไม่ได้ครับ) ทำให้เนื้อหาชีวะน้อยลง แต่ก็ใช่ว่ามันจะง่ายไปซะทั้งหมด ไงๆซะก็ต้องท่อง และเข้าใจครับ (โชคดีที่มีส่วนที่อาจารย์อธิบายให้ใช้ความเข้าใจอยู่บ้าง ไม่ใช่ท่องจำเพียวๆ)
ซึ่งวิชาข้างต้น ถ้าไม่นับแคลคูลัสจะมีแลบทั้งหมด
...แลบฟิสิกส์ เป็นแลบที่มักจะต้องแข่งกับเวลา เพราะหลายครั้งเกือบทำไม่ทัน
(เท่าที่ผมจำฉายาได้ จะมีแลบดังๆ เช่น พิณมรณะ กงล้ออเวจี >> แต่ละชื่อ น่าเรียนทั้งนั้นใช่มั้ยครับ)
....แลบเคมี แล้วคุณจะรู้ว่า...ค่าERROR 500% มันเป็นยังไง
...แลบชีวะ ตั้งแต่ส่องกล้องจุลทรรศน์ ไปจนถึงผ่ากบ
...แลบคอม ชั่วโมงเล่นเนต เอ้ย ไม่ใช่!! เป็นแลบที่ฝึกเขียนโปรแกรมด้วยภาษาCครับ
และเมื่อเรียนวิชาพื้นฐานหมด ก็จะต้องเรียนวิชาของสาขาคณิตศาสตร์แล้วล่ะครับ ก่อนอื่นเลยขอบอกว่าผมเองก็ไม่ได้เชี่ยวชาญทุกสาขาของคณิตศาสตร์(ถ้าให้ไล่สาขาที่มีอยู่ ผมคิดว่าผมไล่ได้ไม่ครบ) ผมจะจำได้แค่วิชาที่ผมเรียนนั้นคือวิชาอะไร
ส่วนสาขาของวิชาจริงๆ ผมคิดว่ามันแยกย่อยได้เยอะ แต่สำหรับตัวผมเอง ผมจะขอแยกสายตามความถนัดของผมครับ (ซึ่งไม่น่าจะเป็นมาตรฐานเท่าไหร่)
หมายเหตุ : สายและสาขาของคณิตศาสตร์ที่ผมพูดถึงอยู่นี้ ไม่ได้มีแบ่งแยกย่อยเป็นภาค เป็นสาขา หรือ เป็นเอก อยู่จริงนะครับ แต่เป็นการนำมาพูดถึง เพราะส่วนมากการเน้นไปสายใดสายหนึ่งจะอยู่ที่การเลือกเรียนวิชาที่อยากจะลงครับ ซึ่งจะมีดังต่อไปนี้
วิชาพื้นฐานการพิสูจน์
จริงๆหัวข้อนี้มันไม่ใช่สายวิชาหรอกครับ แล้วก็ไม่มีสิทธิ์เลือกด้วย แต่มันเป็นสิ่งที่จะต้องเรียนทุกคน สำหรับคนที่เรียนแมท ....ซึ่งแค่วิชาพื้นฐานการพิสูจน์ก็อาจจะเห็นรำไรแล้วล่ะครับ ว่าบางคนอาจจะไม่เหมาะกับแมท แต่ยังไม่ต้องห่วงนะครับ เพราะบางคนที่ไม่ชอบการพิสูจน์ ก็อาจจะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคไปจนจบได้
วิชาในหัวข้อนี้คือ :
Math Model Reason ซึ่งจะเรียนเกี่ยวกับพื้นฐานการพิสูจน์แบบง่ายๆ
Prin Math ซึ่ง Prin มาจาก Principleครับ นั่นก็คือ หลักคณิตศาสตร์นั่นเอง วิชานี้จะเป็นการพิสูจน์ที่เข้มข้นขึ้น จัดได้ว่าเป็นวิชาที่ยากมากๆวิชานึงเลยล่ะครับ (สำหรับตอนที่เรียน แต่หลังจากนั้นมันจะยากกว่านี้ 555)
สายแคลฯ(Calculus)
สายนี้จริงๆผมแยกเป็น2ประเภทนะครับ คือ แคลที่ใช้การพิสูจน์ กับ แคลที่ไม่ใช้การพิสูจน์ (จริงๆเค้าไม่ได้แบ่งกันแบบนี้ แต่ผมแบ่งแบบนี้เพื่อความสะดวกในการเล่าครับ)
แคลที่ไม่ใช้การพิสูจน์ ก็มักจะเป็นแคลพื้นฐานครับ ซึ่งเป็นวิชาบังคับของคณะ หรือ สาขาอื่นๆที่ไม่ใช่แมท นั่นก็คือ Cal1จนถึงCal3 (Cal3 ยังมีภาคอื่นที่ต้องเรียนอีก ส่วนสาขาร่วมภาคอย่างวิทยาการคอมก็หนีแคล3ไม่พ้นเช่นกัน)
แคลที่ใช้การพิสูจน์ ก็มีตัวอย่าง คือ วิชา Cal4 กับ Analysis ...ซึ่งถ้าเป็นวิชาหลังมันจะเป็นการพิสูจน์แคลคูลัสครับ มีความยากอยู่ในระดับตำนานครับ ตอนที่ผมเรียน รุ่นพี่จะบอกว่าวิชานี้ยากที่สุดครับ
ที่จริงยังมีแคลอื่นๆด้วยสำหรับผม จริงๆมันจัดเป็นสายวิชาของแคลได้เลยด้วยนะครับ แต่ผมไม่จัดตามนั้น นั่นคือวิชา Differential Equation หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า ดิฟอีเคว ครับ
ซึ่งหลังจากปรับหลักสูตร(รุ่นผมรุ่นแรก อีกเช่นกัน) เด็กแมทจะต้องเรียน Intro to Partial Differential Equation ด้วยครับ ซึ่งผมคิดว่าไอ้วิชานี้แหละ บอสใหญ่ครับ ผมคิดว่ามันยากกว่าAnalysisอีก ...- -'' (รุ่นพี่ไม่เคยโดนบังคับเรียน มันเลยไม่เคยเป็นตำนานของภาคมาก่อน <<ซึ่งเพื่อนผมหลายคนโหวตว่าวิชานี้ยากกว่าAnalysis)
วิชานี้...ผมได้ยินมาว่าแต่เดิมมันเคยเป็นวิชาบังคับของคณะวิศวะ สาขาอะไรสักอย่างนี่ล่ะครับ แต่อาจารย์ที่วิศวะสาขานั้น ก็พูดประมาณว่า ไม่รู้จะให้เรียนไปทำไม มันยากเกินไป ให้วิศวะเอาไปใช้ก็พอ
อาจจะด้วยการกลัวไม่มีผู้สืบทอด วิชานี้เลยถูกโอนมาเป็นของเด็กแมทครับ ซึ่ง....ในตัวเนื้อหา ผมรู้สึกว่ามันเหมือนจะมีฟิสิกส์มาปนๆอยู่ด้วยครับ T-T (ตอนนี้จำไม่ค่อยได้ละ จำได้แค่มันยาก)
สายอัลจีบร้า(Algebra)
ถ้าไม่นับพื้นฐานการพิสูจน์ นี่เป็นสายที่ผมชอบที่สุดแล้วล่ะครับ วิชาที่บังคับให้เรียนในสายนี้ก็จะมี Linear Algebra กับ Abstract Algebra ครับ (จริงๆอาจจะมีอีก แต่เอาที่ผมนึกออกตอนนี้น่ะครับ) วิชาในสายนี้จะเป็นการพิสูจน์แทบทั้งนั้น ซึ่งจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับแคลเลย
ซึ่งวิชานี้จะเป็นโจทย์แนวพิสูจน์ ให้เราคิดครับ ว่าทำยังไงจึงจะพิสูจน์ทฤษฎีนี้ได้
ดังนั้นการเรียนคณิตศาสตร์ ไม่ได้เพียงแต่ต้องรู้ว่าความจริงที่มีอยู่คืออะไร แต่ต้องรู้ด้วยว่าที่มาของมัน มายังไง ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์เหมือนกันทุกครั้งที่ทำ แต่ต้องพิสูจน์ได้ว่ามันเป็นจริงหรือเป็นเท็จ หรือ ไม่สามารถสรุปได้
และเหตุผลที่นำมาใช้ในการพิสูจน์นั้น จะต้องเป็นเหตุผลที่ใช้ได้ ไม่ใช่อ้างมาเฉยๆ(การใช้ตัวอย่าง ว่า 1จริง 2จริง 3จริง ไม่สามารถบอกได้ว่า 4 5 6 จะจริงตามไปด้วย)
ซึ่งกระบวนการพิสูจน์ จะทำให้เราพัฒนาความสามารถทางการคิดวิเคราะห์ และคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลครับ
สายอื่นๆ
เช่น Prob/Stat เป็นวิชาบังคับของคณะเลยล่ะครับ ก็จะเรียนเกี่ยวกับ ความน่าจะเป็นและสถิติ ซึ่งเป็น1ในวิชาที่ผมไม่ชอบครับ ...แต่พอขึ้นป.โท(สายIT) ก็ยังต้องใช้Statอยู่ดี = =''
3. สาขาที่เรียนเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง?
คำถามนี้โดนบ่อยมากครับ
"จบMathไปทำอะไรได้มั่ง"
คำถามนี้จะว่าตอบง่ายก็ง่าย ตอบยากก็ยาก ....เพราะจริงๆ ตามความคิดของผม มันทำได้หลายอย่างมากๆเลยครับ แต่เพื่อนผมส่วนใหญ่จะเรียนต่อกันนะ....
ผมขอพูดถึงสาขาที่ไปเรียนต่อกันก่อนละกันนะครับ
1.คณิตศาสตร์ - ต่อแมทเหมือนเดิมนั่นเองครับ ซึ่งผมคงไม่ลงรายละเอียดล่ะนะ
2.วิทยาการคณนา - รู้สึกว่าจะเรียนปนๆกันคอมกับแมท ได้ยินว่าเป็นพวก แมทประยุกต์ ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจข้อมูลตรงนี้ ใครสนใจก็ลองไปหาข้อมูลดูละกันนะครับ (ถ้าเข้ามาเรียนแมทแล้วสนใจจะต่อทางนี้ เดี๋ยวก็น่าจะรู้เอง)
3.คณิตศาสตร์ประกันภัย - สายนี้ไม่ใช่จบมาขายประกันนะครับ แต่เป็นสายที่จะคำนวณความเสี่ยงครับ ถ้าตามที่ผมรู้มา ในกรณีของบริษัทประกันนั้นจะมีการคำนวณเบี้ยประกันครับ เช่น กรณีที่ผู้เอาประกัน(คนที่ไปทำประกัน)เป็นเพศชาย อายุ35ปี ควรจะต้องเก็บเบี้ยประกันเท่าไหร่ต่อปี บริษัทจึงจะคุ้ม
4.เศรษฐศาสตร์ - ผมไม่เชี่ยวเท่าไหร่ว่านำไปใช้อะไรได้บ้าง แต่เห็นเพื่อนไปต่อ
5.ไฟแนนซ์ - ผมก็ไม่ค่อยเชี่ยวเช่นกัน แต่สายนี้มีเด็กแมทสนใจจะไปต่อกันเยอะอยู่เหมือนกันครับ (ในกลุ่มเพื่อนๆที่ผมสนิทๆ ส่วนมากจะต่อคณิตศาสตร์ประกันภัยกัน)
6.ตระกูลคอมทั้งหลายแหล่ - เช่น วิทยาการคอม(ไม่รู้ว่าของโทเรียกเหมือนเดิมมั้ย) ITแบบที่ผมกำลังเรียนอยู่ และอาจจะมีคอมอื่นๆอีก ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นเพราะLogicของแมทกับคอมมันไปด้วยกันได้นะครับ การจะข้ามสายมันก็ไม่ได้วุ่นวายมาก ถ้ามีพื้นฐานวิชาทางคอมๆมาดี
7.ครุศาสตร์ - แน่นอนครับ หลายคนที่มาเรียนแมท ส่วนนึงก็อยากจะเป็นครูอยู่แล้ว ผมเองตอนที่สอบเอนทรานซ์เข้ามา ผมก็เลือกครุศาสตร์ไว้นะครับ เพราะผมเคยอยากเป็นครูครับ แต่พอมาเรียนแมทไปได้สักระยะหนึ่ง ผมก็เปลี่ยนใจไปชอบสายอื่นมากกว่าครับ (ขอโม้ๆ ....ตอนผมสอบเอนท์ ผมได้คะแนนวิชา"วัดแววครู" Top ประเทศด้วยล่ะครับ ^^)
และสาขาอื่นๆอีกมากมาย รุ่นพี่ผมบางคนไปต่อนิเทศ ก็มีครับ ผมว่าจบMathไปมันทำได้หลายอย่างนะ มันเหมือนเราเรียนสายวิชาการ ซึ่งพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล แล้วนำไปประยุกต์ใช้กับสิ่งต่างๆต่อได้น่ะครับ
ผมคิดว่าไม่ใช่ทุกคนหรอกครับที่เรียนแล้วจะได้ทำอาชีพตรงตามสาขาที่เรียนมา ดังนั้นจึงไม่น่ากังวลอะไร เพราะการเรียนหาความรู้ที่เป็นเชิงวิชาการ ก็ช่วยเพิ่มทักษะต่างๆให้กับเราได้ครับ
ในกรณีที่คิดจะทำงานเลย
ผมก็เชื่อว่ามีที่ให้เด็กแมททำงานได้เยอะครับ เอาแบบตรงๆหน่อยก็ ครู ติวเตอร์ นักวิชาการ หรือ ซาราริมังตามบริษัทต่างๆ
ซึ่งบางคนอาจจะบอกว่าจะไปเป็นพนักงานกินเงินเดือนได้ยังไง ผมอยากจะบอกว่า...ได้ครับ ผมขอพูดถึงตัวอย่างจากเหตุการณ์ช่วงที่ผมกำลังจะจบแล้วกันนะครับ
1.วันปัจฉิมนิเทศ มีรุ่นพี่มาแนะนำว่าหลังจากจบแล้วจะทำอะไรต่อ บลาๆ และท้ายที่สุด เขาก็ให้เบอร์ติดต่อไว้ รวมถึงบอกว่าหากอยากไปทำงานที่ธนาคารแห่งหนึ่ง ให้ติดต่อไปแล้วนำใบส่งไปได้เลย เพราะเค้าอยากได้สาขานี้ไปจำนวนหนึ่ง(ประมาณว่าพิจารณาเป็นพิเศษ)
2.บริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งถ้าผมพูดชื่อบริษัทไปแล้วหลายคนคงจะร้องอ๋อ ....ได้เบอร์ผมและเพื่อนๆหลายคนไป ก็ได้โทรมาเชื้อเชิญให้ไปสัมภาษณ์ หรือ ไปเข้าค่ายอะไรสักอย่าง ด้วยอารมณ์ประมาณว่า แทบจะรับไปทำงานเลยล่ะครับ ถ้าเราสนใจเขา ซึ่งในตอนแรกผมก็แบ่งรับแบ่งสู้นะ เพราะตอนนั้นกำลังสอบเข้า ITอยู่(ซึ่งโอกาสติด...ดูริบหรี่ๆ เพราะคนเข้าสอบเยอะ)
หลังจากที่ผมสอบติดแล้ว ผมก็ไม่คิดจะไปทำงานที่บริษัทนั้นแล้วน่ะครับ แต่เรียกได้ว่าบริษัทแห่งนั้นโทรมาหาผมไม่ต่ำกว่า2รอบแน่ๆ ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าเขาโทรไปหาคนอื่นแบบนี้บ้างมั้ย (หมายถึงสาขาผม และสาขาอื่นๆด้วยน่ะ ไม่แน่ใจว่าเข้าข้างสาขาตัวเองมากไปมั้ย อาจจะไปหาคนจากสาขาอื่นในวิธีการเดียวกัน)
ผมคิดว่าเด็กแมทไม่ตกงานหรอกครับ ถ้าไม่เลือกงานมากนัก แต่ก็ต้องไปสมัครงานในช่วงที่เป็นเทศกาลสมัครงานด้วยนะครับ << เพื่อนผมบางคนสมัครงานช้า ทำให้ไม่ได้งาน เพราะบางบริษัทเขารับคนที่สมัครก่อนไปแล้ว(ช่วงที่มีคนจบการศึกษากันเยอะๆน่ะ)
4. บอกเคล็ดลับการเรียนในสาขานี้อย่างคนมีกึ๋นมา 1 ข้อ
ข้อเดียวอาจจะไม่พอครับ ผมขอสาธยายเลยแล้วกันนะ
1.เกาะกลุ่มกันเรียน จัดกลุ่มกันติว เพื่อนสำคัญมากๆ
ถ้าน้องเป็นเทพแห่งคณิตศาสตร์มาจุติ น้องจะเรียนคนเดียวก็ไม่มีใครว่าหรอกครับน้อง งานกลุ่มก็ไม่มีด้วย น้องสามารถอยู่คนเดียวได้ แต่ตามปกติแล้วมันจะต้องมีบางส่วนของแมทที่เราไม่ชอบอยู่แน่ๆครับ
ในกรณีของผม ผมถนัดสายอัลจีบร้ากับการพิสูจน์ มากกว่าแคล ทำให้ผมแตกต่างจากคนหมู่มากอยู่พอควร
คือ...วิชาที่เป็นสายพิสูจน์ผมจะได้ประมาณอันดับกลางๆของห้อง หรือ ค่อนไปทางต้นๆในบางวิชา(ต้นในที่นี้ ต้องตัดพวกเทพมาจุติก่อนนะครับ<<ซึ่งในรุ่นผมเป็นรุ่นที่มีเทพเยอะมาก)
แต่สายแคลน่ะเหรอครับ .....ดิฟอีเควผมได้บ๊วย(ถ้าจำไม่ผิด 10/40) แคล2คนอื่นเรียนกันชิวๆ แต่ผมต้องถอนมาเรียนซัมเมอร์ เพราะได้9.5/50 เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ผมเกลียดมากแต่ต้องเจอบ่อยๆ
ซึ่งการให้เพื่อนช่วยติวมันสามารถช่วยได้เยอะนะครับ เทอมหลังๆ(หลังจากมีติว)คะแนนผมไม่ค่อยหลุดจากกลุ่มซักเท่าไหร่ นอกจากเป็นวิชาที่ไม่ถนัดจริงๆนั่นล่ะ แต่ถึงจะหลุดมารั้งท้าย ก็ยังเกาะๆกันจนผ่านไปได้ครับ
ถ้าช่วยๆกันติวกับเพื่อนตามวิชาที่ตัวเองถนัด หรือเกาะให้เพื่อนเทพๆมาช่วยติวได้ ก็จะเป็นการดีครับ
**ตรงนี้ขอเสริมเล็กน้อย...สำหรับผม ผมคิดว่าผมโชคดีที่เพื่อนยอมสละเวลามาติวให้ และเกาะกลุ่มกันเหนียวแน่นจนจบ ถ้าไม่มีเพื่อนๆช่วยติวป่านนี้อาจจะยังเรียนปี5อยู่**
2.ความเข้าใจคือสิ่งสำคัญที่สุด
ไม่ว่าน้องจะเลคเชอร์ไว้เยอะแค่ไหน มีชีททุกฉบับที่อาจารย์แจก ซีรอกซ์เลคเชอร์ของเพื่อนๆไว้ แต่ถ้าน้องไม่เข้าใจ น้องก็ทำข้อสอบไม่ได้อยู่ดีครับ ที่พูดนี่ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้จด ยังไงก็ต้องจดไว้อ่านบ้าง แต่ต้องกลับมาทบทวนและทำความเข้าใจครับ (ซึ่งผมก็ไม่ค่อยได้ทำอีกเช่นกัน = ='')
เพราะสิ่งที่อาจารย์พิสูจน์ให้ดูวันนี้ วันหน้าอาจารย์จะยกมาใช้ พิสูจน์เรื่องต่อๆไป ถ้าน้องไม่เข้าใจอันแรก น้องอาจจะไม่เข้าใจทั้งหมด และหลุดจากวงโคจรไปในที่สุด ซึ่งมันอาจจะส่งผลให้เรียนไม่รู้เรื่องไปตลอดบทนั้น หรือเทอมนั้นเลยก็ได้ (อาจจะไม่ตลอดเทอมก็ได้ เพราะอาจจะเสร็จข้อสอบตั้งแต่มิดเทอม)
และสิ่งที่อาจารย์พิสูจน์ให้ดูบางอย่าง มันอาจจะกลายมาเป็นข้อสอบ บางทีมันอาจจะเป็นหัวข้อง่ายๆ ที่เราเอาไปใช้กันจนถือว่ามันจริง แต่ถ้าอาจารย์เอาข้อนั้นมาออก ก็อาจจะตัวแข็งได้เหมือนกัน
(ตัวแข็ง = นิ่งอึ้ง ทำอะไรไม่ถูก)
3.ฝึก ฝึก ฝึก และฝึก
ไม่มีอะไรมากครับ น้องต้องฝึกทำโจทย์ ฝึกพิสูจน์บ่อยๆ ในขณะที่ฝึก รอบแรกๆอาจจะเปิดเฉลยดูไปด้วยได้ แต่หลังจากนั้นต้องปิดเฉลย แล้วเขียนให้ถูกครับ ซึ่งถ้าขาดความเข้าใจแล้วคงทำไม่ได้หรอก และเนื่องจากการสอบของวิชาพิสูจน์ทั้งหลายแหล่นั้น ส่วนมากก็จะเป็นแนวๆพิสูจน์ทั้งนั้น ดูเผินๆแล้วเนื้อหามันไม่เยอะหรอกครับ แต่ถ้าเราไม่เข้าใจ ทำไม่ได้ก่อนเข้าห้องสอบ พอเข้าห้องสอบมันก็ทำไม่ได้อยู่ดีครับ
4.รอบคอบไว้ก่อนเป็นดี
ในการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์นั้น หลายสิ่งหลายอย่าง ไม่สามารถข้ามเงื่อนไขบางเงื่อนไขได้ครับ การพิสูจน์จำเป็นต้องให้ครบทุกกรณีที่โจทย์ถาม หรือทฤษฎีว่าไว้ ซึ่งตรงนี้ถ้าทำไม่ครบ ก็จะเหมือนเราทำแค่ครึ่งเดียว และในบางวิชาเช่น วิชาพื้นฐานการพิสูจน์ทั้งหลายแหล่ ตรงจุดนี้จะเป็นจุดที่ซีเรียสมาก
บางข้อ...แค่ขาดเงื่อนไขเล็กๆ ห้อยท้ายประโยค3ตัวอักษร สิ่งที่เราเขียนมาทั้งหน้าก็อาจจะไม่มีผล และข้อนั้นก็อาจจะได้ 0 คะแนนกลับมาครับ
5.ลงวิชาเลือกที่มีสาระบ้าง อย่าสนใจแต่เก็บAง่ายๆ
เพราะMathเป็นสายวิชาการ เราจึงควรไปแสวงหาความรู้อื่นๆเพิ่มเติมเช่น กฎหมาย บัญชีเบื้องต้น และวิชาอื่นๆที่น่าสนใจ ในรั้วมหาวิทยาลัยเป็นสถานที่ที่อุดมไปด้วยความรู้ครับ(ถึงได้เรียกว่าอุดมศึกษา)
ดังนั้นหากเราอยากรู้อะไรเราก็ไปนั่งเรียนครับ ทุกวันนี้ที่ผมย้ายสายมาเรียนด้านITได้ ส่วนนึงเป็นเพราะวิชาเลือกนะครับ (วิชาเลือกทำให้ผมเจอสาขานี้ และวิชาเลือกทำให้ผมสามารถประยุกต์ความรู้บางอย่างมาใช้ในสาขานี้ได้)
5. อยากบอกน้องๆ ที่จะเลือกคณะนี้ว่า??
น้องๆควรจะคิดดีๆก่อนเลือก เพราะไม่งั้นจะเป็นแบบพี่ T-T เอ๊ย ไม่ใช่
....(จริงๆแล้วจนถึงวันนี้ผมยังไม่รู้สึกเสียใจที่เลือกเรียนแมทเลยนะครับ เพราะรู้สึกว่าเรียนแล้วได้อะไรเยอะดี)
ที่บอกให้คิดดีๆก่อนเลือก เพราะ การเรียนคณิตศาสตร์มันไม่ใช่การเรียนเลขครับ มันไม่ใช่การมาบวกลบคูณหาร มันคือการพิสูจน์ มันคือแคล มันคือตรรกะทั้งหลายแหล่ ซึ่งถ้าน้องเข้าใจว่าน้องเรียนคณิตศาสตร์ม.ปลายได้คะแนนดี ชอบเลข พี่คิดว่าแค่นั้นมันอาจจะทำให้เข้ามาเรียนได้ แต่อาจจะไม่พอในการเรียนให้จบครับ
น้องต้องรักคณิตศาสตร์จริงๆ มีความอยากรู้อยากเรียนในด้านนี้ ไม่ใช่แค่คิดเลขเร็วแล้วจะเรียนได้ครับ
แค่ใช้และจำวิชามารทั้งหลายที่มีตามสถาบันกวดวิชาทั่วไปได้ มันเอามาใช้ในการเรียนแมทไม่ได้หรอกครับ
"ถึงจะมีสูตรลัดร้อยล้านสูตรในสมอง แต่ไม่เข้าใจหลักคณิตศาสตร์
ก็สู้คนที่เข้าใจหลักของคณิตศาสตร์แต่ไม่มีสูตรลัด ไม่ได้อยู่ดี"
ในกรณีของผม.... ผมเลือกคณิตศาสตร์ เพราะ ผมชอบการพิสูจน์มาตั้งแต่เลขเสริมตอนม.ต้น ผมชอบตรรกศาสตร์ แม้ว่าผมจะไม่ชอบแคล แต่ผมก็เคยได้ยินมาว่าเด็กแมทเน้นการพิสูจน์ ผมเลยตัดสินใจเลือก
ในกรณีของเพื่อนๆส่วนใหญ่ที่ผมถามมา.... เลือกคณิตศาสตร์ เพราะชอบคณิตศาสตร์ที่ไม่ใช่การพิสูจน์ ชอบแคลคูลัส ชอบการคำนวณ ชอบโจทย์เลข ซึ่งนั่นมันก็ไม่ใช่ทั้งหมดของการเรียนคณิตศาสตร์ในมหาวิทยาลัยครับ
<<ทำให้ผมมีกำลังใจที่จะเรียนต่อ แม้บางวิชาจะได้ที่โหล่ รองโหล่ ติด1ใน5จากสุดท้าย แต่มันก็มีบางวิชาที่ผมได้เยอะ(แต่ก็ไม่เยอะเท่ากับพวกเทพๆหรอกนะครับ)
แต่ถ้าเป็นไปได้ เป็นแบบคนทั่วไปก็อาจจะดีกว่า เพราะไม่ต้องมานั่งลุ้นในวิชาที่คนอื่นเค้าทำได้กัน สำหรับผมแค่เกาะมีนไปเรื่อยๆจนเรียนจบ ก็อาจจะพอแล้วล่ะครับ
และท้ายที่สุดนี้ผมขอจบด้วย.....จำนวนคนที่เข้ากับคนที่จบในรุ่นนะครับ
แรกเริ่มเดิมที่....สาขาคณิตศาสตร์รุ่นของผมมีราวๆ40-50คน
ถ้าจำไม่ผิดโดยประมาณ จะเป็น เอนท์ 30 หรือ40คนนี่ล่ะ โควต้าพวกเทพๆ11คน (โอลิมปิก 2 ทุนเรียนดี 8 jstp 1 <<ขอบคุณข้อมูลจาก เร (เพื่อนในภาค)ด้วยครับ)
พอตอนจะจบ พวกเทพๆจะอยู่กันครบครับ แต่....ตอนผมเรียนถึงปี4มีคนเหลืออยู่ในห้องเดียวกันราวๆ25คน (ถ้าเอาข้อมูลตัวเลขข้างต้น เด็กเอนท์จะเหลือประมาณ14คน - -'')
**หมายเหตุ...จบพร้อมผมจริงๆไม่ถึง25ด้วยล่ะครับ เหลือแค่ 23 - -'' มีเพื่อนผมบางคนต้องไปจบปีหน้า ซึ่งก็เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง (ตัวเลขนี่คือ เท่าที่นึกออกนะครับ ไม่รู้ว่าลืมนับใครที่ไม่จบไปอีกรึเปล่า)
...ซึ่งถ้าหักโควต้าออกไป11คน.... คนที่สอบเอนท์เข้ามามีที่เรียน"4ปีจบ" จะมีแค่ 12 คนเท่านั้นครับ
หลายครั้งที่มักจะมีคนบอกว่าคณะวิทยาศาสตร์เรียนง่ายกว่าคณะยอดฮิตบางคณะ แต่ผมคิดว่ามันไม่มีอะไรง่ายหรอกครับ ...แค่ยากคนละแบบเท่านั้นแหละ
สมัยที่มีโฆษณาของกระทรวงสาธารณสุขว่า"ผักครึ่งนึง อย่างอื่นครึ่งนึง"
ผมก็เคยตั้งสโลแกนให้คณะของผมว่า "ซิ่วครึ่งนึง อยู่ครึ่งนึง" ล่ะครับ
(ส่วนนึงซิ่วเพราะทนเรียนต่อไปไม่ไหว ส่วนนึงซิ่วเพราะอยากไปคณะที่ใช้คะแนนเอนท์สูงกว่านี้)
ในกรณีที่เป็นแมท....ผมคิดว่าอาจจะซิ่วเกินครึ่งนะครับ - -'' (จากตัวเลขข้างต้น)
หมายเหตุ : พึ่งมาสังเกตวันนี้ว่า....ถ้าเทียบจำนวนคนจบแล้ว โควต้ากับเอนท์จบอย่างละครึ่ง (ทั้งๆที่ตอนรับเข้ามา พวกเอนท์มีเยอะกว่าตั้งเยอะ T-T)
ปล.ใครอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ ทิ้งคอมเมนท์ไว้ให้กำลังใจกันด้วยนะครับ
เอนทรี่นี้เป็นเอนทรี่ที่ผมพิมพ์นานมาก และใช้เวลาหลายวันกว่าจะเสร็จ หวังว่าคงมีประโยชน์กับน้องๆ รวมถึงคนที่เข้ามาอ่านเอนทรี่นี้บ้าง ไม่มากก็น้อยนะครับ
ปล2.ผมได้ปิดเทอม(จริงๆ)ซะทีครับ หลังจากวันนี้พรีเซนต์งานวิชาสุดท้ายไปแล้ว
ปล3.เวอร์ชันนี้อาจจะมีบางจุดที่พิมพ์ต่างจากที่อัพหนแรกไปนิดหน่อย เพราะผมใช้ฉบับเดิมที่พิมพ์มา อาจจะยังไม่ได้แก้ไขในบางจุดนะครับ (แต่ผมไม่ได้ลบเอนทรี่ทิ้ง ทุกคอมเมนท์เลยยังอยู่ครบครับ)
